หลังจากที่บ้านจางกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วสองพ่อลูกจึงพากันออกจากกระท่อมปลายนา พวกเขาถือพะโล้แห้งกับน้ำตาลปั้นสามไม้เดินคุยกันกระหนุงกระหนิงตามประสาอย่างมีความสุขมุ่งไปทางบ้านผู้นำหมู่บ้าน
จางอี้ิถามนู่นถามนี่สารพัดแต่อี้เทาก็ตอบด้วยรอยยิ้ม พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดหมายตอนนี้เวลาน่าจะประมาณยามเซิน (15.00 – 16.59) ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงเหมันต์ฤดูแต่อากาศ่นี้เริ่มเย็นลงบ้างแล้ว
ทินกรทอแสงอัสดงเตรียมลับขอบฟ้าแต่ก็ยังมีเวลาเพียงพอให้จางอี้เทาและจางอี้ิได้เดินทางกลับบ้านโดยไม่ต้องใช้คบไฟส่องนำทางในยุคสมัยนี้ ชาวบ้านธรรมดามักใช้คบไฟในการส่องนำทางตอนกลางคืนพวกเขายังไม่มีตะเกียงใช้ ตอนกลางคืนก็ใช้ใต้ไฟในการจุดให้แสงสว่างภายในบ้านซึ่งข้อเสียของมันคือมีควันจำนวนมาก
ดังนั้นชาวบ้านทั่วไปจึงเข้านอนแต่หัวค่ำตามตะวันที่ลับขอบฟ้าไปแล้วถ้าไม่จำเป็จะไม่มีใครจุดใต้ไฟในตอนกลางคืน เทียนไขจะมีใช้แค่ตามบ้านของข้าราชสำนักหรือเศรษฐีมีเงินเพราะราคานั้นแพงมากชาวบ้านถือว่าเป็ของสิ้นเปลือง แต่สำหรับผู้มั่งมีแล้วไม่เดือดร้อน
“ท่านพี่เย่ท่านพี่เย่ อยู่บ้านหรือไม่ ข้าจางอี้เทากับิเอ๋อร์มาเยี่ยมขอรับ” จางอี้เทาะโเรียกเพื่อนรุ่นพี่ที่คอยช่วยเหลือครอบครัวเขาเป็อย่างดีนับั้แ่ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านหลัวถงแห่งนี้
“ใครมาส่งเสียงดังอยู่หน้าบ้านข้า”ซุนซูเย่เดินออกมาดู เมื่อเห็นเป็สองพ่อลูกบ้างจาง จึงเอ่ยให้เข้าไปในบ้าน
“อ้าวอาเทาหรอกหรือ มีอะไรหรือไม่หรือว่าเ้าจะมาถามท่านพ่อเื่ข้อแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน”
“ไม่ใช่ขอรับท่านพี่เย่วันนี้ข้ากับิเอ๋อร์เอาอาหารมาให้ท่านพี่เย่ลองชิมขอรับ” จางอี้เทาเอ่ยตอบพลางหันไปจูงมือบุตรชายเข้าไปในบ้านซุนด้วยกัน
“ท่านพ่ออาเทามาเยี่ยมขอรับ” ซุนซูเย่บอกบิดาขณะพวกเขาเดินเข้ามาด้านใน
“สวัสดีขอรับท่านลุงถง/สวัสดีขอรับท่านปู่ถง”สองพ่อลูกบ้านจางเอ่ยทักทายหัวหน้าหมู่บ้านซุนถงพร้อมกัน
“สวัสดีมานั่งลงตรงนี้ก่อน”
“ท่านลุงถงท่านพี่เย่ เมื่อวานข้าไปในเมือง เอาน้ำตาลผักไปขายได้เงินมาเล็กน้อยิเอ๋อร์อยากกินอาหารจานเนื้อ ท่านแม่จึงทำพะโล้แห้ง บ้านข้าเห็นว่ามันอร่อยมากข้าคิดจะเอาสูตรพะโล้แห้งนี้ไปขายให้กับเหลาอาหารในเมืองจึงอยากให้บ้านซุนลองชิมดูขอรับ” จางอี้เทาเอ่ยตอบพร้อมยื่นจานพะโล้แห้งขนาดไม่ใหญ่มากให้กับซุนซูเย่
