เทรนด์ (Trend) คือ สภาพแนวโน้มของตลาดหรือแนวโน้มของราคาหุ้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
1.เทรนขาขึ้น (Up Trend) คือ สภาวะที่ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้น มีแนวโน้มปรับขึ้นเรื่อย ๆ
2.เทรนด์ขาลง (Down Trend) คือ สภาวะที่ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้น มีแนวโน้มปรับตัวลงเรื่อย ๆ
3.ไซด์เวย์ (Side Way) คือ สภาวะที่ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้น มีแนวโน้มไม่แน่นอน ปรับตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ในกรอบแคบ ๆ ไม่ไปไหน
------------------------------
เย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียนณรัชต์ตรงกลับบ้านตามปกติ
กลับถึงบ้านเขาก็เห็นพี่สาวนั่งกินขนมดูโทรทัศน์อยู่คนเดียว วางกระเป๋าที่ห้องเสร็จเขาก็เดินลงมาที่ห้องรับแขกชั้นล่าง
“อาทิตย์นี้กลับมาเร็วอ่ะเจ๊” เขากล่าวทักพี่สาวที่ปกติมักกลับบ้านวันศุกร์ตอนค่ำ ๆ หรือไม่ก็วันเสาร์ตอนเช้ามากกว่า
“คาบบ่ายไม่มีเรียนเลยกลับเร็ว มีคนมาส่ง” เสียงพี่สาวเขาตอบมาขณะตายังดูโทรทัศน์ ณรัชต์นั่งลงที่เก้าอี้อีกตัวแล้วสอบถามพี่สาวต่อ
“พ่อกับแม่ไปไหนอ่ะเจ๊ หิวข้าวแล้วอ่ะ”
“ไปงานเลี้ยงเกษียณของกำนัน อยากกินข้าวก็ทำกินเองสิ” พี่สาวเขาเกี่ยง
“เจ๊อ่ะ ทำกับข้าวให้กินหน่อยสิ นะ นะ”
“....ก็ได้ เดี๋ยวดูรายการนี้จบก่อน” พี่สาวเขาตอบ ระหว่างกำลังกินมื้อเย็นง่าย ๆ เป็นไข่เจียวกับยำปลาหมึก พี่สาวณรัชต์ก็ชวนคุยขึ้นมา
“เรื่องตึกแถวนั่นน่ะ”
“เออ ธนาคารว่าไงเจ๊ เขาให้ราคามาเท่าไหร่” เขาถามเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้
“ไปถามที่สาขาธนาคารมา เขาตั้งราคาห้องละห้าแสน สี่ห้องตั้งสองล้านแหนะ” พี่สาวเขาตอบพลางขมวดคิ้ว
“ตั้งราคาแพงน่าดู แพงกว่าสองคูหาที่เราซื้อมาอีก” เขานึกถึงสองคูหาที่ซื้อมาได้ในราคาห้องละสี่แสนกับสี่แสนห้าเท่านั้น
“งั้นเจ๊ลองไปต่อรองราคาดูนะ อย่างน้อยให้ได้ราคาต่อคูหาไม่เกินกับราคาที่เราซื้อมา” เขาแนะนำพี่สาว
“ทรัพย์สินธนาคารมันต่อราคาได้ด้วยเหรอ” พี่สาวเขาถามพลางทำหน้าแปลกใจ
“ได้สิเจ๊ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” เขาตอบ เรื่องนี้พี่สาวเขาที่เป็นนักศึกษาคงไม่รู้มาก่อน
