บทที่หก
งาบบุญฉาบหน้า
แสงอาทิตย์ยามอัสดงทอดลงกระทบโต๊ะอาหารในเรือนใหญ่ของสกุลฟ่านกลิ่นซุปไก่ตุ๋นโสมหอมกรุ่นคลุ้งอยู่ทั่วห้องฮูหยินฟ่านนั่งข้างสามีขณะนั้นก็มีสีหน้าแววครุ่นคิดพลางใช้ตะเกียบคีบผักวางลงในชามของฟ่านหนิง
“เหยาจู”นางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “อีกสามวันข้างหน้า แม่ตั้งใจจะไปทำบุญที่วัดต้าฝูเพราะวันก่อนได้ยินจากฮูหยินหลายคนที่ไปงานเลี้ยงของเ้ากรมโจวว่า่นั้นจะมีงานทำบุญใหญ่มีทั้งสวดมนต์ มีทั้งไหว้พระ และเป็่ที่เหล่าฮูหยินทั้งหลายจะพาบุตรชายบุตรสาวที่ถึงวัยมาไหว้พระด้วยแม่ว่าน่าจะเป็การดูตัวเล็กๆ ระหว่างบุตรหลานของตระกูลต่างๆ”
ฟ่านหนิงสะดุ้งกึกทันทีนางแทบจะวางตะเกียบไม่ถูก เมื่อครู่ยังเพลิดเพลินกับรสอาหารบัดนี้กลับกลายเป็ว่าความทรงจำเื่สำคัญที่นางเผลอลืมไปผุดขึ้นมาเื่การล่มงานหมั้นหมายระหว่างนางกับเจิ้งเปาหย่ง! เื่นี้ห้ามเกิดขึ้น! หากไปวัดต้าฝูย่อมต้องพบเขาแน่ นั่นมิใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นสกุลฟ่านกับสกุลเจิ้งไม่อาจข้องเกี่ยวกันได้
ทว่าในเมื่อมารดาพูดขึ้นมาแล้วนางก็จำต้องแสร้งทำเป็ฟังอย่างสงบ
ฮูหยินฟ่านหันไปยิ้มกับสามี “ท่านพี่ ท่านว่าอย่างไรหากข้าพาลูกสาวไปด้วยก็นับว่าดีมิใช่หรือ อย่างไรเสียเหยาจูก็มาถึงวัยที่ควรพบปะคนภายนอกบ้างอยู่แต่ในจวนวันๆ จะให้ใครมารู้จักเล่า”
นายท่านฟ่านผู้นำครอบครัวขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้คัดค้านทันที “ถึงเื่นี้อาจจะดูโจ่งแจ้งแต่เ้าก็คิดเผื่ออนาคตของเหยาจู เ้ามั่นใจจริงๆ ว่าจะดีหรือ”
ฮูหยินฟ่านรินน้ำชาให้สามีอย่างอ่อนหวานก่อนจะกล่าวต่อ“ข้าได้ยินว่าฮูหยินตระกูลหาน ตระกูลหลิว และอีกหลายตระกูลต่างก็ตั้งใจจะพาบุตรชายบุตรสาวไปงานบุญครานี้ แม้จะเรียกว่าดูตัวแต่ก็เพียงแค่พบปะในอาราม คนมากมาย ไม่อับสายตาผู้คน ย่อมไม่เสียหาย”
ฟ่านซือิหัวเราะเบาๆ “อืม ถือว่าเ้าก็คิดได้รัดกุมอยู่ หากเป็เช่นนั้นก็ย่อมเหมาะสมบุตรสาวเราก็มิอาจเลี่ยงการพบผู้คนไปได้ชั่วชีวิตอย่างที่ว่าจริง... งานบุญนับว่าดีๆ”
ฟ่านหนิงได้ฟังก็รีบวางตะเกียบในมือเอ่ยเสียงเบาแต่ชัดเจนค้านคำ “ท่านพ่อ ท่านแม่ แต่ข้าเห็นว่าเื่นี้ไม่สมควรนักหากเป็การทำบุญไหว้พระ ข้าย่อมไปด้วยได้ แต่เื่พบปะหรือดูตัวนั้นกลายๆ นั้นไม่เหมาะหรอกเ้าค่ะ ยิ่งเป็อารามวัดจะเหมาะสมได้อย่างไร”
ฮูหยินฟ่านหันมามองบุตรสาวแววตาทั้งสงสารทั้งอ่อนโยน “เหยาจู แม่ก็เข้าใจเ้าแต่เ้าก็เคร่งครัดเกินไป หญิงสาวเมื่อถึงวัยย่อมต้องก้าวออกไปสู่โลกภายนอกบางจะเก็บงำไว้ไม่ให้ใครเห็นจนถึงวันแต่งงานอย่างหลายสิบปีก่อนเช่นนั้นมิได้แล้ว”
ฟ่านหนิงก้มหน้าหลบสายตาความคิดในใจพลันพลุ่งพล่าน หากไปแล้วบังเอิญพบเจิ้งเปาหย่ง ซึ่งต้องพบอยู่แล้วเพราะชาติที่แล้วก็พบ! เช่นนั้นไม่เท่ากันก้าวเท้าหาการล่มสลายของสกุลฟ่านอีกก้าวหรือ?