“ข้าเคยได้ยินมาพะโล้เป็อาหารที่มีราคาแพงมาก และขั้นตอนการทำก็ยุ่งยาก ใช้เวลานานมีแต่เศรษฐีหรือข้าราชสำนักเท่านั้นที่สามารถซื้อหามากินได้ชาวบ้านธรรมดาแบบพวกเราคงยากที่จะได้ลิ้มลองมาก่อนแม้แต่ข้ายังไม่เคยได้รู้รสชาติว่าเป็เช่นใด หน้าตาของพะโล้เป็เช่นนี้หรือ”ซุนถงเอ่ยถามจางอี้เทาด้วยความอยากรู้ เพราะตนเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าตาพะโล้มาก่อน
เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าอาหารตรงหน้ามีกลิ่นหอมเครื่องเทศเด่นชัด มีน้ำขลุกขลิกชิ้นหมูสีน้ำตาลอ่อนวางเรียงกันอยู่เต็มจาน ซุนถงถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกบ้านเขาที่มีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านหลัวถงยังไม่เคยได้กินอาหารจานเนื้อที่มีแต่เนื้อเต็มจานเช่นนี้ และอาหารตรงหน้ายังเป็รายการอาหารที่ขายแต่เฉพาะเหลาอาหารในเมืองอีกด้วย
“ขอรับนี่เป็หน้าตาของพะโล้แห้งสูตรบ้านจาง พะโล้ที่ขายในเหลาอาหารจะเป็แบบน้ำขอรับรสชาติจะแตกต่างกันอยู่มาก ข้าก็ไม่แน่ใจว่าคนที่นี่จะชอบแบบน้ำหรือแบบแห้งข้าจึงเอามาให้บ้านซุนลองชิมดูขอรับ”
“ขอบใจมากนะอาเทาที่ยังคิดถึงบ้านข้าแต่ข้าว่ามันมากเกินไปหรือไม่ พวกเ้าเก็บเอาไว้กินเองจะได้หลายมื้ออยู่นะ”ซุนซูเย่เอ่ยออกมาด้วยความเกรงใจ เขารู้ว่าบ้านจางมีฐานะที่ไม่ดีพอได้มีอาหารจานเนื้อกลับคิดถึงครอบครัวของเขา ทั้ง ๆที่สามารถเก็บเอาไว้กินเองก็ได้
“ท่านพี่เย่อย่าได้ปฏิเสธน้ำใจบ้านข้าเลย ในตอนที่ครอบครัวข้าเดือดร้อน ก็ได้บ้านซุนช่วยไว้ในตอนนี้บ้านข้าพอมีเงินนิดหน่อย จึงอยากตอบแทนบ้านซุนบ้าง”
“ได้ๆ เช่นนั้นข้าไม่ปฏิเสธ ขอบใจเ้าอีกครั้ง” ซุนเย่พยักหน้าตอบ ในเมื่ออี้เทานั้นยืนยันจะมอบมันให้บ้านซุนเขาก็ไม่อาจปฏิเสธ
“ท่านลุงเย่พี่ซูลี่กับพี่ิเย่ไม่อยู่บ้านหรือขอรับ” อี้ิเห็นว่าผู้ใหญ่คุยกันเสร็จแล้วตนจึงเอ่ยถามถึงลูก ๆ ของบ้านซุนขึ้นมาบ้าง เพราะเขามีน้ำตาลปั้นมาฝากแต่ตอนนี้ตนกับบิดานั่งอยู่เกือบเค่อแล้วก็ยังไม่เห็นเด็กทั้งสองคน
“ิิน้อยลี่เอ๋อร์กับเย่เอ๋อร์ไปซักผ้าที่แม่น้ำกับท่านป้าเจียวเม่ยนะอีกไม่นานคงกลับมาแล้ว ิิน้อยมีอันใดหรือ” ซุนซูเย่ตอบและถามกลับในคราวเดียว
“ข้ามีขนมมาฝากพี่ซูลี่กับพี่ิเย่ขอรับ”
“ิิน้อยช่างเป็เด็กมีน้ำใจรออีกสักหน่อยคงกลับมาแล้วล่ะ”
ยังไม่ทันที่ซุนซูเย่จะกล่าวจบดีสามแม่ลูกก็ถือกะละมังผ้าที่ซักแล้วกลับมา เจียวเม่ยเดินแยกตัวไปตากผ้า ส่วนลูก ๆของนางก็เดินเข้ามาในบ้าน
“นั่นไงพวกพี่ ๆ กลับกันมาแล้ว” ซุนถงบอกกับจางอี้ิ