“แล้วมีหลักเกณฑ์อะไรไหม ว่าต่อราคาได้เท่าไหร่ ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์” พี่สาวเขาถามรายละเอียดอย่างกระตือรือร้น
“ไม่มีหรอกมั้งเจ๊ ลองต่อ ๆ ไปก่อน ถ้าธนาคารเขารับได้เขาก็ขาย หรือถ้าต่อมากไปเดี๋ยวเขาก็คงเอาราคาไปประชุมพิจารณากันเองแหละ” เขาบอกรายละเอียดเท่าที่รู้
ณรัชต์เห็นพี่สาวทำตาวาว เขาพอจะมองเห็นชะตากรรมของพนักงานธนาคารที่จะเจอในอนาคตแล้ว
เสร็จจากมื้อค่ำเขาก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่ซื้อติดมือมา
ณรัชต์อ่านข่าวที่น่าสนใจข่าวนึงในด้านในของหนังสือพิมพ์ เขาพอรู้แล้วว่าปัจจัยอะไรจะมาดันให้หุ้นบริษัทน้ำมันของเขาขึ้นอีกระรอก
บริษัทน้ำมันแห่งชาตินั้นหลังจากแปรรูปฯ ก็ขายหุ้น IPO เข้าตลาดหุ้น ก็ได้เงินเข้าบริษัทถึงสามหมื่นกว่าล้านบาท จึงทำให้หลังจากแปรรูบฯ บริษัทมีเงินสดอยู่จำนวนมาก
ซึ่งในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง กลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมันทั้งหลายต่างก็เจอกับวิกฤติอย่างหนักไม่ต่างกัน เพราะธุรกิจกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนเริ่มแรกสูงมากในการสร้างโรงกลั่น จึงต้องมีการกู้เงินลงทุนกันอย่างมากทุกเจ้า และเมื่อค่าเงินบาทลอยตัวจึงพากันโดนไปเต็ม ๆ ต้องขอพักหนี้ ปรับโรงสร้างหนี้ ฟื้นฟูกิจการกันเป็นแถว กระทั่งโรงกลั่นน้ำมันยักใหญ่อย่างเชลล์ และคาลเท็กซ์ ที่เข้ามาลงทุนในบ้านเราก็ไม่มีข้อยกเว้น
ในขณะที่คู่แข่งอื่น ๆ ประสบปัญหา แต่บริษัทน้ำมันแห่งชาติกลับมีเงินจากการขายหุ้น IPO เข้ามา บริษัทจึงนำเงินสดที่มีเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทลูก นำบริษัทลูกหลายบริษัทที่ประสบปัญหาออกจากการฟื้นฟูกิจการได้ ยังไม่นับว่าบริษัทยังเล็ง ๆ ที่จะซื้อกิจการบริษัทอื่นๆ ที่ราคากำลังถูกมากตอนนี้เพิ่มเข้ามาอีก
และจากหนังสือพิมพ์ที่ณรัชต์อ่าน บริษัทลูกเหล่านี้หลังจากปรับโครงส้รางหนี้เสร็จก็กำลังจะกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นได้อีกครั้ง ย่อมเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทแม่อย่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติเพิ่มขึ้นไปอีก
ดังนั้นข่าวนี้ย่อมจะเป็นข่าวดีอีกครั้งสำหรับหุ้นที่ณรัชต์กำลังถืออยู่ และเป็นข่าวดีที่จะทำให้ราคาหุ้นขึ้นเป็นระรอกสุดท้าย ก่อนที่หลังจากนั้นราคาหุ้นจะไซด์เวย์ (Side Way) ไม่ไปไหนกว่าสามปี
อ่านหนังสือพิมพ์หมดฉบับ ณรัชต์ก็ขึ้นไปหยิบกล่องไวน์ที่ได้มาเพื่อจะส่งต่อให้พ่อของเขา พ่อกับแม่ของณรัชต์ยังไม่กลับจากงานเลี้ยงซักที เขาไม่มีอะไรทำ จึงนั่งดูละครเป็นเพื่อนพี่สาว
“จอย ศิริลักษณ์นี่น่ารักเนอะ” เขาชวนพี่สาวคุยขณะดูละคร
“พี่พล ตัณฑเสถียรก็หล่อมาก สมาร์ทสุด ๆ” พี่สาวเขาเพ้อถึงพระเอก
“......” ดูเหมือนพี่สาวเขาจะไม่ค่อยมีเซ้นส์ของผู้หญิงเท่าไหร่
ดูละครยังไม่ทันจบพ่อแม่ของเขาก็กลับจากงานเลี้ยงมาถึงบ้าน ณรัชต์หยิบถุงใส่กล่องไวน์ยื่นส่งให้บิดาที่เพิ่งเดินเข้าบ้านมา
“ไวน์ครับพ่อ พอดีได้เป็นของฝาก”
พ่อเขาทำหน้าแปลกใจ ยกกล่องไวน์ในถุงขึ้นมาดู ก่อนยกกล่องไวน์อีกกล่องจากถุงที่ถือติดมือขึ้นมาเทียบ เป็นกล่องเหมือนกัน ซึ่งน่ามีไวน์ยี่ห้อเดียวกันในกล่อง
“เอ๊ะ ยี่ห้อเดียวกันนี่ ใช่ไหม” พ่อเขาถาม
“คงงั้นล่ะครับ พ่อได้มาจากไหนครับ” เขาถามด้วยความสงสัย
“งานเกษียณกำนัน สจ.พล ที่มางานด้วยให้มาน่ะ” พ่อเขาตอบ
“ของผมก็มาจากเจ้านั้นเหมือนกัน ลูกเขาเรียนห้องเดียวกันนะพ่อ” ณรัชต์อธิบาย
“ว่าแต่ กำนันพล เขามาทำไมครับ ไม่ใช่เขตพื้นที่เขานี่” เขาสงสัย
“คงจะเตรียมตัวหาเสียง” พ่อเขาคาดคะเน
“จริงด้วย สงสัยเตรียมตัวลงเลือกตั้งซ่อมเร็ว ๆ นี้”
ณรัชต์จำได้ว่า ผู้แทนราษฎรเขตพื้นที่เขาจะว่างลง เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่คนเดิมนี้มีข่าวว่ากำลังจะขยับขึ้นไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี และเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นี้ห้ามรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นตำแหน่ง สส.พื้นที่จึงจะว่างลง เปิดโอกาสให้พ่อของเพื่อนร่วมห้องเขา ก้าวจากนักการเมืองท้องถิ่นเข้าสู่การเมืองระดับที่สูงขึ้น
“ว่าแต่ มันไว้กินกับอะไรน่ะ ไวน์พวกนี้” พ่อของณรัชต์นั่งลงที่โซฟาแล้วสอบถามเขา
“ไวน์แดง กินกับพวกเนื้อครับ ไก่ย่าง คอหมูย่างอะไรพวกนี้ แต่ไม่เหมาะกับอาหารรสจัดพวกลาบหมูหรือลาบเนื้อเท่าไหร่รสชาติมันจะตัดกัน” เขาตอบเท่าที่รู้
พ่อเขาพยักหน้าก่อนถือกล่องไวน์ขึ้นไปเก็บบนห้อง
“เอาไวน์นอกมากินกับไก่ย่าง คอหมูย่างนี่น่ะนะ” พี่สาวเขาที่ดูละครอยู่หันมาท้วง
“แล้วจะแนะนำให้พ่อเอาไปกินกับสเต็ก ขาหมูเยอรมัน เนื้อรมควันที่ไหนอ่ะเจ๊” เขาถามกลับ ก่อนเดินขึ้นห้องเตรียมตัวอาบน้ำนอน
“.......”
