การเฉลิมฉลองในจวนเป็ไปอย่างเรียบง่ายตามความ้าของมีมี่ ข่าวหลานสาวคนเดียวของตระกูลหลิวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองฉางอัน ไม่เว้นแม้แต่ในวังหลวง
“เสวยอีกหน่อยเถิดเสด็จแม่”
“พอๆๆ ท้องข้าแน่นจวนแตกอยู่แล้ว” สตรีชรากล่าวเสียงแหบกับองค์ฮ่องเต้ “ข้าได้ยินมาว่าตระกูลหลิวได้พบหลานสาวที่พลัดพรากหรือ” เื่นี้เป็สาเหตุที่ฮ่องเต้ต้องมารับพระกายาหารเที่ยงด้วยกันกับไทเฮา
“แม้แต่ไทเฮาเองก็ได้ยินหรือ”
“เห็นข้าเป็ยายแก่แล้วคิดจะปิดหูปิดตาข้าหรือ”
“หามิได้พะยาค่ะ เพียงแต่หม่อมฉันเห็นว่าไม่ใช่เื่สำคัญอันใด”
“ไม่สำคัญรึ! ฮ่องเต้เ้าลืมแล้วหรือ เมื่อก่อนคุณหนูตระกูลหลิว มีสมรสพระทานกับคุณชายตระกูลซุน แม้หลิวเหยียนซือใจกล้า ขัดราชโองการแล้วหนีไป แต่มาบัดนี้ทายาทของนางได้ปรากฏตัวขึ้น จงใช้โอกาสนี้เชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างสองตระกูล รักษารอยบาดหมางเมื่อกาลก่อน ราชสำนักของเ้าจะได้คืนสู่ความมั่นคงสืบไป” แม้จะเป็ถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นถัง แต่พระเสวนีย์ของไทเฮาก็ไม่อาจเพิกเฉย ที่พระนางกล่าวมาไม่มีสิ่งใดผิด มีแต่ส่งผลดีกับทุกฝ่าย แต่ที่ฮ่องเต้ยังคงชั่งใจอยู่นั้น เพราะพระองค์เองก็ทรงพึงใจแม่นางเถียนอยู่ไม่น้อย ทรงรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อจะรับนางเข้าวัง แต่เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นเสียก่อน ไม่ใช่ว่าทรงไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของฮองเฮา นางรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแม่นางเถียนผู้นี้ภายภาคหน้าหากได้เข้าวังมา ความโปรดปรานทุกอย่างต้องตกอยู่ที่สตรีผู้นี้เป็แน่ เพื่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่ของวังหลัง พระนางจึงต้องชิงลงมือก่อน
“ท่านพี่” อันหยงวิ่งร่าเข้ากอดร่างบางในทันทีที่ได้พบ
“อะแอ่ม! ที่ผ่านมาข้าไม่สน แต่ต่อจากนี้เ้าจงเรียกว่าคุณหนู” แม่บ้านหลิวเอ่ยกับอันหยงน้ำเสียงดุ เด็กน้อยออกอาการกลัวจนรีบชักมือกลับแล้วก้มหน้าน้อยๆ อย่างเกรงๆ
“ข้าเป็บ่าวรับใช้ของท่านแม่ของคุณหนู แววตา รอยยิ้ม ช่างเหมือนท่านแม่เหลือเกิน" หญิงชรากล่าวพลางแอบซับน้ำตา หลายปีผันผ่านกลับเกิดเื่ที่ไม่คาดฝัน นางอยู่ด้วยความหวังว่าคงต้องพบคุณหนูหลิวในสักวัน คงไม่มีอีกแล้ว "หากมีสิ่งใด้า เรียกข้าได้ทันที คุณหนูพักผ่อนเถอะเ้าค่ะ”
“ท่านพี่/อันหยง” คล้อยหลังแม่บ้านหลิว ทั้งสองะโกอดกันด้วยความคิดถึง แม้จะห่างกันได้ไม่กี่วัน
“งื้อๆๆๆ ข้าคิดว่าท่านจะทิ้งข้าเสียแล้ว ข้าร้องไห้จนตาบวมช้ำไปหมดแล้ว”
“เ้าเด็กโง่” มีมี่ตีหน้าผากสาวใช้ไปหนึ่งทีก่อนจะเอ่ยต่อ “ข้าจะทิ้งเ้าได้อย่างไร จะให้เ้าอยู่กับข้าจนออกเรือน ได้คู่ชีวิตดีๆ ข้าจึงจะวางใจได้”
“ข้าจะไม่แต่งงาน จะคอยรับใช้ติดตามท่านไปชั่วชีวิต” อันหยงออดอ้อนนายสาวอยู่นาน เพราะมีมี่ที่ช่วยให้นางไม่ต้องทนอยู่ที่หอคณิกา
“ที่นี่กว้างใหญ่เหลือเกินเ้าค่ะ” อันหยงวิ่งสำรวจไปทั่วบริเวณเรือน พื้นที่จวนตระกูลหลิวค่อนข้างกว้างใหญ่ เรือนทางปีกซ้ายเดิมทีเป็ของหลิวเหยียนซือ ท่านลุงจึงยกให้มีมี่ เรือนที่ค่อนข้างเก่าแต่ดูสะอาดตา กว้างขวางแต่ดูเวิ้งว้างเพราะเ้าของเรือนจากไปนานเกือบยี่สิบปีแล้ว มีเพียงตัวเรือนและเครื่องใช้ที่ยังคงถูกรักษาไว้ให้คงสภาพเดิม
ร่วมโต๊ะอาหารเย็น
“เป็ยังไงบ้าง เ้า้าสิ่งใดก็แจ้งกับแม่บ้านหลิว ป้าจะให้คนจัดหามาให้”
“เท่านี้ก็มากพอแล้วเ้าค่ะ แล้วเราไม่ต้องรอท่านลุงกับท่านพี่หรือเ้าค่ะ”
“ติดราชการด่วนในวัง อีกนานกว่าจะกลับ” สองป้าหลานพูดคุยกันถูกคอระหว่างมื้อเย็น
กลางดึกหลังกลับจากราชการ
“ท่านพี่ว่าอย่างไรนะเ้าค่ะ มี่เอ๋อร์เพิ่งย้ายเข้าจวนมายังไม่ทันข้ามคืน ก็เกิดเื่ราวใหญ่โตถึงเพียงนี้” หลิวฮูหยินเมื่อได้ฟังเื่ที่สามีกล่าวก็ถึงกับกุมขมับทรุดตัวลงนั่ง
“ไม่มีทางแก้เลยหรือ” นางยังถามย้ำกับสามีเผื่อมีทางออกอื่นกับเื่นี้
“ไม่มี” คำตอบที่ได้ฟังยิ่งซ้ำเติมหลิวฮูหยินได้ทรุดหนักกว่าเดิม
ก๊อกๆๆ “ท่านลุงเรียกหาข้าด้วยเื่อันใดหรือเ้าค่ะ” ร่างบางยืนโอนเอนด้วยยังงัวเงียอยู่ นางต้องถ่างตาตื่นเมื่อพี่ชายไปปลุกเอากลางดึก และก็ต้องแปลกใจกับบรรยากาศตึงเครียดจนนางรู้สึกถึงลางไม่ดี
“มานั่งใกล้ๆลุงนี่มา” เหยียนจิ้งยกน้ำชาขึ้นดื่มก่อนจะเอ่ยต่อ “ครั้นเมื่อลุงเข้าวังด้วยราชการด่วน แต่หาใช่ราชการของบ้านเมือง เป็เพราะราชโองการงานแต่งของแม่เ้า” ถึงกระนั้นมีมี่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมนางต้องมานั่งง่วงหงาวหาวหวอดอยู่ตรงนี้
กล่าวถึงครั้งที่อยู่ในวัง
“พวกเ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าเรียกพวกเ้าเข้าวังมาทำไม” ในห้องทรงพระอักษรมีผู้เข้าเฝ้าอยู่ไม่กี่คน ฮ่องเต้ตรัสถามกับหลิวเหยียนจิ้งและซุนเฉินกง
“ไม่รู้ได้พะยาคะ”
“มาวันนี้แม้พวกเ้าทั้งสองตระกูลจะดูเหมือนรักใคร่กันดี แต่รอยร้าวในอดีตทำให้พวกเ้าไม่สนิทใจต่อกัน เดิมทีราชโองการงานแต่งของทั้งสองตระกูล เพราะวันนั้นตระกูลหลิวผิดต่อตระกูลซุน และเพื่อเป็การลบล้างความผิด ข้าและไทเฮามีความเห็นตรงกันว่า จะให้ทายาทของทั้งสองฝ่ายมาสนองราชโองการเดิม”
“ความหมายของฝ่าาคือ?” ทั้งสองคนต่างยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของฮ่องเต้ซะทีเดียว
“จะมีกำหนดงานแต่งระหว่างหยางเฟิงและหลานสาวของตระกูลหลิวในเดือนหน้า”
“หะ! ฝะ ฝ่าา เหตุใดจึงไม่ทรงถามกระหม่อมก่อน”
“บังอาจ! เ้ากล้าดียังไงไม่พอใจในงานมงคลที่ข้ามอบให้” หลิวเหยียนจิ้งถึงกับเข่าทรุดก้มหน้าหมอบกับพื้น
“หามิได้พะยาค่ะ เพียงแต่หม่อมฉันไม่อาจรับการสมรสนี้ได้” แม้ใจกลัวอาญาจนตัวสั่น แต่ยังอาจหาญกล่าววาจาออกไปอย่างไม่กลัวตาย
“เพราะเหตุใด”
“ตระกูลซุนเพิ่งแต่งสะใภ้เข้าจวนเมื่อสองปีก่อน แม้มีมี่จะเป็เพียงหลานสาว แต่หม่อมฉันจะไม่ยินยอมให้นางแต่งไปเป็อนุบ้านไหนเด็ดขาด”
“ซุนเฉินกงเ้าจะว่าอย่างไร” ที่เหยียนจิ้งกล่าวมา ใช่ว่าฟังไม่ได้ ฮ่องเต้จึงรั้งรออยู่ถามเอาความเห็นจากอีกฝ่าย
“หม่อมฉันเองก็ไม่เห็นด้วยพะยาค่ะ สะใภ้ของหม่อมฉันเสิ่นเจียวจิง เป็สตรีที่เพรียบพร้อม หากแต่งก่อนแต่ต้องเป็อนุดูจะไม่เหมาะสม”
“มีสิ่งใดไม่เหมาะสม” เสียงแหบพร่าดังมาจากด้านหลังของคนทั้งสอง ไทเฮาเสด็จมาประทับที่เก้าอี้รอฟังคำตอบของซุนเฉินกง “นางเป็บุตรีของขุนนางขั้นสี่ เทียบไม่ได้แม้เสี้ยวของหลานสาวขุนนางขั้นสอง เฟิงเอ๋อร์ก็นับว่าเป็หลานข้า สตรีที่จะมาเป็ภรรยาเอกของเขาก็ต้องมียศศักดิ์เท่าเทียมกัน ส่วนเสนาบดีหลิว หลานสาวเ้าข้าจะให้แต่งเข้าตระกูลซุนในฐานะภรรยาเอกแน่นอน เ้ายังมีข้อใดไม่พอใจหรือไม่” แน่นอนว่าไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจกล่าวอันใดได้ หลิวหยียนจิ้งออกจากวังหลวงมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ส่วนซุนเฉินกงก็รู้สึกขัดเคืองใจอยู่มาก แต่ด้วยเป็พระบัญชา ขุนนางเช่นพวกเขาจะทำสิ่งใดได้
“แต่งงาน!” ตาปรือสว่างวาบเมื่อได้ยินคำๆ นี้ ชีวิตของนางจะพลิกผันอะไรขนาดนี้ ปีก่อนเป็คณิกามาไม่กี่วันกลายเป็คุณหนูมาคืนนี้ต้องแต่งงาน ทุกอย่างมันรวดเร็วจนตั้งรับไม่ทันแล้ว แม้แต่อันหยงที่นั่งสัปหงกอยู่หน้าประตูยังสะดุ้งโหยง ประสาทััทั้งห้าทำงาน เกาะขอบประตูรอฟังอย่างตั้งใจ
“ข้าไม่แต่งนะเ้าค่ะ ข้ายังไม่อยากแต่งงาน อยากอยู่กับท่านลุงท่านป้าและท่านพี่ คนผู้นั้นเป็ใครก็ไม่รู้ หน้าตานิสัยใจคอเป็เช่นใด พวกท่านรังเกียจข้าหรือไร จึงผลักใสข้าไปอยู่ที่อื่น” มีมี่ดวงตาเศร้า ใบหน้าเนียนเต็มไปด้วยความกังวล
“เหลวไหล จะรังเกียจเ้าเื่อะไร พวกเราทั้งดีใจทั้งรักเ้าสิไม่ว่า” หลิวฮูหยิวเอ็ดเล็กน้อยกับความคิดเด็กๆของหลานสาว
"หากเป็เช่นนั้น ทำไมยังต้องแต่งอยู่อีกเล่า ท่านลุง ข้าไม่แต่งไม่ได้หรือ” เสียงออดอ้อนขอความเห็นใจจากผู้เป็ลุง ยังส่งสายตาอ้อนวอนพี่ชายขอให้ช่วยอีก
“ท่านพ่อ...”