“สวัสดีท่านอาอี้เทาเ้าค่ะ/สวัสดีท่านอาอี้เทาขอรับ/สวัสดีิิน้อย”ซุนซูลี่กับซุนิเย่เอ่ยทักทายสองพ่อลูกบ้านจาง
“สวัสดีลี่เอ๋อร์เย่เอ๋อร์ / สวัสดีขอรับพี่ซูลี่ พี่ิเย่” เสียงแรกเป็การทักทายกลับของจางอี้เทาส่วนอีกเสียงคือจากอี้ิ
“พี่ซูลี่พี่ิเย่ ข้ามีขนมมาฝากขอรับ” จางอี้ิบอกเขารีบหยิบน้ำตาลปั้นออกมาและยื่นให้กับสองพี่น้องคนละไม้ส่วนไม้สุดท้ายตัวเขาเก็บเอาไว้เอง
“เอ๊ะน้ำตาลปั้นงั้นเหรอ ิิน้อย ข้ารับไม่ได้หรอก มันมีค่ามากเกินไป”ซุนซูลี่อุทานออกมา ขนมราคาแพงถึงเพียงนี้ เด็กสาวไม่กล้ารับเอาไว้ตรงข้ามกับซุนิเย่ที่เอาแต่เงียบ เด็กชายยืนหลบอยู่ข้างหลังพี่สาวตนเองแต่ก็ยื่นหน้าออกมาแล้วกลืนน้ำลายดังเอื้อก
เหตุที่ซุนซูลี่บอกว่ามันมีค่ามากเพราะน้ำตาลปั้นถึงแม้ว่าจะราคาเพียงหกอีแปะต่อไม้แต่นับว่าเป็สินค้าฟุ่มเฟือยไม่น้อย ขนมไม้เดียวแต่หากเพิ่มเงินอีกไม่กี่อีแปะ ก็ได้เครื่องเทศแล้วนางกับน้องชายจึงเคยทานแค่ไม่กี่ครั้ง
“ข้าตั้งใจนำมาฝากพี่ซูลี่กับพี่ิเย่จริงๆ นะขอรับ ถ้าพี่ๆ ไม่รับไว้ ข้าคงเสียใจมากเป็แน่หรือว่าท่านพี่ทั้งสองรังเกียจข้า...ขอรับ” จางอี้ิได้ทีเล่นบทโศกเขาทำหน้าหงอยคล้ายจะร้องไห้ ท้ายประโยคก็ดูแ่เบาราวกับเสียใจหนักหนา
“มะไม่ใช่เช่นนั้นิิน้อย ข้าไม่ได้รังเกียจเ้า แต่ว่า......”ซุนซูลี่ทำตัวไม่ถูก นางไม่ได้้าให้ิิน้อยคิดเช่นนั้นเรียวปากสวยยังพูดไม่จบ จางอี้เทาจึงพูดขึ้นก่อน
“ลี่เอ๋อร์น้องอี้ิตั้งใจนำขนมมาฝากพวกเ้าสองคนพี่น้องจริง ๆ ดูสิ” อี้เทาพยักหน้าไปทางขนมน้ำตาลปั้นในมือบุตรชาย“ิเอ๋อร์น่ะ เพื่อจะได้กินพร้อมกันกับพี่ ๆ เขาไม่ยอมกินในส่วนของตนเองทั้งที่อาซื้อมาั้แ่เมื่อวาน เช่นนั้นแล้ว ลี่เอ๋อร์กับเย่เอ๋อร์อย่าได้ปฏิเสธิเอ๋อร์เลยนะ”
ซุนซูลี่ได้ยินจางอี้เทากล่าวเช่นนั้นจึงได้หันไปขอความเห็นจากบิดาเมื่อเห็นซุนซูเย่พยักหน้า เด็กน้อยจึงยิ้มกว้างออกมาหันไปพูดกับจางอี้ิด้วยเสียงสดใส
“ิิน้อยข้าขอบใจเ้ามากนะ และข้าไม่ได้รังเกียจเ้า ข้าขอโทษที่ทำให้เ้ารู้สึกไม่ดีไหนล่ะน้ำตาลปั้นของข้า”
“พี่ซูลี่ไม่รังเกียจข้าจริงๆ ใช่ไหม ขอบคุณมากขอรับ นี่น้ำตาลปั้นของพี่ซูลี่ ส่วนอันนี้ของพี่ิเย่ขอรับ”
จางอี้ิสดใสขึ้นมาทันทีถ้าในสมัยก่อนคงถูกหาว่าเป็กิ้งก่าเปลี่ยนสีได้ไวมาก แต่ใครสนกันเล่าตอนนี้เขาคือจางอี้ิ เด็กน้อยอายุห้าขวบ ่เป็เด็กเขาจะทำอะไรก็ได้ยิ่งท่าทางเช่นนั้นทำแล้วไม่มีใครว่าเสแสร้งเป็แน่ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้เสแสร้งจริงๆ เสียหน่อย ก็แค่อยากให้ซูลี่และิเย่ได้กินขนมด้วยกันเท่านั้นเอง
