1
คุณหนูสกุลหวัง
ถ้าไม่นับเชื้อพระวงศ์สกุลหลี่ อาจกล่าวได้ว่าสกุลหวังเป็สกุลอันดับหนึ่งในแคว้นจิ้น บิดาของนางหวังหยวนเป็เสนาบดีคนสำคัญของราชสำนัก มีหน้าที่ให้คำปรึกษาฮ่องเต้ทั้งยังควบตำแหน่งราชครูขององค์ชายคนสำคัญหลายพระองค์ หนึ่งในนั้นคือองค์รัชทายาทหลี่จงและองค์ชายสิบหลี่เหยียนผู้เกิดจากฮองเฮา
ฮองเฮาสกุลเหอ พระนามซูเป่า เป็ชายาที่ฮ่องเต้รักยิ่งแต่อายุสั้นนัก หลังให้กำเนิดองค์ชายสิบไม่กี่ปีก็เสด็จต ทิ้งให้หลี่เยียนกลายเป็องค์ชายกำพร้า ฮ่องเต้รู้สึกสงสารจึงมอบความโปรดปรานให้มากกว่าบุตรคนใด ความเอาใจใส่นี้เองที่ทำให้องค์ชายสิบกลายเป็คนเกกมะเหรกเกเรไม่ได้ความ แต่กลับซุกซ่อนปรารถนาที่ใครก็ไม่เคยคาดคิด
เขา้าชิงบัลลังก์ เชื่อมั่นอย่างหมดใจว่าตนควรได้เป็ฮ่องเต้มากกว่าพี่ชาย
อย่างไรก็ตามความโปรดปรานที่ฮ่องเต้มอบให้กับองค์ชายสิบถือเป็ศัตรูตัวร้ายของหวังกุ้ยฮวา สมรสพระราชทานที่ได้รับเมื่อครั้งอายุสิบห้าก็เป็เพราะหลี่เยียนถูกใจในความสามารถของนาง นางในตอนนั้นคิดอย่างไร้เดียงสาว่าเขาชมชอบอย่างจริงใจ ไฉนเลยจะทราบว่าเขาวางแผนชิงบัลลังก์จากพี่ชายมาั้แ่ต้น
หวังกุ้ยฮวาแต่งเข้าวังหนิงอัน (สงบเงียบ) ท่ามกลางความยินดีของทุกฝ่าย มีบ้างที่บอกว่านางควรจะแต่งกับบุรุษที่มีความสามารถมากกว่าหลี่เยียน แต่อันอ๋องผู้นี้เป็ที่รักใคร่ของฮ่องเต้ ทั้งยังเป็น้องชายร่วมมารดากับรัชทายาท อย่างไรก็ย่อมมีอนาคตที่ดี ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีกับใคร เพียงใช้เบี้ยหวัดที่ได้รับก็ไม่รู้ว่าทั้งชาติจะหมดหรือไม่
หวังกุ้ยฮวาคิดเช่นนั้นมาตลอด ในสายตานางมีเพียงสวนดอกไม้งดงาม ไม่เคยทราบว่าพืชพรรณในอุทยานเติบโตมาจากซากศพที่กองอยู่ใต้ดิน
“ฮวาเอ๋อร์ พี่ต้องออกเดินทางแล้ว เ้าอยู่บ้านก็ดูแลท่านแม่ดีๆ”
คิดเื่เก่าอยู่เพลินๆ หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งเมื่อหวังกุ้ยอิ่งยื่นหน้าเข้ามาหาในระยะประชิด ดวงตาดอกท้อแข็งค้าง มือกดตั่งแน่น นางลอบพรูลมหายใจแ่เบา เกือบจะตบหน้าพี่ชายเสียแล้ว
หวังกุ้ยอิ่งผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลา รูปหน้าคมเข้มอย่างคนแคว้นจิ้น แต่เพราะกรำศึกมาหลายครั้งจึงให้ความรู้สึกดุดันน่ากลัว บรรยากาศรอบกายเขาคลุ้งไปด้วยกลิ่นเื อดีตหวังกุ้ยฮวาไม่ค่อยชอบเขานัก เพราะรู้สึกว่าเขากักขฬะไม่น่าชม อีกทั้งพี่ชายผู้นี้ยังตกตายในสนามรบจึงไม่ได้สนิทสนิทชิดเชื้อมากเพียงใด
ก่อนสิ้นใจค่อยทราบว่าความตายของเขาเป็หลี่เยียนสั่งการ ยามนี้จึงค่อนข้างะเืใจกับชะตากรรมอันโหดร้ายที่หวังกุ้ยอิ่งต้องเผชิญอยู่พอควร
หากนางไม่แต่งให้กับหลี่เยียน พี่ใหญ่คงไม่ถูกฆ่าตายเช่นนั้น
“ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปนานเท่าไรหรือเ้าคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่พี่สัญญาว่าจะกลับมาให้ทันส่งเ้าออกเรือน”
หวังกุ้ยอิ่งรู้สึกขัดเขินเมื่อน้องสาวดึงมือสากไปบีบไว้ เขาได้รับการสั่งสอนจากบิดาโดยตรงที่เรือนใหญ่ นานๆ ครั้งจะแวะมาเรือนรองที่มารดากับน้องสาวอยู่จึงไม่ค่อยคุ้นชินอยู่บ้าง
“สัญญานะเ้าคะ ถ้าพี่ใหญ่ไม่กลับมาข้าจะไม่ยอมออกเรือนไปกับผู้ใด”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร ถ้าฝ่าาพระราชทานสมรสอย่างไรเ้าก็ต้องรับ เข้าใจหรือไม่”
