ฉับพลัน ระฆังยักษ์โบราณเรือนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางฟากฟ้า
เซียวจิ่งหยวนมองอย่างงุนงง รอบด้านระฆังยักษ์เต็มไปด้วยแสงไฟวับวามมีตัวอักษรสีทองอร่ามจำนวนหนึ่งหมุนวนโคจรรอบตัวระฆังที่เปล่งประกาย แลดูลึกลับนัก
ระฆังเรือนยักษ์กับเต่ายักษ์ยืนประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งกินพื้นที่ไปมากกว่าครึ่งของพื้นที่ภายในถ้ำ ในยามที่เซียวจิ่งหยวนคิดว่าระฆังและเต่าจะสร้างอาณาเขตที่แน่ชัดประหนึ่งพรมแดนของเมืองฉู่กับเมืองฮั่น จู่ๆ กลับมีเหตุการณ์ใหม่แทรก
ทันใดนั้นเอง พระจันทร์ดวงใหญ่ที่ทรงพลังสุกสกาวค่อยๆลอยขึ้นมาจากห้วงพลังอันแปรปรวนดุจคลื่นซัดสาด ภาพดวงจันทร์ลอยขึ้นที่กลางทะเลตรงหน้าช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกร
เพียงเวลาไม่นาน พื้นที่ภายในก็ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน
พร้อมด้วยการต่อสู้ของทั้งสามฝ่ายที่โกลาหลขึ้นมาอีกครั้ง
เซียวจิ่งหยวนเห็นเหตุการณ์ประหลาดปรากฏขึ้นกลางอากาศมากมายในช่วงเวลาอันสั้นทั้งพระอาทิตย์อัสดง ทะเลหมอก ดอกบัว มังกรขี่เมฆและนกกระเรียนที่บินมาเกาะอยู่บนต้นสนภาพลวงตาอันมหัศจรรย์และสวยงามทั้งหลายนี้เกิดขึ้นกลางอากาศอย่างไม่ขาดสาย
เซียวจิ่งหยวนมองจนตาลาย ตกใจจนพูดไม่ออก
จนกระทั่งสุดท้าย เมื่อภาพของพระอรหันต์กายสีทองผู้มีมังกรพันร่างประทับนั่งบนหลังช้างปรากฏขึ้นกลางอากาศภาพลวงตาที่เหลือทั้งหลายต่างพากันแข่งกันเปล่งแสง ทำเอาเขาตกใจจนตัวสั่นเทา
เซียวจิ่งหยวนเบิกตาโพรง เข้าใจสถานการณ์บ้างเล็กน้อย “สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนใช้เพื่อระงับความคิดฟุ้งซ่านในยามที่กำลังทำสมาธิแต่เหตุใดถึงต้องถอดจิตมาแสดงอิทธิฤทธิ์อยู่กลางอากาศเช่นนี้ด้วยเล่า”
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ เพราะในความทรงจำของเขาแล้วสิ่งที่เรียกว่าถอดจิตแสดงอิทธิฤทธิ์นั้นน่าจะเป็นพลังวิเศษที่ต้องบำเพ็ญจนกลายเป็นเซียนก่อนเท่านั้นถึงสามารถฝึกได้ซึ่งเรียกว่าวิชาจำแลงสรรพสิ่ง
วิชาจำแลงสรรพสิ่ง หรือจำแลงฟ้าดิน
เป็นพลังที่สามารถทำให้วิญญาณดั้งเดิมของเซียนแยกออกมาจากร่างก่อนแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างมากมายมีกำลังมากขึ้นหลายสิบเท่าจนสามารถบดขยี้คู่ต่อสู้ได้
เมื่อพูดตามหลักเหตุผลแล้วผู้ที่อยู่ที่นี่เหล่านี้น่าจะเป็นเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นต่ำอยู่ไม่น่ามีความสามารถขั้นสูงเช่นนี้ได้
เซียวจิ่งหยวนคิดวนเป็นร้อยรอบแต่ยังคงไม่เข้าใจ กระทั่งอดไม่ได้ หันไปมองคุณชายรูปงามเพื่อหวังให้เขาช่วยตอบคำถามของตน
“มองอะไร ไม่ต้องมาถามข้าข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าอย่างไรเสียที่นี่คือถ้ำซึ่งเอาไว้ใช้สำหรับบำเพ็ญตนของเหล่าเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”