เช้าวันเสาร์ณรัชต์ถูกแม่ชวนเข้าเมืองไปทำธุระพร้อมพี่สาว
กินเข้าเช้าเสร็จเขาก็มานั่งหาวในรถที่พี่สาวเป็นโชเฟอร์ ปกติเช้าวันหยุดเขาจะนอนตื่นสาย จึงยังรู้สึกง่วงๆ อยู่ที่ต้องมาตื่นตอนเช้าในวันนี้
“ไปทำอะไรในเมืองแม่วันนี้” เขาถามถึงธุระของมารดา
“เอาเข็มขัดนากกับสร้อยไปขัด ที่ร้าน” มารดาเขาตอบ
สืบเนื่องจากกำนันตำบลของณรัชต์เกษียณ บิดาของเขาจึงต้องรักษาการแทนชั่วคราว ทำให้ต่อไปมารดาของเขาคงต้องออกงานบ่อยขึ้น ท่านจึงได้ขนเครื่องประดับเก่าๆ ที่เก็บไว้ออกมาทำความสะอาด เผื่อไว้ใช้
การเกษียณของกำนันผู้ใหญ่บ้านก็แปลกดี ไม่ยักกะนับวันเกษียณตรงสิ้นปีงบประมาณในสิ้นเดือนกันยายนเหมือนชาวบ้านเขา แต่นับวันเกษียณในวันเกิดแทน
นอกจากการรักษาการแล้ว สุดท้ายพ่อของณรัชต์ก็จะรับตำแหน่งกำนันต่อไป
เป็นลูกกำนันก็เก๋ดี แต่ช่วงชีวิตที่แล้ว ดูเหมือนพี่สาวเขาไม่ค่อยชอบฐานะนี้เท่าไหร่ เพราะโดนเพื่อนเรียกแซวว่า ลูกสาวกำนันบ่อย ๆ แถมโดนล้อ ถามหาเปียสองข้างกับหนังสติ๊กอันเป็นเอกลักษณ์ตามคาแรคเตอร์ของลูกสาวกำนันในละครโทรทัศน์ พี่สาวเขาเคยบ่นเรื่องนี้ให้ฟัง ทำเอาเขาพลอยขำไปด้วย
ระหว่างขับรถไปพี่สาวก็ถามณรัชต์ขึ้นมา
“สิบแปดเต็มแล้วนี่ใช่ไหม หัดขับรถไหม แล้วไปทำใบขับขี่” พี่สาวเขากล่าว แม่เขาที่นั่งด้านหน้าพยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่ล่ะเจ๊” เขาตอบปฎิเสธพี่สาว ดูก็รู้ว่าจะวางแผนให้เขาเป็นคนขับรถให้ในอนาคต
ช่วงชีวิตที่แล้วณรัชต์ขับรถเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัย แต่หลังจากเรียนจบเขาก็ไม่เตะพวงมาลัยอีกเลย
ถึงจุดหมายพี่สาวณรัชต์ค่อย ๆ นำรถเข้าไปจอดที่ซอยเล็กๆ ข้างร้านเครื่องประดับเก่าแก่ของจังหวัด
ร้านนี้เป็นร้านขนาดใหญ่ในย่านกลางเมืองที่เรียงรายไปด้วยร้านทองและร้านเครื่องประดับต่างๆ ที่เปิดร้านอยู่หนาแน่นในย่านนี้ แม่เขากับพี่สาวพากันถือกล่องเครื่องประดับเดินเข้าร้านไป
ร้านหน้ากว้างสี่คูหา ด้านในล้วนเต็มไปด้วยเครื่องประดับต่างๆ มากมายจัดไว้เป็นโซน มีทั้งเครื่องทอง เพชรพลอย และเครื่องเงิน จัดวางไว้หลังเคาเตอร์กระจกและตู้กระจกด้านหลังพนักงาน ยังไม่มีการติดโครงเหล็กนิรภัยเหมือนช่วงเวลาที่เขาจากมา จึงมองดูสบายตากว่ามาก
แม่กับพี่สาวเขาตรงไปเคาเตอร์ที่มีพนักงานและผู้หญิงที่ดูเหมือนเจ้าของร้านอยู่ ณรัชต์ไม่มีอะไรทำจึงเดินไปมุมโซฟารับแขกที่ทางร้านจัดไว้ให้ลูกค้านั่งพัก
มองแม่กับพี่สาวที่ทยอยเอาเข็มนัดนาก กำไลข้อมือ สร้อยคอ ส่งให้ช่างของทางร้านที่ออกมารับของ