หวังกุ้ยฮวาแสร้งทำหูทวนลม แค่นางไม่แสดงความสามารถในงานชมบุปผาก็ไม่มีสมรสพระราชทานใดแล้ว
“ฮวาเอ๋อร์ไม่ได้โดดเด่นเช่นพี่ใหญ่ ข้าจะรอท่านกลับมาช่วยพิจารณาบุรุษที่จะออกเรือนด้วยนะเ้าคะ”
“เอาเถิด เ้ายังเด็ก ท่านพ่อคงไม่ตัดใจส่งเ้าออกเรือนไปเร็วนักหรอก”
ดวงตาของหวังกุ้ยฮวาปรากฏรอยดำมืดชั่วแวบหนึ่ง แต่หญิงสาวก็เก็บซ่อนไปได้อย่างรวดเร็ว นางเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย จากนั้นจึงกอดแขนเขาไว้แล้วดึงหวังกุ้ยอิ่งไปยังสวนผักท้ายเรือน
“มาเ้าค่ะพี่ใหญ่ ไปล่ำลาท่านแม่ก่อน”
“จะดีหรือ”
ปกติน้องสาวผู้แง่งอนไม่ค่อยให้เขาพบหน้ามารดาเท่าไร หวังกุ้ยอิ่งจึงรู้สึกกังวลกับท่าทางเป็มิตรเกินกว่าทั่วไปของนาง แต่หวังกุ้ยฮวาไม่ได้สนใจความหวาดระแวงของพี่ชาย ได้รับโอกาสเกิดใหม่ไม่ง่าย นางขอใช้ชีวิตกับครอบครัวให้มากสักหน่อยเถิด
ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ต้องเห็นพวกเขาตายค่อยรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่
“ท่านแม่! พี่ใหญ่จะไปออกรบอีกแล้วเ้าค่ะ”
หวังกุ้ยฮวาส่งเสียงไปก่อนเพราะรู้ว่ายามทำสวนเผิงอิงหลานจะไม่สนใจสิ่งรอบตัว หญิงสาวเยี่ยมหน้าออกไปท้ายเรือนเห็นร่างโปร่งที่สูงกว่านางเพียงเล็กน้อยกำลังวักน้ำจากถังล้างมือที่เปื้อนไปด้วยดิน
“ท่านแม่ขุดดินเองอีกแล้วหรือเ้าคะ เหตุใดถึงไม่ให้บ่าวจัดการเล่า”
“ต้องรู้จักทำด้วยตัวเองบ้าง เรียกใช้แต่บ่าวร่างกายจะฝืดเคืองเอา” เผิงอิงหลานตอบด้วยรอยยิ้ม นางเช็ดมือจนสะอาดแล้วจึงเดินไปจับสองแขนของบุตรชายที่ไม่ได้พบมานานกว่าเดือน
“อิ่งเอ๋อร์ต้องไปอีกแล้วหรือ คราวนี้ไปนานหรือไม่”
หวังกุ้ยอิ่งผลิยิ้ม มารดากับน้องสาวถามเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
“ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันขอรับท่านแม่ หวังว่าคงจะไม่นานนัก ข้ายังอยากกลับมาส่งฮวาเอ๋อร์ออกเรือน”
“จริงสิ พริบตาเดียวก็เติบโตเพียงนี้แล้ว” เผิงอิงหลานพรูลมหายใจก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกว่าบางสิ่งไม่ถูกต้อง “จะรอให้น้องออกเรือนอย่างเดียวได้อย่างไร ปีนี้อายุเ้าก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว ถูกใจคุณหนูบ้านไหนแล้วหรือยัง”
“ยังไม่มีขอรับ ข้าจะรอดูหน้าน้องเขยก่อน” หวังกุ้ยอิ่งปฏิเสธเร็วไว กอดจะกอดมารดาแน่น “ข้าไปแล้วขอรับท่านแม่ ท่านแม่กับฮวาเอ๋อร์ก็รักษาตัวด้วยนะขอรับ”
“ลูกเองก็ด้วย”
“ข้าจะรอพี่ใหญ่กลับมาร่วมงานแต่งงานนะเ้าคะ” หวังกุ้ยฮวาสำทับ นางคอยจนพี่ชายเดินเลาะรั้วออกจากเรือนแล้วจึงผินหน้าหามารดาที่สีหน้าหม่นลง
“ท่านแม่... มีอะไรหรือเ้าคะ”
“ฮวาเอ๋อร์... ายามนี้หนักนัก พี่ชายเ้าอาจจะไม่ได้กลับมา”
เสียงของมารดาแ่คล้ายกระซิบ ทว่าหวังกุ้ยฮวากลับตัวแข็งค้างเมื่อสดับ
“ท่านแม่... ไม่จริงกระมัง”
ชาติก่อนหวังกุ้ยอิ่งตายหลังจากสยบศึกใหญ่ นางเพิ่งออกเรือนไม่นานก็ทราบถึงการจากไปของพี่ชาย ทว่าหวังกุ้ยฮวาไม่ได้คร่ำครวญสักเพียงใด นางแค่รับรู้ โศกเศร้าเล็กน้อย ไว้ทุกข์ให้พี่ชายอยู่หนึ่งปีแล้วจึงช่วยหลี่เยียนวางแผนใส่ร้ายรัชทายาท
“ลูกรัก... ยามนี้สกุลหวังขวางทางคนจำนวนมาก บิดาเ้าโดดเด่นเกินไป พี่ชายเ้าจึงไม่ควรก้าวหน้า ผู้คนที่ผิดหวังย่อมริษยา หากอิ่งเอ๋อร์ได้รับชัยชนะคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่ชายแดน”