คุณชายรูปงามพูดพร้อมยิ้มแย้ม “ข้าคิดว่าแทนที่จะมาคอยคิดหาสาเหตุเจ้ารีบไปเข้าฌาน แล้วใช้ความช่วยเหลือจากพลังวิเศษมาลองแยกกายจำแลงบ้างเสียยังดีกว่า”
“ซึ่งสิ่งนี้คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดผู้คนมากมายที่ถึงแม้ไม่ได้ขาดแคลนอาวุธแต่กลับยังอยากเข้ามาในถ้ำกระบี่แห่งนี้ เพราะสำหรับบางคน จะมีหรือไม่มีสมบัติเหล่านี้ก็ได้แต่โอกาสที่ทำให้ผู้บำเพ็ญซึ่งยังไม่ได้เป็นเซียนได้ลองก้าวผ่านขีดจำกัดลองแยกกายจำแลงเช่นนี้ช่างหายากเสียเหลือเกิน”
นัยน์ตาคุณชายรูปงามฉายแววประหลาด “โอกาสนี้เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสระกระบี่เนินพยัคฆ์และยังเป็นเหตุผลที่ไม่ว่าผู้ใดต่อผู้ใดต่างก็พยายามแย่งให้ได้เข้ามาที่นี่เป็นคนแรก”
กายและใจของเซียวจิ่งหยวนสั่นไหวด้วยความตกตะลึงทันทีหลังได้ฟังสิ่งเหล่านี้
เขาไม่โง่ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจเรื่องนี้ดีการให้ผู้บำเพ็ญขั้นต่ำสักคนหนึ่งได้ลองสัมผัสการแยกกายจำแลงล่วงหน้าเช่นนี้เป็นประหนึ่งเหมือนสูตรโกง ทำให้เส้นทางอันขรุขระกลายเป็นทางเดินที่แสนเรียบง่าย
เพราะรู้คำตอบมาก่อนหน้านี้แล้วดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายเมื่อต้องมาคิดเปรียบเทียบใหม่
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญ ฝึกตบะหรือการเพิ่มขีดจำกัดล้วนเป็นโอกาสที่ยากจะได้มา และเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าประเมินเทียบเท่ากับสมบัติสวรรค์ชิ้นสองชิ้นมิได้
เซียวจิ่งหยวนคิดเปรียบเทียบได้ทันที ว่าข้อมูลนี้คงเผยแพร่กันภายในวงเล็กๆมีผู้คนจำนวนไม่มากเท่านั้นที่รู้มิเช่นนั้นแล้วผู้บำเพ็ญทั้งหมดในโลกคงหลั่งไหลกันมาเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการเข้าสระกระบี่เกิดการฆ่าฟันกันอย่างโหดเหี้ยมไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้มีเลือดไหลนองมากมายเพียงใด
“ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญตน”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจ แม้ที่นี่จะเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญตนทว่าเวลาที่สามารถอยู่ในนี้กลับมีไม่มากหากสามารถใช้ที่แห่งนี้ให้เป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงได้ต่อให้เป็นเวลาเพียงเสี้ยวเดียวก็เพียงพอแล้ว
แน่นอนว่าจะต้องมีผู้คนมากมายยอมดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้เวลาอันสั้นนี้มาครอบครอง
“รู้ก็ดีแล้ว ต่อไปห้ามลังเลเป็นอันขาด”
คุณชายรูปงามยื่นมือออกไปกดให้เซียวจิ่งหยวนนั่งลง ก่อนกระซิบบอก “เหลือเวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น เจ้าจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดีห้ามปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด”
“อือ”
เซียวจิ่งหยวนนั่งขัดสมาธิ แล้วเริ่มทำสมาธิ
