กู้ชิงเฉิงและกู้จิ่งเซวียนนั่งอยู่ในรถม้าโดยมีหูเอ้อร์เป็นสารถี ทว่ายามนี้หูเอ้อร์กลับขมวดคิ้วแน่น“นายหญิง องค์รัชทายาทตามมาด้านหลังขอรับ”
สีหน้าของกู้ชิงเฉิงพลันมืดครึ้มโม่อวี้เฉินผู้นี้ถึงกับตามมาจนได้ นางอยากรู้ยิ่งนักว่าเขาต้องการสิ่งใดกันแน่...
“ไม่ต้องสนใจเขา หาทางสลัดเขาให้หลุดไปให้ได้ก็พอ” น้ำเสียงของกู้ชิงเฉิงแผ่วเบาหากแต่แฝงไว้ซึ่งความเย็นชา นางไม่เชื่อว่าเพียงไม่กี่วันความรังเกียจชิงชังที่โม่อวี้เฉินมีต่อนางจะเปลี่ยนเป็นความรักและชื่นชมได้
จากนิสัยของพระเอกที่นางเข้าใจนางย่อมรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงแผนการของเขาชายผู้นี้เชี่ยวชาญในการเสแสร้งนัก
หูเอ้อร์เร่งฝีเท้าให้ม้าควบอย่างรวดเร็วโดยตั้งใจเลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งจากนั้นก็พาพวกนางเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปมาในตรอกอีกพักใหญ่
“ท่านแม่!” กู้จิ่งเซวียนเงยหน้าเล็กๆขึ้นมองกู้ชิงเฉิง “เขาคือท่านพ่อของข้า ใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ใช่” กู้ชิงเฉิงไม่ปิดบัง หากแต่ตอบรับไปตามตรง
หูเอ้อร์ผู้กำลังควบม้าอยู่ด้านนอกถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งทว่าในไม่ช้าก็กลับคืนสู่สภาพปกติ ไม่ว่านายหญิงของเขาจะมีชาติกำเนิดและอดีตเช่นไรล้วนไม่สำคัญสำหรับพวกเขา ขอเพียงเป็นนายหญิงของเขาก็เพียงพอแล้วแม้คุณหนูรองตระกูลกู้จะมีชื่อเสียงเลวร้ายเพียงใด ก็ยังคงเป็นนายหญิงของเขา
กู้จิ่งเซวียนเบิกตากลมโตก่อนจะจ้องมองกู้ชิงเฉิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “ท่านแม่ท่านไม่ชอบองค์รัชทายาทแล้วหรือขอรับ?”
“เมื่อก่อนก็ชอบอยู่หรอก” กู้ชิงเฉิงอยากจะกล่าวว่าเมื่อก่อนแม่ของเจ้าชอบ แต่ตัวข้าไม่ชอบ... ทว่านางไม่อาจพูดออกไปได้เช่นนั้น
นางข้ามภพมาให้กำเนิดบุตรผู้นี้และเลี้ยงดูเขาด้วยตนเอง ราวกับแก้วตาดวงใจ ในยามนั้นนางสามารถอดทนฝ่าฟันความยากลำบากมาได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อบุตรผู้นี้กู้จิ่งเซวียนทำให้นางพบแสงแห่งความหวังและอนาคตทำให้นางมุ่งมั่นพยายามและต่อสู้ไม่ย่อท้อ กระทั่งกลายเป็นท่านหมอกู้ผู้เลื่องชื่อในวันนี้
กู้จิ่งเซวียนครุ่นคิด“เมื่อก่อนชอบ แต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้วงั้นรึ” ท่าทางของเขานั้นดูจริงจังนักเขาเอียงศีรษะเล็กๆ กะพริบตาโตๆ จากนั้นก็ส่ายหน้า “แม้จะน่าเสียดายไปบ้างแต่ท่านแม่ก็ยังมีข้านะขอรับ”
เด็กน้อยพลันยื่นมือเล็กๆจับมือของกู้ชิงเฉิง “ข้าจะปกป้องท่านแม่ให้ดีเองขอรับ”คำพูดนั้นแม้จะไร้เดียงสาบริสุทธิ์ หากแต่จริงจังยิ่งนัก
“ใช่แล้ว แม่ยังมีเซวียนเอ๋อร์อยู่” กู้ชิงเฉิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น“เซวียนเอ๋อร์จะต้องฝึกวรยุทธ์ให้ดี ศึกษาตำราแพทย์ให้เก่งเพื่อปกป้องแม่นะ”
“ผู้ใหญ่ตัวโตเช่นนี้ ให้เด็กน้อยปกป้อง เจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ!”ผ้าม่านรถขยับเล็กน้อย โม่อวี้เฉินปรากฏตัวขึ้น ก่อนจะนั่งข้างๆกู้ชิงเฉิง “ข้ารู้ว่าในครานั้น ข้ามาช่วยเจ้าไม่ทันทำให้เจ้าคับแค้นใจ เจ้าให้โอกาสข้าอีกครั้งเถิด ให้ข้าได้ชดเชยให้เจ้าและลูก!”