นางจึงรีบเอ่ยอ้อนมารดา “ท่านแม่ หากท่านอยากไปงานบุญข้าย่อมไม่ขัดแต่ปล่อยให้ท่านไปกับฟ่านเฉิงเถิดเ้าค่ะ ข้า..ข้าไม่ควรไปจริงๆ”
ฟ่านเฉิงได้ยินก็ตาวาว เพราะคิดว่าจะได้เที่ยวสักวันไม่ต้องร่ำเรียนเคร่งตำราอยู่แต่ในจวน“ได้ๆ ข้าไปแทนที่เหยาจูเองก็ได้ขอรับ”
นายท่านฟ่านกระแอมเคาะหน้าผากบุตรชายที่กระตือรือร้นเกิดกว่าเหตุอย่างปรามๆแล้วหันไปหาบุตรสาว “เหตุผลอันใดที่เ้าจะไม่ควรไป? เ้าเพียงไปทำบุญเงียบๆ อยู่ในวัด หาได้มีสิ่งใดเสียหายไม่จะว่าเป็งานดูตัวยังไม่ใช่ว่าเรียกได้เต็มปาก”
ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากแน่นก่อนพยายามยกข้ออ้างอย่างไม่มีที่มา “ความจริงข้ารู้สึกป่วยมาั้แ่เมื่อไม่นานมานี่เ้าค่ะหากขึ้นเขาร่างกายน่าจะอ่อนแอไปอีก ทั้งเกรงว่าจะไม่ทนต่อฝูงชนมากมาย หากเกิดวิงเวียนจะเป็การรบกวนท่านแม่เสียเปล่าๆ”
ฮูหยินฟ่านกลับยกมือแตะไหล่ลูกสาว “หากเ้ากังวลเื่นั้น แม่จะพกยาดมยาหอมติดตัวให้เ้าเองอีกทั้งยังมีสาวใช้คอยดูแล มิเป็อันใดหรอกเหยาจู”
“แต่ว่า...” ฟ่านหนิงกำลังจะพูดต่อ
ผู้เป็เ้าบ้านกลับยกมือห้าม “พอแล้วๆ พ่อเข้าใจเ้าไม่อยากไปแต่เ้าก็ถึงวัยสมควรออกเรือนแล้ว จะเก็บตัวเช่นนี้ต่อไปมิได้ เ้าลองคิดดูหากวันหนึ่งไม่มีใครรู้จักเ้าเลย จะมีใครกล้าเข้ามาสู่ขอหรือ...”
คำพูดล้วนเป็ความจริงแต่สำหรับนางนั้นตัวเองจะแต่งงานออกเรือนกับใครก็ได้ แต่ไม่ใช่กับเจิ้งเปาหย่งฟ่านหนิงแค่ไม่อยากเจออีกฝ่ายเท่านั้นเอง นางรู้ดีว่าบิดาไม่ใช่คนโหดร้ายเพียงแต่ยึดถือเหตุผลและมองการณ์ไกลการที่เขาเห็นด้วยกับฮูหยินใหญ่ก็เพราะ้าอนาคตมั่นคงของบุตรสาวเช่นที่หลวมตัวทำความผิดอย่างไม่ทันคิดเพราะความไว้ใจ ทุกอย่างเริ่มจากที่นางแต่งงานออกเรือนไปกับเจิ้งเปาหย่ง
ฟ่านซือิเอ่ยต่อ “อีกอย่างอารามวัดคือสถานที่บริสุทธิ์ มีผู้คนมากมายหากเพียงได้เห็นหน้าหรือพูดคุยนิดหน่อยก็มิได้เสียหายนัก ที่ลูกคิดนั้นเป็การกังวลเกินไป”
ฟ่านหนิงกัดฟันแน่น ในใจร้องะโ ‘ท่านพ่อ..หากท่านรู้ความจริงว่าเราไม่ควรข้องเกี่ยวกับตระกูลเจิ้งเลยแม้แต่น้อยท่านคงมิได้พูดเช่นนี้’ แต่ความจริงนั้นนางไม่อาจเผยออกมาได้ จึงก้มหน้าต่ำพยายามอ้อนอีกครั้ง “ท่านพ่อเ้าคะ ลูกเชื่อฟังเสมอมา ขอเพียงครั้งนี้เถิดอย่าบังคับให้ข้าไปเลยนะเ้าคะ”
หากแต่นายท่านฟ่านส่ายศีรษะน้ำเสียงหนักแน่น“มิใช่การบังคับ แต่เป็ความเหมาะสมของบุตรสาวสกุลฟ่านเ้าจำต้องไป”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงชั่วขณะเสียงตะเกียบกระทบถ้วยชามแ่เบา ฮูหยินฟ่านมองสีหน้าลูกสาวแล้วถอนหายใจ “เหยาจู แม่รู้เ้าลำบากใจ แต่เ้าลองมองอีกมุมเถิดการไปครั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรับใครเข้ามาในชีวิตทันทีเพียงแต่เป็การรู้จักผู้คน มิใช่หรือ?”