คุณชายรูปงามที่อยู่อีกทางด้านหนึ่งนั่งลงเช่นกัน เขาหลับตาลง มีพลังประหลาดลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็วปรากฏขึ้นเป็นวิมานหยกเรือนงามที่ลอยเด่นอยู่ด้านบนเหนือถ้ำกระบี่มีต้นหอมหมื่นลี้ที่สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่งกำลังกวัดแกว่งไปมาอย่างงดงามอยู่ข้างวิมานหยก
ดวงจันทร์ที่ขึ้นกลางทะเล ดวงอาทิตย์ที่ตกในแม่น้ำฉางเหอแรดจับจ้องดวงจันทร์ ต้นสนเขียวและนกกระเรียนขาว กายจำแลงเหล่านี้ต่างถูกวิมานหยกและต้นหอมหมื่นลี้ผลักจนต้องขยับหลบออกไปด้านข้าง
ทันใดนั้น กายจำแลงนับสิบก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน พวกมันวางตัวคล้ายกับโครงสร้างของพีระมิดกายจำแลงที่อยู่ ณ จุดสูงสุดกดทับกายจำแลงอื่นที่อยู่ด้านล่างด้วยแรงมหาศาลจนไม่อาจหลบหนีแรงกดดันนี้ออกไปได้
กายจำแลงเสียดสีกัน ก่อกำเนิดประกายไฟกระเด็นไปรอบด้าน
เซียวจิ่งหยวนสังเกตอย่างละเอียด ก่อนพบว่าเมื่อกายจำแลงเหล่านั้นปรากฏขึ้นเหล่าฝูงกระบี่ที่แหวกว่ายอยู่กลางเวหาก็เคลื่อนไหวเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน
กระบี่บินที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศบินวนอยู่รอบๆ กายจำแลงเหล่านั้นทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจทั้งเชิญชวนและปฏิเสธ ราวกับว่ากำลังหยั่งเชิง...
“กระบี่บินมีจิตวิญญาณพวกมันกำลังเลือกเจ้าของอยู่เช่นนั้นหรือ”
หัวใจของเซียวจิ่งหยวนสั่นระรัวอีกครั้ง เขาคาดเดาคร่าวๆ
มิน่าเมื่อสักครู่คุณชายรูปงามถึงได้พูดว่าวิธีการธรรมดาไม่มีทางไขว่คว้ากระบี่บินมาไว้ได้และการบินตรงเข้าไปคว้ายังนับเป็นการวิ่งเข้าหาความตายดังนั้นจึงต้องมีวิธีอื่นที่สามารถคว้ากระบี่บินได้
ไม่ต้องพูดสิ่งใดมาก เพราะวิธีไขว่คว้ากระบี่บินที่ถูกต้องที่สุดคือการใช้วิญญาณดั้งเดิมเป็นสิ่งล่อลวงหรืออีกนัยหนึ่งคือการจับคู่ของสองสิ่ง
ผู้บำเพ็ญทุกคนล้วนอยากได้กระบี่บินที่มีคุณภาพโดดเด่นทว่ากระบี่บินเองก็มีจิตวิญญาณ คิดอยากมีเจ้าของผู้ซึ่งเก่งกาจ มีพื้นฐานที่ดีและมีอนาคตเช่นเดียวกัน
ดังนั้น กายจำแลงทุกภาพที่อยู่บนท้องฟ้าเหล่านั้นจึงล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากว่าพลังภายในและศักยภาพของผู้บำเพ็ญแต่ละคนเป็นอย่างไร
“สถานที่นี้ช่างลึกลับ”
เมื่อเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว เซียวจิ่งหยวนก็ตะลึงก่อนหลับตาลงตามผู้อื่นไป เขาหายใจเข้าลึก สงบจิตใจและเข้าฌานทำนิมิตไปอย่างช้าๆ
ภาพของหยินหยางและไท่จี๋สีขาวดำอันบริสุทธิ์รูปร่างเป็นวงกลมสมบูรณ์ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา
ในระหว่างที่กำลังล่องลอยในห้วงฌาน เซียวจิ่งหยวนรู้สึกถึงกายและใจที่สงบนิ่งทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นความว่างเปล่า ในตอนนั้นเองก็มีพลังปราณอันน่าอัศจรรย์แผ่มาจากด้านนอกช่วยดึงจิตวิญญาณของเขาให้ค่อยๆ แยกออกจากกาย
เปรี้ยง!
ร่างกายของเขานิ่งงันไร้การเคลื่อนไหวในทันทีหลังวิญญาณแยกออกจากร่างแต่จิตวิญญาณที่แยกออกไปนั้นกลับได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงจนสั่นไหวไปมา ประหนึ่งเป็นดั่งเรือลำเล็กที่อยู่ท่ามกลางคลื่นสูงสามารถอับปางลงได้ทุกเมื่อ
จิตวิญญาณดวงน้อยเผชิญหน้ากับความยิ่งใหญ่ของโลกและสวรรค์ช่างเล็กจิ๋วและต่ำต้อยราวกับผงธุลีที่ล่องลอยอยู่กลางห้วงจักรวาล น่าสงสารนัก
ทว่าในฐานะของผู้บำเพ็ญ เมื่อได้เข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้วก็เข้าใจว่าถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยขวากหนามอุปสรรค และอันตราย แม้นต้องสู้กับฟ้าดินแต่กลับมีความสุขนัก
ดังนั้นเจตจำนงของเซียวจิ่งหยวนจึงหนักแน่น ถึงแม้จะต้องพบเจอการโจมตีจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวเขาก็รักษาจิตใจให้มั่นคงได้
หลังจากนั้นมีไอเย็นแผ่ซ่านเข้ามาในจิตวิญญาณของเขาเมื่อเวลาล่วงเลยไปสักพักจิตวิญญาณของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน...
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้เซียวจิ่งหยวนตระหนักได้ ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นการสร้างจิตวิญญาณดั้งเดิมซึ่งจะเกิดขึ้นหลังบรรลุเซียนไปแล้ว
แต่พลังอันแปลกประหลาดทำให้ผู้บำเพ็ญตนทั้งหลายสัมผัสได้ถึงกระบวนการนี้และเมื่อทุกคนสามารถผ่านพ้นทัณฑ์สวรรค์ไปได้อย่างปลอดภัยพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทดลองฝึกอีกต่อไป ช่วยประหยัดแรงไปได้มากทีเดียว
แน่นอนว่ากระบวนการจำลองนี้ไม่อาจเทียบเท่าการฝึกฝนจริงเพราะในการฝึกฝนจริง ด่านแต่ละด่านนั้นไม่ง่ายเหมือนดั่งตอนนี้ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงต้องพยายามเพื่อเอาชนะกันต่อไปแต่หากมีทิศทางที่ชัดเจนแล้วก็สามารถก้มหน้าพุ่งตรงไปโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งอื่นใดก็ได้ไม่เหมือนกับผู้บำเพ็ญที่ไร้ประสบการณ์อื่นๆ พวกเขายังคงต้องตัวสั่นงันงก และค่อยๆฝึกฝนไปอย่างระมัดระวัง ประหนึ่งเดินอยู่บนน้ำแข็งแผ่นบาง
จิตใจของเซียวจิ่งหยวนสงบเยือกเย็นหลังตระหนักได้เช่นนี้ไม่นานจิตวิญญาณของเขาก็บรรลุและสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกายจำแลงของตนเองได้
กายจำแลงของเขาและเคล็ดวิชาที่เขาฝึกมามีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นไม่ต่างอะไรกับผู้บำเพ็ญตนผู้อื่น
คัมภีร์กรรมและแผนภาพไท่จี๋