เจ้าคนตามติดประดุจเงาตามตัวผู้นี้ทำให้กู้ชิงเฉิงพลันอยากฆ่าคนนัก นางไม่สามารถสลัดเขาให้หลุดพ้นไปได้เลยจริงๆ
ใบหน้าเล็กๆของกู้จิ่งเซวียนตึงเครียดขึ้น เขาจ้องเขม็งไปยังโม่อวี้เฉิน“ไม่มีโอกาสแล้วขอรับ”
ความคิดของเขานั้นเรียบง่ายนักเขารู้สึกว่าตนเองและมารดาเกือบจะเสียชีวิตในกองเพลิงแต่คนผู้นี้กลับไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เขาไม่ใช่คนดีเลยแม้แต่น้อย
“ข้าจะหาวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ให้ท่านแม่ คนที่ดีกว่าท่าน ร่ำรวยกว่าท่านมีฐานะสูงส่งกว่าท่าน และยังสามารถช่วยท่านแม่และข้าให้พ้นจากความทุกข์ยากได้”กู้จิ่งเซวียนเงยหน้าเล็กๆ ขึ้น และกล่าวด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมทว่าทุกถ้อยคำนั้นดูจริงจังยิ่งนัก
“ผู้ที่ร่ำรวย มีฐานะสูงส่ง และสามารถช่วยเจ้ากับแม่ของเจ้าได้ก็มีแต่ข้าผู้เป็นองค์รัชทายาทไม่ใช่หรือ?” หัวใจของโม่อวี้เฉินเย็นยะเยือกเด็กน้อยผู้นี้ช่างเปลี่ยนใจรวดเร็วยิ่งนัก ไม่ไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อย
เขาทำให้บิดาผู้เป็นที่รักต้องอับอายถึงเพียงนี้เชียวหรือถึงกับจะหาสามีคนใหม่ให้ภรรยาของตนเช่นนั้นหรือ โม่อวี้เฉินทนไม่ได้แล้วจริงๆ!เด็กผู้นี้จะต้องได้รับการอบรมสั่งสอนเสียใหม่แล้ว
กู้จิ่งเซวียนทำสีหน้าเย้ยหยัน“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้ากับท่านแม่ทนความหิวโหย ความเหน็บหนาวต้องระหกระเหินไปตามท้องถนน กินอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง แล้วท่านอยู่ที่ใดกัน? บัดนี้มาคิดจะเอาเปรียบ ข้าไม่ยอมหรอก!” จิตใจของเด็กน้อยนั้นเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งนัก
กู้จิ่งเซวียนพลันโมโหขึ้นมาทันทีไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ยอมรับโม่อวี้เฉินเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดได้
หากโม่อวี้เฉินไม่ใช่บิดาผู้ให้กำเนิดเขาก็อาจจะยังพอมีช่องว่างให้ประนีประนอมได้บ้าง
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของโม่อวี้เฉินเย็นชากู้จิ่งเซวียนช่างเป็นเด็กดื้อดึงนัก เขาจะต้องอบรมสั่งสอนเด็กน้อยผู้นี้ให้ดีแล้ว เขาถึงกับผลักไสบิดาผู้ให้กำเนิดออกไปเช่นนี้
"หูเอ้อร์ หยุดรถ!" กู้ชิงเฉิงตะโกนออกไปนอกรถจากนั้นจึงหันไปทางโม่อวี้เฉินพลางกล่าวว่า "องค์รัชทายาทได้โปรดลงไปเถิด!"
นางกำลังขับไล่เขาไปเพราะนางไม่ต้อนรับโม่อวี้เฉินเลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะเมื่อนางเห็นท่าทีของคนตระกูลไป๋ที่มีต่อนางนางก็ยิ่งระมัดระวังมากขึ้นไปอีก ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของนางแล้ว
โม่อวี้เฉินมองไปยังดวงตาที่เย็นชาของกู้ชิงเฉิงและกำกระบี่ในมือแน่น “ข้าไม่ไป!”