หลังจากส่งเครื่องประดับให้ทางร้านนำไปขัด ทำความสะอาดแล้ว มารดาเขาก็นั่งสนทนากับเจ้าของร้านต่อ ดูเครื่องประดับต่างๆ ที่เจ้าของร้านชี้ชวนให้ดูพร้อมบรรยาย ส่วนพี่สาวเขาก็ไปดูพวกเครื่องประดับใส่เล่นชิ้นเล็กๆ ที่อีกเคาเตอร์พร้อมพนักงานร้านที่ตามบริการ
เขาเห็นไม่มีอะไรทำจึงหยิบนิตสารเกี่ยวกับแฟชั่นต่างประเทศขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา อ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็มีคนมานั่งเก้าอี้ใกล้ ๆ ยื่นมือมาตบไหล่พร้อมกล่าวทักทายเป็นภาษาอังกฤษ
ณรัชต์เงยหน้าขึ้นก็เจอฝรั่งหน้าตาคุ้นๆ เขานึกแป๊บนึงก็จำได้ว่าเป็นฝรั่งที่เขาเจอตอนงานกีฬาสีของโรงเรียน มิสเตอร์มิลเลอร์ พ่อของรุ่นน้องเขานั่นเอง
เขาทักทายตอบ ก่อนที่ต่อมาจะทราบว่าร้านเครื่องประดับเก่าแก่นี้เป็นของครอบครัวภรรยามิสเตอร์มิลเลอร์ หรือก็คือบ้าน (แม่) น้องบีน่านั่นเอง
ณรัชต์ไม่มีอะไรทำระหว่างรอ จึงชวนมิสเตอร์มิลเลอร์คุยเรื่องตลาดเครื่องประดับและแฟชั่นต่อจากที่เคยคุยกันเมื่อคราวก่อน
จากการสนทนากัน ตอนนี้เขาพอรู้คร่าว ๆ แล้วว่าธุรกิจของมิสเตอร์มิลเลอร์เป็นแบบไหน ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจขนาดไม่ใหญ่ ยอดขายหลักร้อยล้านบาทต่อปี นำเข้าพวกงานฝีมือเครื่องเงินสวย ๆ ไปขายที่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งให้ค่างานแฮนด์เมดสูง
มีหน้าร้านอยู่ยุโรป ห้าหกแห่ง ส่วนที่ประเทศไทยก็มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดนี้ และภาคเหนืออีกแห่งเพื่อประสานงานกับซัพพลายเออร์
พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องธุรกิจกันอย่างถูกคอ
การไม่มีเรื่องอาวุโส นี่เป็นสิ่งนึงที่ณรัชต์ชอบในนิสัยคนตะวันตก เขาจึงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างสะดวก และคู่สนทนาก็ไม่ได้มองเขาเป็นเด็ก
ณรัชต์คิดว่ามิสเตอร์มิลเลอร์ก็คงสนใจมุมมองเขาอยู่เหมือนกัน เพราะตามปกติ เจ้าของธุรกิจมักจะมองแต่เรื่องต้นทุน รายได้ ลูกจ้าง ตลาด หรือลูกค้าเป็นหลัก ส่วนนักลงทุนแบบเขามักจะมองเรื่องอัตรากำไร การแข่งขัน คู่แข่ง การบริหารสินค้าคงเหลือ อะไรพวกนี้ ซึ่งก็ให้มุมมองที่แปลกใหม่สำหรับเจ้าของกิจการ
ยิ่งสินค้าที่เป็นแฟชั่นยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงเหลือ เพราะสินค้าแฟชั่นนั้นตกรุ่นเร็ว ถ้าเลิกฮิตแล้วราคาอาจตกฮวบฮาบจึงต้องระวังไม่ให้มีสินค้าในสต็อคมากเกินไป
คุยเรื่องธุกิจของตัวเองจบ มิสเตอร์มิลเลอร์ก็ชวนคุยถึงเรื่องธุรกิจแฟชั่นของบริษัทในยุโรปที่ตอนนี้สองเจ้าใหญ่กำลังแข่งขัน และแย่งซื้อกิจการแบรนด์แฟชั่นต่างๆ อย่างดุเดือด