“พอเถอะ”หย่งอวี้ยังไม่ทันได้กล่าวอันใด ผู้เป็บิดาก็ห้ามปรามเสียก่อน “ข้ารู้ว่าเ้าจะกล่าวสิ่งใด แต่เ้าจะอาจหาญเพียงใดจึงจะกล้าขัดราชโองการ เมื่อครั้งท่านอาเ้า ตระกูลเราก็เกือบต้องอาญา แต่เพราะคุณงามความดีที่บรรพบุรุษสั่งสมมา จึงหลุดพ้นจากโทษสถานหนัก เหลือเพียงโทษสถานเบา ถูกตัดเบี้ยหวัดอยู่สามปี ถึงกระนั้นก็สร้างความไม่พอใจแก่สกุลซุนมากมาย" เหยียนจิ้งหันมากล่าวกับหลานสาวด้วยความสงสาร "หากครั้งนี้เ้าจะขัดราชโองการเหมือนแม่เ้า ลุงก็ไม่ห้าม เพียงแต่ตระกูลหลิวคงสิ้นสุดเพียงรุ่นข้าแล้ว ข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปพบบรรพบุรุษกัน” ถ้อยคำตัดพ้อนั้นไม่ได้กล่าวขึ้นเพื่อให้มีมี่สงสาร แต่นั่นเป็ความรู้สึกจากใจของท่านลุง แล้วอย่างไรล่ะ นางจะไม่สนใจได้หรือ แล้วนางย้อนเวลากลับมาเพื่อพบเจอกับเื่พวกนี้หรือ มีมี่เมื่อกลับถึงห้องก็เอาแต่เหม่อลอย ศอกเท้าที่โต๊ะนิ้วหัวแม่มือคลึงวนที่ขมับข้างซ้าย เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เพียงแต่ได้ยินเสียงไก่ขัน แล้วไม่นานแสงแดดก็สาดส่องเข้ามาแยงตา มีมี่ได้แต่ทอดถอนหายใจ โดยมีอันหยงคอยอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ
“สามวันแล้วเ้าค่ะ คุณหนูไม่รับอาหารเลย” อันหยงหน้าเศร้าออกจากน้องของมีมี่ ยกสำรับกลับไปคืนที่ห้องครัว
“น้องสาวข้า หากเ้าไม่ยอมกินอะไรเลยจะเจ็บป่วยเอาได้ อย่างน้อยก็ลองชิมลูกพลับดูหน่อยเถิด” หย่งอวี้ยื่นลูกพลับให้กับมีมี่ที่นอนซมอยู่ที่เตียง
“ข้าอยากตาย” ริมฝีปากเหือดแห้งเอ่ยถ้อยคำทำร้ายจิตใจออกมาเสียงแ่ นั่นทำให้เจ็บจี๊ดที่หน้าอก เขาโมโหตัวเองที่ไม่มีความสามารถมากพอที่จะช่วยน้องสาวได้
“อย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้ ชีวิตของเ้าจงเลือกเอง หากเ้าจะจากไป ตระกูลหลิวย่อมไม่ต่อว่าเ้า” หากเถียนมีมี่จากไปจริงอย่างน้อยก็แค่ถูกปลดจากตำแหน่ง อย่างมากก็แค่ถูกปะาทั้งตระกูล ลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างดี ยอมรับได้กับผลที่จะตามมา
“ข้าไม่อาจจากไป ไม่อาจปล่อยให้พวกท่านรับโทษฑันณ์ เพียงข้าตาย หากพวกเขาอยากจัดพิธีแต่งงานกับศพก็ให้เขาทำไป” หย่งอวี้นั่งหันหลังให้กับน้องสาว เขาวางลูกพลับที่เตียงและเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