เมื่อภาพดำขาวพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าเซียวจิ่งหยวนก็พลันรู้สึกเหมือนดั่งมัจฉา แหวกว่ายอยู่กลางผืนทะเลอันกว้างใหญ่ดั่งวิหคที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้าสูงแต่แล้วทันใดนั้นเองก็มีบางสิ่งเข้ามาโจมตีเขาอย่างหนัก
กายจำแลงทั้งหลายเป็นดั่งโซ่เหล็กที่พาดข้ามแม่น้ำซึ่งไม่เพียงกีดขวางทางของเขา แต่ยังช่วยเขาไว้อีกด้วย
ภายใต้การโจมตีของภาพลวงตาทั้งหลายเซียวจิ่งหยวนรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนกำลังสั่นไหวศีรษะวิงเวียนเป็นเวลานานจนเขางุนงง ใช้เวลาสักครู่กว่าสติจะเริ่มฟื้นคืนกลับมา
แน่นอนว่าในตอนแรกเขารู้สึกตระหนก โมโหและไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เมื่อครุ่นคิดอยู่สักพักเขาก็เข้าใจแล้วว่าการที่ผู้บำเพ็ญทุกคนแสดงกายจำแลงของตนออกมาโอ้อวดพลังอยู่กลางอากาศไม่ใช่เพียงเพื่ออยากโดดเด่นเท่านั้นทว่ายังมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้านในอีกด้วย
อย่างน้อยเขาก็สังเกตเห็นแล้ว ว่ายิ่งสูงขึ้นไปด้านบนของถ้ำกระบี่มากเท่าใดกระบี่บินที่พร่างพราวสวยงามจะยิ่งรวมตัวกันมากเท่านั้น
เมื่อดูจากคุณภาพของกระบี่บินเหล่านั้นแล้ว พวกมันล้วนมีคุณภาพสูงนับจากอดีตโบราณกาลมามิเคยมีผู้ใดเป็นหนึ่งทั้งในด้านศาสตร์และศิลป์ดังนั้นการเลือกเจ้านายของกระบี่บินจึงต้องเลือกจากผู้บำเพ็ญที่มีความสามารถก่อนเป็นอันดับแรก
และเช่นนั้น ผู้ที่มีกายจำแลงอยู่บนยอดพีระมิดจึงมีโอกาสครอบครองกระบี่วิเศษนั้นมากที่สุด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เซียวจิ่งหยวนทำได้เพียงยิ้มขมขื่นในใจเพราะแม้รู้ดีว่ากายจำแลงของตนไม่ได้แย่ไปกว่าผู้อื่นแต่ปัญหานั้นกลับอยู่ที่ว่าถึงแม้กายจำแลงจะแข็งแกร่งมากเพียงใดทว่ายังจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยพลังกายอันแข็งแกร่งซึ่งท่ามกลางบรรดาผู้บำเพ็ญที่อยู่ ณ ที่นี้นั้น พลังของเขาอ่อนแอที่สุด
คนอ่อนแอคือคนที่ไม่มีสิทธิ์ และต้องโดนผู้อื่นผลักออกไปด้านข้าง
‘พวกเวรนี่!’
เซียวจิ่งหยวนแอบก่นด่าในใจ ทว่าเขากลับต้องยอมจำใจต่อให้เขาไม่ยอมและอยากข้ามผ่านพวกคนที่เข้ามาในเส้นทางแห่งการฝึกตนก่อนก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการสั่งสมไม่สามารถสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
หรืออย่างน้อยตอนนี้ เขาก็ไม่ได้มีพลังมากพอที่จะสามารถต่อสู้อย่างสุดตัวไปได้ตลอด
ดังนั้น...เซียวจิ่งหยวนจึงจำใจยอมแพ้ ก่อนปลอบโยนตนเองว่า “อย่างไรเสียก่อนที่จะเข้ามาในสระกระบี่นี้ข้านั้นไม่ได้มีความคิดต้องการสิ่งใดอื่นเลย นอกจากอยากนำบัวขาวจิตกระจ่างออกไปได้อย่างปลอดภัยเท่านั้นเพียงเท่านี้ก็นับว่าชนะแล้ว”