ฟ่านหนิงเงยหน้ามองบิดามารดาแววตาหม่นหมองทว่าสุดท้ายก็เพียงกัดริมฝีปากไม่เอ่ยอันใดอีกเพราะนางรู้ว่าพูดไปก็คงไร้ประโยชน์แล้ว ตอนนี้ภายในใจนางครุ่นคิดหาทางหลีกเลี่ยง หากไม่อาจปฏิเสธการไปวัดต้าฝูได้เช่นนั้นก็ต้องหาหนทางอื่นที่จะไม่ให้เผชิญหน้ากับเจิ้งเปาหย่งแทน!
บรรยากาศมื้อเย็นวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในใจฟ่านหนิงแม้จะยังคงกินข้าวต่อ แต่รสชาติกลับเจือจางไปสิ้นนางเพียงครุ่นคิดหาหนทางรับมือกับเื่ราวที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ยามรุ่งอรุณแสงตะวันเพิ่งแตะขอบฟ้าเหล่าคนงานในจวนสกุลฟ่านก็ขวักไขว่ช่วยกันเตรียมม้าเพื่อนำฮูหยินฟ่านกับคุณหนูใหญ่เดินทางขึ้นเขาไปยังวัดต้าฝูฟ่านหนิงอยู่ในชุดผ้าแพรสีส้มลายดอกบัว สะท้อนแสงแดดยามเช้าอย่างอ่อนโยน นางก้าวตามมารดาด้วยในใจกลับหนักอึ้ง
เมื่อรถม้าขึ้นไปถึงเชิงเขาวัดต้าฝูตั้งตระหง่านอยู่บนเนินสูงเสียงระฆังเช้ากังวานก้องดังกังสะท้อนทั่วหุบเขา กลิ่นธูปหอมลอยคลุ้งในอากาศลานวัดเต็มไปด้วยผู้คนแต่งกายงดงาม ชาวบ้านมากมายมาร่วมงานทั้งบุตรหลานตระกูลใหญ่ต่างยืนเรียงรายอยู่ท่ามกลางฮูหยินและผู้ติดตามเห็นได้ชัดว่าในคราบงานบุญใหญ่ กลับซ่อนกลิ่นอายของงานดูตัวที่มิอาจปิดบัง
ฟ่านหนิงก้มหน้าก้าวตามมารดาอย่างเงียบงันปล่อยให้มารดาเป็ฝ่ายทักทายและเข้าสมาคมการดูตัวอย่างห้ามไม่ได้ฮูหยินผู้หนึ่งแต่งกายด้วยผ้าไหมสีครามก้าวเข้ามายิ้มกว้าง “อ้าวฮูหยินฟ่าน! มิได้เจอกันนานนัก ยังงดงามไม่เปลี่ยนเลย”
ฮูหยินฟ่านยกมือรับอย่างอ่อนช้อย “ฮูหยินซ่งเช่นกันบุตรสาวคนโตของท่านใช่หรือไม่ที่งามสะพรั่งดังดอกเหมยในยามหิมะ” ซึ่งมารดาของนางก็เข้าสังคมเก่งพอตัว เพราะซุนหงเยว่มารดาของนางนั้นกำเนิดมาในชนชั้นของขุนนางเป็บุตรสาวภรรยาเอกของเ้ากรมโยธามาก่อน จึงคุ้นชินกับเื่เช่นนี้มาตลอด
ฮูหยินซ่งหัวเราะเบาๆ “ชมจนเกินไปเสียแล้ว หากจะเปรียบกับคุณหนูใหญ่ฟ่านของเ้าข้าก็เกรงว่าบุตรสาวข้าจะหม่นหมองไปถนัดตา”
ฟ่านหนิงเพียงก้มหน้ายกมือตอบรับขอบคุณอย่างมีมารยาทมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ
ถัดมาก็มีฮูหยินหลิวเข้ามาแทรกการสนทนา“วันนี้ผู้คนมากจริงๆ เห็นว่าแม้แต่บุตรชายเ้ากรมโจวก็มาด้วยทั้งยังมีคุณชายจากตระกูลเฉิน ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ”