เขาอุตส่าห์ตามหาภรรยาและบุตรชายจนเจอจะให้เขาจากไปง่ายๆ ได้อย่างไร
“หากท่านไม่ไป เช่นนั้นข้าไปเอง” กู้ชิงเฉิงอุ้มกู้จิ่งเซวียนแล้วลุกออกจากรถม้าไปโดยไม่หันกลับมามอง
หูเอ้อร์จ้องโม่อวี้เฉินเขม็ง“ในฐานะองค์รัชทายาท ท่านกลับมารังแกราษฎร และกดขี่สตรีผู้บริสุทธิ์”เขาพ่นลมหายใจออกมา แล้วเดินตามนายหญิงของเขาไปถึงแม้พวกเขาจะทิ้งรถม้าคันนี้แล้วไปซื้อคันใหม่ก็ไม่เป็นไร
โม่อวี้เฉินนั้นมีจิตใจเหี้ยมโหดมาแต่ไหนแต่ไรหากเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างหูเอ้อร์ คงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้วแต่หูเอ้อร์เป็นคนของกู้ชิงเฉิง เขาจึงไม่กล้าลงมือ หากทำเช่นนั้นคงไม่ได้รับการอภัยจากภรรยาและบุตรชายไปชั่วชีวิต
โม่อวี้เฉินรู้สึกเสียใจนักที่ในคราแรกไม่ได้รีบไปช่วยกู้ชิงเฉิงให้เร็วกว่านี้ กล่าวตามตรง เขาไม่ชอบนางไม่ได้รังเกียจนาง แต่ก็ไม่เคยคิดจะเอาชีวิตนางแม้แต่น้อย
ในครานี้โม่อวี้เฉินไม่ได้ตามมาอีกกู้ชิงเฉิงและกู้จิ่งเซวียนจึงกลับอันหยวนถังได้อย่างราบรื่น
ยามนี้อันหยวนถังถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมายเสียงอื้ออึงดังเซ็งแซ่ไปทั่ว กล่าวว่าอันอี้ฝานรักษาคนไข้จนตายตอนนี้จึงต้องนำคนในอันหยวนถังทั้งหมดไปที่คุกหลวง
หยวนจิ่วและเกอจวิ้นต่างพยายามประนีประนอมแต่ก็ยังไม่สามารถลงมือได้ในทันที เพราะเกอจวิ้นมีฐานะพิเศษเมื่อยังไม่เปิดเผยตัวตน พวกเขากล้าที่จะลงมือทว่ายามนี้พวกเขาย่อมต้องคิดให้รอบคอบก่อน
หยวนจิ่วเป็นคนที่มีความเด็ดขาดถึงแม้โรคเก่าจะกำเริบและยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่แต่การรับมือกับคนพวกนี้ก็ยังถือว่าเหลือเฟือ เมื่อพวกเขาทั้งสองคอยขัดขวางการที่ทางการจะนำตัวผู้คนไปนั้น ย่อมยากเย็นยิ่งนัก
“ทุกคนถอยไป!” กู้ชิงเฉิงตะโกนเสียงต่ำเมื่อเห็นทหารที่ถือหอกยาวเฝ้าอยู่หน้าอันหยวนถังความสง่างามและอิทธิพลของชนชั้นสูง ทำเอาใจของทุกคนตกใจกลัว
แม้จะยังไม่ทันได้มองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดเจนผู้คนก็พากันหลีกทางให้ทันที่
“ผู้ใดกัน!” อวี๋ชิงฮวาที่กำลังเจรจากับเกอจวิ้นตะโกนเสียงต่ำเขามองไปยังสตรีและเด็กที่เดินมาแต่ไกลแล้วก็ตกตะลึงกลิ่นอายของสตรีผู้นั้นแข็งแกร่งนัก ทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างอธิบายไม่ได้
กู้ชิงเฉิงเดินช้าๆไปหยุดตรงหน้าอวี๋ชิงฮวา พลางกวาดสายตาสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า“ท่านแม่ทัพใหญ่เดินทางมาไกลจากเมืองหลวงถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ช่างเสียสละยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้คิ้วเรียวสวยของอวี๋ชิงฮวาก็ขมวดมุ่นลง เขาขมวดคิ้วแน่นเสียจนแทบจะหนีบแมลงวันตายเขารู้สึกว่าท่าทีของผู้มาเยือนนั้นหยิ่งผยองและดูถูกผู้อื่นนัก
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยการเหน็บแนมทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน?” อวี๋ชิงฮวาเอ่ยถามเสียงต่ำอีกครั้งเขามีรูปร่างสูงใหญ่และน่าเกรงขามนัก เมื่อยืนอยู่ตรงนั้นทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะนอบน้อม
เขาคือท่านแม่ทัพใหญ่ประจำภูมิภาคผู้ทรงอิทธิพลหนึ่งในสี่บัณฑิตแห่งเมืองหลวง หากอยู่ในเมืองหลวง ไม่มีใครไม่ให้เกียรติเขาแต่ยามนี้ถูกสตรีผู้หนึ่งเยาะเย้ยเช่นนี้ เขาย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา
“ข้าเป็นเจ้าของอันหยวนถัง” กู้ชิงเฉิงเอ่ยสามคำนี้ออกมาช้าๆ
กู้จิ่งเซวียนยังคงจับมือของกู้ชิงเฉิงไว้และประกาศตัวเช่นกัน “คุณชายน้อยแห่งอันหยวนถัง!”อีกทั้งยังจ้องอวี๋ชิงฮวาด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตรนัก
ก่อนหน้านี้กู้ตงหลิงยังต้องพ่ายแพ้ย่อยยับแต่ตอนนี้กลับมีคนกล้ามาท้าทายที่นี่อีก ช่างเป็นพวกที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่เสียจริง
คิดว่าอันหยวนถังเป็นตลาดผักหรืออย่างไร?
เดิมทีดวงตาของอวี๋ชิงฮวามีเจตนาฆ่าอยู่สามส่วนแต่เมื่อได้ยินคำพูดของกู้จิ่งเซวียน เขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงเด็กน้อยผู้นี้น่ารักน่าเอ็นดูนัก ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้
ทว่าคนผู้นั้นได้กำชับเขาไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ต้องไม่มีใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว