ตอนที่ 9 ความสุข
รอยยิ้มแทบไม่เคยหายไปจากใบหน้าของเสวียนฮวาเลยตลอดเวลาที่นางอยู่ในอ้อมกอดของเขา ความกระหายที่เขามีต่อนางนั้นมีมากมายราวกับแม่น้ำเหลืองที่ล้นตลิ่งในยามวสันตฤดู
มันถาโถม มันทะลักทลาย และมันเอ่อท่วม นางรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็ผืนดินที่ได้รับความชุ่มฉ่ำที่เขาหลากหลั่งให้จนเกินอิ่ม
หยาดเหงื่อยังชุ่มร่างทั้งที่อากาศหนาวเย็นนัก ความฉ่ำเยิ้มยังคงเกรอะกรังที่ซอกหว่างขา กายนางทั้งกายยังคงสั่นระริกด้วยว่าเรี่ยวแรงที่หมดสิ้นไป
เขายังจูบพรมนางทั่วทั้งใบหน้า เขาเลียนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับสุนัขตะกละไม่มีผิด
แว่วเสียงระฆังที่ตีบอกโมงยามลอยเข้ามา บอกว่าตอนนี้ล่วงเข้ายามอิ๋น (03.00-05.00) แล้ว
“พอ...เ้าไปได้แล้ว”
เขาถอนหายใจ “อีกคราหนึ่งได้หรือไม่”
เสวียนฮวาชอบใจ แต่หญิงสาวไม่กล้าเสี่ยงมากไปกว่านี้ “นี่เ้าบังอาจขัดพระบัญชาแล้วหรือ”
“กระหม่อมมิบังอาจ”
หญิงสาวแทบจะพ่นขำพรวดออกมา นี่เขายังมีแก่ใจตอบนางอย่างข้าราชสำนัก เขาทำสิ่งใดยามนี้ก็ดูน่ารักน่าดูไปหมด เสวียนฮวาตกหลุมรักเขาแล้วเข้าเต็มเปา ยิ่งเขาแสดงความปรารถนานางเท่าใดนางก็ยิ่งมีความสุข ยิ่งเขาทำท่าอ้อยอิ่งเสียดายนางเท่าใด นางก็ยิ่งหลงรักเขาเท่านั้น
ผางเยว่ห่มผ้าให้กับนาง แล้วใส่เสื้อผ้าจนเรียบร้อย เสวียนฮวาจ้องดูเขาด้วยความหลงใหล นี่คงเป็วันแรกในชีวิตของหญิงสาวกระมังที่นางเกิดมาแล้วรู้จักคำว่าความสุข ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะทำท่าคารวะนางนั้นเสวียนฮวาก็นึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้
“เ้าเปิดหีบไม้ตรงนี้ที” นางชี้ไปที่หีบไม้หอมอันใหญ่ที่วางไว้ข้างหัวเตียงของตน แม้นจะอยู่ในความมืดสลัวแต่ผางเยว่ก็รู้ว่ามันเป็เครื่องเรือนหรูหราที่ลงรักสีแดงราคาแพง ซ้ำยังมีลวดลายสลักเสลาอยู่รอบหีบ ชายหนุ่มทำตามที่นางสั่ง ภายในนั้นแบ่งช่องอย่างเรียบร้อย “เ้าเห็นถุงที่วางไว้ที่ช่องซ้ายบนสุดนั่นหรือไม่”
ผางเยว่เอื้อมมือไปหยิบถุงหนึ่งขึ้นมา เป็ถุงกำมะหยี่ เมื่อเขาจับดูก็รู้ว่าข้างในมีของแข็งเป็แท่งยาวบรรจุไว้ มีน้ำหนักอยู่พอประมาณ
“ส่งมันมาให้ข้า”
เขายื่นถุงนั้นถวายแด่พระนาง
หญิงสาวเปิดถุงออกแล้วหยิบเงินแท่งหนึ่งออกมา นี่คือเงินทองที่บิดาของนางให้ติดมาด้วยก่อนอภิเษกสมรส มันคือสมบัติที่เสวียนฮวาไม่เคยคิดจะนำมันออกมาใช้เลย แต่หนนี้นางกลับใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อเติมเต็มความเพ้อฝันของตัวเอง
นางมีชายบำเรอแล้ว และชายบำเรอก็ต้องได้รับผลรางวัลที่เหมาะสมเมื่อเขาถวายงานให้นางได้ดี
“ของเ้า รับไปซะ”
ผางเยว่นิ่งไปอึดใจหนึ่ง แต่เขาก็ยื่นมือออกไปรับเงินหนึ่งแท่งนั้นจากพระนาง รับเสร็จแล้วเขาก็เอานิ้วหักเงินแท่งนั้นในทันใด
“เ้าหักไปทำไม!”
“กระหม่อมรับเพียงเท่านี้” แล้วเขาก็ยื่นส่วนใหญ่คืนให้กับนาง
“บังอาจ! เ้ามีสิทธิอันใดมาเลือกรับของที่ข้ามอบให้เ้า”
“กระหม่อมขออภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสมควรตาย”
เสวียนฮวากลั้นยิ้ม แต่หญิงสาวยังแสร้งทำเป็โมโห
“งั้นเอาถุงนี่ไปเก็บที่เดิม แล้วรีบไสหัวไปได้แล้ว”
ผางเยว่ทำตามแล้วถวายบังคมทูลลา
“พรุ่งนี้มาตอนกลางยามซวีล่ะ เ้าอย่าได้ลืม” เสวียนฮวาบัญชา นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ทรงอำนาจ แต่ในเนื้อเสียงนั้นก็เต็มไปด้วยความกระสันซ่านแฝงในที
เขาก้มหัวรับทราบ แล้วร่างเขาก็ค่อยๆ ออกไปทางหน้าต่าง ก่อนเดินจากไปเขายังมองมายังนางอย่างอ้อยอิ่ง หญิงสาวยิ้มให้เขาแล้วก็ซุกตัวในผ้าห่มผืนหนา นางแสร้งไม่มองเขาแต่สายตาแอบทอดไปดูร่างกำยำนั้นออกไปทางบานหน้าต่างแล้วก็หายลับไป
ส่วนเสวียนฮวาก็ผล็อยหลับในยามนั้นพร้อมกับความอิ่มเอมที่มีอยู่เต็มทั้งหัวใจ
เสวียนฮวาตื่นบรรทมอีกครั้งเมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงนางกำนัลทั้งสามของตนช่วยกันยกอ่างน้ำเข้ามาในห้อง นางกำนัลทั้งสามช่วยกันทยอยเทน้ำร้อนจากถังไม้ลงไปในอ่างน้ำ ไอน้ำลอยขึ้นมาเป็ม่านควันสีขาวเหนืออ่างอาบน้ำ เสวียนฮวายังขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม คิดถึงคราบเกรอะกรังที่อยู่ตามซอกขาแล้วก็พลันหน้าแดงขึ้นมา
“ทูลเชิญฮองเฮาเพคะ”
“พวกเ้าออกไปก่อนเถอะ ปิดห้องให้เรียบร้อย เสร็จแล้วข้าจะบอกพวกเ้าเอง”
“เพคะ”
พอนางกำนัลทั้งสามออกไปแล้วเสวียนฮวาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีว่าที่ผ่านมานั้น เสวียนฮวารู้สึกเห็นใจคนทั้งสามที่ไหนจะต้องทำงานรับใช้นาง คอยดูแลตำหนักให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ สำหรับนางกำนัลทั้งสามคนถือว่าหนักหนายิ่งนัก หญิงสาวจึงไม่ได้เรียกร้องให้พวกนางทั้งสามต้องคอยทำหน้าที่ช่วยอาบน้ำให้กับนาง ดังนั้น การจัดการร่างกายตัวเองคนเดียวจึงเป็เื่ที่เกิดขึ้นเป็ประจำสำหรับคนเป็ฮองเฮาเช่นนาง
ที่ผ่านมา ยามที่เสวียนฮวาต้องทำอะไรคนเดียวเพราะอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของสามนางกำนัล เสวียนฮวาก็อดน้อยใจในโชคชะตาวาสนาไม่ได้ที่ตัวเองเป็ถึงฮองเฮากลับตกระกำลำบากกว่าสมัยเป็ลูกคุณหนูในจวนผิงซีอ๋องเสียอีก สมัยนั้นมีหรือนางเคยอาบน้ำผู้เดียวเหมือนเมื่อครั้งเป็ฮองเฮาตกยาก
ทว่า...นี่คือคราแรก ที่เสวียนฮวารู้สึกยินดีในชะตาที่อับเฉาของตน
ผางเยว่หรือ เขาช่างหล่อเหลานัก นึกถึงใบหน้าพิลาสล้ำนั้นยามใด หัวใจของเสวียนฮวาก็พาลจะโบยบินเสียให้ได้ นึกถึงร่างกายกำยำที่ทาบทับเรือนร่างนางยามใด หญิงสาวก็ใจหวิวไหวเสียทุกที และเหนือสิ่งอื่นใดคือความปรารถนาอย่างใจกล้าบ้าบิ่นของเขา บังอาจจุมพิตนางผู้เป็ฮองเฮามิพอ ยังมาบุกรุกถึงตำหนักและตะบันรักใส่นางคราแล้วคราเล่าจนแทบทั้งคืน
เสวียนฮวายิ้มกริ่ม เพียงเพราะอยากได้ข้า เ้าถึงกับยอมเสี่ยงตายเลยหรือ ? เหตุไฉนเ้าช่างไร้เดียงสานักเล่า?
หญิงสาวชำระวรกายตนเองอย่างมีความสุข เรือนร่างของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยการขบดูดของเขา นางคิดถึงแผ่นหลังของผางเยว่ ป่านฉะนี้คงมีแต่รอยแมวข่วนแล้วกระมัง?
เสวียนฮวาตวัดสายตาไปดูเ้าเหมยเหมย แมวสีขาวที่นางเก็บมาไว้ก็ยังนอนขดอย่างเกียจคร้านที่ปลายเตียง เห็นเ้าตัวน้อยอ้าปากหาวแล้วก็นึกขำ
“เมื่อคืนเ้าคงไม่ได้นอนเพราะข้าสินะ ประเดี๋ยวข้าจะเอาเนื้อไก่ต้มให้เ้ากินเชียวล่ะเหมยเหมย หากไม่ได้เ้า ข้าคงไม่ได้มีความสุขเช่นนี้” เสวียนฮวาพูดเบาๆ ในอ่างน้ำอุ่น แล้วก็ทอดกายปล่อยอารมณ์แต่ผู้เดียวด้วยหัวใจฉ่ำสุข ส่วนเ้าเหมยเหมยก็หลับตาทอดกายลงอย่างสบายอารมณ์
นับแต่วันนั้น ผางเยว่ก็จะเข้ามาหาเสวียนฮวาทุกค่ำคืนในเวลาเดิม เสวียนฮวาไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดชายร่างใหญ่เช่นเขาจึงสามารถบุกรุกมาถึงตำหนักในได้ถึงเพียงนี้ แต่ทุกวันเมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงระฆังบอกว่าเป็ยามซวี นางจะแสร้สงตระเตรียมเข้านอน แล้วประทินเครื่องหอมเปลื้องผ้าออกจนเปลือยเปล่า แล้วในใจของเสวียนฮวาก็เต้นโครมครามั้แ่ก่อนที่ผางเยว่จะเข้ามาเสียอีก
และเขาก็จะปรากฏกายในเวลาเดิมเสมอ เขาจะปรากฏตัวที่บานหน้าต่างแล้วพาร่างอันบึกบึนและกำยำนั้นมาที่แท่นบรรทมของพระนาง หลังจากที่เขาถวายบังคมเป็ที่เรียบร้อย ผางเยว่ก็จะโผเข้าหาองค์ฮองเฮาเพื่อที่จะจุมพิต ณ กลีบปากแดงของหญิงสาวเป็อันดับแรก ก่อนที่ปากและลิ้นของเขาจะไล้เลียไปทั่วทั้งวรกาย
ไม่มีส่วนใดของเสวียนฮวาที่เขาจะไม่ได้จูบ ผางเยว่จูบและเลียทุกส่วนสัดของพระนางอย่างหลงใหล ดวงใจของเสวียนฮวากายล่องลอยเพราะลิ้นของเขาตั้งหลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่ผางเยว่จะขึ้นไปทาบทับพระนางแล้วก็มอบความสุขให้กับเสวียนฮวาอย่างถึงอกถึงใจ
ทั้งสองต่างเสพรักอย่างระมัดระวัง ทำให้เสียงนั้นเงียบที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ก็กลายเป็เสวียนฮวาเองนั่นแหละที่เผลอร้องครางเพราะเขาทุกที ทำให้ปากของหญิงสาวจะต้องถูกเขาจูบประกบไว้แน่นแทบทุกขณะ
มันยิ่งทำให้เสวียนฮวามีความสุขเพราะรสรักของผางเยว่ยิ่งนัก