“เป็เช่นนั้น”ฮูหยินฟ่านพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม“งานบุญครั้งนี้ดีนักที่ทำให้พวกเราได้มารวมตัวกันเช่นนี้”
ระหว่างที่สนทนาสลับไปมาฟ่านหนิงได้ยินแต่เสียงพูดคุยที่ต่างฝ่ายต่างหยอกล้อเอื้อนเอ่ยอย่างมีไมตรีทว่าในใจกลับตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็รู้ดีว่าวันนี้มิอาจหลีกเลี่ยงได้
ไม่นานนักฮูหยินเจิ้งก็ปรากฏตัวจนได้นางสวมอาภรณ์ไหมสีม่วงเข้มประดับปักดอกชิ่งสีทอง ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสง่างามเมื่อสบตาฮูหยินฟ่านทั้งคู่ก็เหมือนรู้จักกันมาเนิ่นนาน “ฮูหยินฟ่าน! บังเอิญนักที่ได้พบกันที่นี่” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยด้วยความสนิทสนม
ฮูหยินฟ่านยกยิ้มกว้าง “ช่างเป็วาสนาแท้ วันนี้มีงานบุญใหญ่ หากได้สวดมนต์เคียงกันก็นับเป็มงคล”
ฮูหยินเจิ้งหัวเราะเบาๆ “ใช่แล้วๆ วาสนามิได้เกิดขึ้นบ่อยครานี้พวกเราต้องใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่า”จากนั้นทั้งสองฮูหยินก็ตรวจสอบบุตรชายบุตรสาวของอีกฝ่ายนั่นนำพาให้ทั้งสองสนทนาอย่างถูกคอ คล้ายว่ายิ่งพูดคุยก็ยิ่งสนิทชิดใจกัน
ฟ่านหนิงที่ยืนอยู่ด้านหลังมารดาแอบถอนหายใจในใจอย่างหนักหน่วงแล้วสายตาของนางเหลือบไปเห็นปลายเท้าของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาชิดมารดามากยิ่งขึ้นเจิ้งเปาหย่ง...มาถึงแล้ว
เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างองอาจผิวขาวสะอาดดังหยกชั้นดี ชุดยาวสีน้ำเงินเข้มประดับลวดลายก้อนเมฆทองสะท้อนแสงแดดยามเช้าเสียงทักทายของเขานุ่มนวลพอให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่น
“คุณหนูใหญ่ฟ่าน”เขาเรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางจึงย่อตัวทำความเคารพแต่ไม่เงยหน้ามองแม้แต่น้อย
หากเป็ชาติที่แล้ว ฟ่านหนิงก็คงมองสำรวจต่อชายหนุ่มตรงหน้าเช่นกันเขาคือคุณชายสายตรงของเ้ากรมการคลัง ผู้มีทั้งฐานะและชาติตระกูลสมบูรณ์แบบ ก็คงเพราะคุณสมบัติเหล่านี้ถ้าคิดจะออกเรือนจริง ไม่มีเหตุใดที่นางจะไม่ยอมรับการหมั้นหมายกับเขาทว่าครานี้ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว นางจะไม่มีวันก้าวลงเหวเดิมซ้ำอีก!