ซุนซูลี่เอื้อมมือไปรับมาถือไว้แต่ซุนิเย่ยังคงแอบอยู่หลังพี่สาวเช่นเคยทำให้จางอี้ิต้องเดินเข้าไปหาพลางยื่นน้ำตาลปั้นไม้นั้นไปตรงหน้าของซุนิเย่
“พี่ิเย่ท่านก็รังเกียจข้าเช่นนั้นหรือขอรับ”
“ปะเปล่า ข้าเพียงแค่......” ซุนิเย่เอ่ยตะกุกตะกัก
“อาเย่รีบรับไว้สิ และอย่าลืมขอบใจิิน้อยด้วย” ซุนซูลี่เอ่ยเตือนน้องชาย
“ิิน้อยขอบใจเ้ามาก”ซุนิเย่ยิ้มให้กับจางอี้ิและเอื้อมมือไปหยิบน้ำตาลปั้นมาถือไว้
“อันนี้ของข้าข้าอยากกินพร้อมกับพี่ซูลี่และพี่ิเย่ พวกเราไปเล่นกันเถอะขอรับ ท่านพ่อท่านปู่ถง ท่านลุงเย่ข้าขออนุญาตไปเล่นกับพี่ซูลี่กับพี่ิเย่นอกบ้านได้หรือไม่ขอรับ”
จางอี้ิรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อยที่ต้องอยู่คุยกับผู้ใหญ่เขาอยากถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับเด็กทั้งสองคนตรงหน้า เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอาจจะมีเื่ให้สนุกและตื่นเต้นมากกว่า
“ไปเถอะลี่เอ๋อร์ดูแลเย่เอ๋อร์กับิิน้อยด้วยนะ อย่าได้ออกไปไกลบ้านมาก เข้าใจหรือไม่”ซุนซูเย่เอ่ยอนุญาตและกำชับด้วยความเป็ห่วง
“เ้าค่ะท่านพ่อข้าจะดูแลน้อง ๆ เอง พวกเราไปกันเถอะ” ซุนซูลี่ตอบบิดาก่อนที่จะหันหลังเดินออกมาพร้อมกับน้องๆ พวกเขาสามคนกำลังจะออกไปกินน้ำตาลปั้นและเล่นนอกบ้านด้วยกัน
“ิเอ๋อร์อย่าไปไกลเล่า ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เมื่อพ่อคุยธุระกับท่านลุงและท่านปู่เสร็จแล้วพวกเราจะได้กลับบ้านกัน” จางอี้เทาเอ่ยไล่หลังบุตรชายไปเสียงไม่เบานัก
“ขอรับท่านพ่อ”จางอี้ิขานรับแล้วจึงเดินตามสองพี่น้องบ้านซุนออกไป
ซุนซูลี่เป็ฝ่ายเดินนำมานั่งที่แคร่นอกบ้านจางอี้ิถึงกับทนไม่ไหว เด็กน้อยลงมือกินน้ำตาลปั้นด้วยความเอร็ดอร่อย
“โหมันอร่อยแบบนี้นี่เอง ถึงว่า ในนิยายเื่ไหน ๆ ก็เป็ขนมยอดฮิตของทุกเื่”อี้ิพูดออกมาทั้งที่น้ำตาลปั้นยังอยู่ในปาก
“ิิน้อยพูดอะไรข้าไม่เห็นเข้าใจ” ซุนซูลี่เอ่ยถาม พลางนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่เช่นกัน
“อ้อพี่ซูลี่ ข้าว่าน้ำตาลปั้นนี้อร่อยมากขอรับ พี่ซูลี่ พี่ิเย่ ลองกินดูอร่อยใช่หรือไม่ขอรับ”
“อืมอร่อย ข้าจำไม่ได้แล้วว่ากินน้ำตาลปั้นครั้งสุดท้ายเมื่อใดของอร่อยแบบนี้พวกเราคงได้กินไม่บ่อย” ซุนซูลี่ตอบส่วนซุนิเย่นอกจากจะไม่พูดไม่จาเป็ปกติอยู่แล้ว ยิ่งได้กินขนมอร่อย ๆ ก็ยิ่งเงียบมากกว่าเดิมแต่ดวงตาทอประกาย ซึ่งนั่นคงจะเป็คำตอบให้อี้ิได้แล้ว
“พี่ิเย่ชอบหรือไม่ขอรับ”เขาถามย้ำ
“อืม”ิเย่พยักหน้าเบา ๆ