แม้เรื่องหุ้นยุโรปณรัชต์จะไม่มีความรู้เท่าไหร่แต่บริษัทแม่ของเจ้าของสองแบรนด์ยักษ์นี้ ยังเขาก็เคยผ่าน ๆ ตามาบ้าง
“LVMH บริษัทแม่ของหลุยส์ วิตตอง เจ้าของเขาดูจะชอบซื้อแบรนด์ที่แข็งๆ รายได้มั่นคง ส่วน EP ของ กุชชี่ เขาจะแนวเน้นปั้นแบรนด์ สนับสนุนดีไซเนอร์หน้าใหม่มากกว่า นี่ก็เห็นเซ็นสัญญาดีไซเนอร์ชื่อดังมาเรื่อยๆ พร้อมเปิดแบรนด์ให้ อนาคตแบรนด์ใหม่ของเขาคงโตได้อีกเยอะ” ณรัชต์นึกถึงบาเลนเซียก้าและอเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ที่เพิ่งย้ายมาทำแบรนด์เองกับเครือนี้
“คิดว่าระยะยาวใครจะชนะ” มิสเตอร์มิลเลอร์ตั้งคำถาม
“ธุรกิจไม่ใช่สงคราม อาจจะไม่จำเป็นต้องมีคนแพ้คนชนะก็ได้นะครับ” เขาตอบ พร้อมอดเกาหัวไม่ได้ เพราะจนช่วงเวลาที่เขาจากมาก็ยังไม่เห็นว่าใครจะแพ้ชนะอะไรกันเด็ดขาด คงไม่ต่างจาก Nike - Adidas หรือ Coke- Pepsi นั่นล่ะ
“แต่ระยะยาวพวกแบรนด์หรูนี่ ยิ่งนานมูลค่าของแบรนด์ยิ่งสูง ถ้าเป็นนักลงทุน เลือกตัวไหนก็คงได้ผลตอบแทนดีทั้งนั้น”
ระหว่างคุยกันกับมิสเตอร์มิลเลอร์ เขาก็เหลือบเห็นแมวอ้วนตัวนึง เดินอุ้ยอ้ายมาทางมุมรับแขกของพวกเขา ก่อนนอนลงใต้โต๊ะที่วางนิตยสาร
ณรัชต์ประเมินจากขนาดตัวแล้ว เจ้าตัวนี้น่าจะเป็นเจ้า "เหมียวใหญ่” ที่รุ่นน้องเคยพูดไว้
“ว่าไงเจ้าเหมียวใหญ่” เขาหันไปทักทายแมวที่ตอนนี้นอนเล่นอยู่ใต้โต๊ะ
เจ้าเหมียวใหญ่มองเขาด้วยหางตาเชิดๆ แต่ก็ไม่ได้มีปฎิกิริยาอะไร เขาจึงค่อย ๆ เอื้อมมือไปเตะมัน เมื่อเจ้าเหมียวใหญ่ไม่ว่าอะไรณรัชต์ก็ลูบตัวมันเล่น และเกาพุงมันเบาๆ
“รู้จักชื่อมันด้วย” เสียงมิสเตอร์มิลเลอร์ถามลอยมา
“บีน่าเคยเล่าให้ฟังครับ” เขาตอบขณะเจ้าเหมียวใหญ่เริ่มนอนหงายท้องให้เขาลูบพุงได้สะดวกขึ้น
“ปกติมันอยู่แต่ห้องบีน่านั่นล่ะ นี่สงสัยไม่ได้ปิดประตู มันเลยลงมาได้” มิสเตอร์มิเลอร์อธิบาย
“เหมียวใหญ่ เหมียวใหญ่อยู่ไหน” เสียงรุ่นน้องของณรัชต์ร้องเรียกแมวดังจากด้านในของร้าน
ก่อนสุดสัปดาห์ราคาหุ้นบริษัทน้ำมันที่ณรัชต์ถือวิ่งขึ้นไปที่ราคา 180 บาทต่อหุ้น
-------------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 55,600 บาท
: ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท
: เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท + ปันผล 152,000 บาท
- หุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จำนวน 76,000 หุ้น จากราคา 175 บาท ราคาปัจจุบัน 180 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 48,400 + 850,000 + 252,000 + 7,200 + 13,680,000
= จาก 14,457,600 บาท ปัจจุบัน 14,837,600 บาท