“พี่ซูลี่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านส่วนมากไปเล่นที่ไหนหรือขอรับ”จางอี้ิเริ่มสืบความคืบหน้าของหมู่บ้านนี้จากมุมมองเด็ก ๆ บ้างหลังจากที่ท่านย่าของเขาเล่าให้ฟังเมื่อหลายวันก่อน
“พวกเราเด็กๆ มักตามท่านพ่อท่านแม่ที่ไปทำงานในไร่แล้วก็เล่นกันอยู่แถวนั้นหรือบางทีก็ไปเล่นจับปูในทะเล แต่ท่านพ่อข้าห้ามไปเล่นในน้ำทะเลเห็นบอกข้าว่าทะเลน่ากลัว”
“ทะเลหรือขอรับใช่แล้ว ท่านย่าของข้าเองก็เคยเล่าให้ฟังว่าหมู่บ้านหลัวถงข้างหลังเป็ป่าเขาด้านหน้าเป็ทะเล เช่นนั้นวันหลังพวกเราไปเล่นหรือไปดูทะเลดีไหมขอรับข้าไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน” จางอี้ิเอ่ยถามเสียงออดอ้อน จ้องมองซุนซูลี่ตาใสซื่อ
“ได้สิถ้าวันไหนิิน้อยมาที่บ้านข้า พี่สาวคนนี้จะพาพวกเ้าไปรู้จักเด็ก ๆในหมู่บ้านและพาเ้าไปดูทะเลดีหรือไม่”
“ดีมากขอรับข้าอยากเห็นทะเล” อี้ิรีบตอบ เขาหันไปถามเด็กชายอีกคน “พี่ิเย่จะไปกับข้าไหมขอรับ”
“อือ”
อือ... คำเดียว
โอ้ย หัวจะปวดมันจะขี้อายและี้เีพูดอะไรปานนั้น หรือกลัวดอกพิกุลจะร่วง เอ๊ะ!ถ้าพิกุลร่วงมาเป็ทองก็ดีสิ พวกเขาจะได้มีเงินใช้ ตื่น ๆ ไอ้นนท์ เพ้อไปไกลแล้ว
จางอี้ิได้แต่ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายกับความขยันเงียบของซุนิเย่เหลือเกินถามคำตอบคำ และคำนั้นก็วนอยู่แค่สองคำคือ อือ และ อืม
แต่คิดเหรอว่าแค่นี้จะทำให้เขายอมแพ้ได้ไม่มีทางหรอก
“ิเอ๋อร์กลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวจะมืดค่ำไปซะก่อน” จางอี้เทาเดินออกมาเรียกบุตรชายหลังจากที่พวกเด็กๆ ออกมาเล่นนอกบ้านกันได้ประมาณสองเค่อส่วนตนเองก็เสร็จธุระกับบ้านซุนเรียบร้อยแล้ว
“ขอรับพี่ซูลี่ พี่ิเย่ ข้ากลับบ้านก่อนนะขอรับอย่าลืมสัญญานะขอรับว่าจะพาข้าไปเที่ยวทะเลวันหลัง”
“ได้พี่สาวคนนี้ไม่ลืมแน่นอน แล้วพบกันนะิิน้อย” ซุนซูลี่เอ่ยปากรับคำ
“บ้ายบาย”จางอี้ิลืมตัว เขายกมือโบกลาสองพี่น้องบ้านซุน ทำให้สองพี่น้องขมวดคิ้วจางอี้เทาจึงคว้ามือน้อย ๆ ของบุตรชายมากุมไว้และเดินกลับบ้านพร้อมกัน
ระหว่างทาง จางอี้เทาซึ่งสงสัยอยู่ก่อนจึงเอ่ยถามบุตรชายขึ้นมา
“บ้ายบายคือการบอกลาของชาว์หรือิเอ๋อร์”
“ใช่แล้วขอรับท่านพ่อว่าชาวบ้านจะยอมแลกเปลี่ยนแรงงานกับบ้านเราไหมขอรับ”
“พ่อก็บอกไม่ได้นะิเอ๋อร์แต่ก็หวังว่าชาวบ้านจะยอม วันมะรืนท่านลุงถงให้พ่อมาฟังคำตอบจากชาวบ้านด้วยตนเอง”
จางอี้ิพยักหน้าน้อยๆ ในใจก็แอบหวั่นเหลือเกินเพราะอีกสองวันค่อยจะได้คำตอบถ้าชาวบ้านไม่ยอมแลกเปลี่ยนแรงงานกับบ้านเขา งานคงเข้าบ้านสกุลจางอย่างช่วยไม่ได้เป็แน่
ขอร้องล่ะ์ อย่าได้ส่งบททดสอบที่หนัก ๆ มาให้เขาบ่อยนักเลย