ฮูหยินเจิ้งเหลือบมองบุตรชายพลางยิ้มเจือความภาคภูมิใจ“เปาหย่ง พาน้องสาวไปไหว้พระ้าสิ ให้ได้ซึมซับบรรยากาศสงบๆของวัดบ้าง”
ฮูหยินฟ่านก็หัวเราะอย่างพอใจ “เช่นนั้นก็ดี ขอบคุณคุณชายเจิ้งล่วงหน้า” พลางดันหลังบุตรสาวเบาๆให้ก้าวไปข้างหน้า
ฟ่านหนิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจำต้องขยับตามแรงดัน ม่านผมสีดำยาวปกหน้าก้มต่ำไม่ยอมเงยขึ้นสบตาเจิ้งเปาหย่งสักครั้ง
เจิ้งเปาหย่งหันมามองหญิงสาวในชุดสีส้มด้วยแววตาพึงใจคุณหนูใหญ่แห่งสกุลฟ่าน ขึ้นชื่อมานานว่าโฉมงามติดอันดับของเมืองหลวงยามนี้แม้นางไม่ยอมสบตา แต่ความอ่อนช้อยของบุปผางามก็ปกปิดมิได้ ‘หากได้แต่งกับนางอย่างน้อยก็ถือว่าเป็โชคดีเื่หนึ่งในชีวิต’ เขาคิดในใจ
ทว่าในใจของฟ่านหนิงกลับเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ‘หากเดินเคียงข้างเขาเพียงลำพังบนทางขึ้นวัดข่าวลืออาจแพร่สะพัด แม้จะมิได้ผิดธรรมเนียม แต่ข้าไม่อยากให้ชะตากรรมผูกพันกับเขาอีก’
พร้อมกับที่เสียงระฆังดังขึ้นจากที่ไกลๆอีกครั้งประหนึ่งเตือนใจ นางเดินอย่างจำใจ ในความคิดพลางที่หาหนทางหนีให้รอดจากสถานการณ์นี้โดยเร็วที่สุด
ฟ่านหนิงก้าวตามเจิ้งเปาหย่งขึ้นบันไดหินของวัดต้าฝูเสียงระฆังยามสายดังแว่วอยู่เบื้องบนกลิ่นธูปหอมคละคลุ้งหนาแน่นั้แ่ยังไม่ทันถึงอารามด้านในผู้คนมากมายเบียดเสียดกันเพื่อจุดธูปอธิษฐานเสียงสวดมนต์ดังผสานกับเสียงสนทนาคึกคัก
หญิงสาวก้มหน้าซ่อนสีหน้าที่แท้จริงนางเพียงคิดหาทางเลี่ยงการอยู่สองต่อสองกับเจิ้งเปาหย่งให้ได้ ระหว่างที่ก้าวผ่านจุดที่มีผู้คนแออัดนางก็ยกมือแตะขมับ ทำท่าคล้ายจะเวียนหัว
“คุณหนูใหญ่ฟ่าน?”เจิ้งเปาหย่งเอ่ยด้วยความใรีบก้าวเข้ามาจะประคอง
ฟ่านหนิงส่ายหน้าช้าๆยกมือห้ามเอ่ยเสียงแ่ “กลิ่นธูปแรงนัก ข้ารู้สึกวิงเวียนหากขึ้นต่อไปเกรงว่าจะเป็ลม”
คุณชายหนุ่มขมวดคิ้ว มองนางด้วยแววเป็ห่วงแต่ก็อดผิดหวังไม่ได้“หากเช่นนั้น ข้าพยุงเ้าไปนั่งพักด้านล่างก่อนดีหรือไม่?”
“ไม่รบกวนหรอกเ้าค่ะ”ฟ่านหนิงรีบปฏิเสธพยายามถอยห่างก้าวหนึ่ง “ข้าเดินลงเองได้เพียงขออากาศถ่ายเทสักครู่ก็คงดีขึ้น”
เจิ้งเปาหย่งยังลังเล แต่เพราะผู้คนเบียดเสียดเขาจึงไม่กล้าฝืนมากนักเพียงค้อมศีรษะให้แล้วเดินตามอยู่ด้านหลัง ฟ่านหนิงใช้จังหวะนั้นค่อยๆเดินเลี่ยงลงบันไดอีกด้านที่คนน้อยกว่าอย่างระมัดระวัง
ไม่นานนักนางก็สวนเข้ากับแม่ชีวัยกลางคนที่กำลังหอบหิ้วพานผ้าและกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำชาหน้าตาของอีกฝ่ายเหนื่อยล้า นางจึงพลันเกิดความคิดแผนการที่จะหนีจากคนที่เดินตามมาด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ”ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงนุ่ม “ท่านแม่ชี ข้าวของน่าจะหนักไม่น้อย ให้ข้าช่วยถือของบางส่วนเถิดเ้าค่ะ”
แม่ชีผู้นั้นหันมามองด้วยความแปลกใจแต่เห็นแววตาจริงใจของคุณหนูผู้ดีคนนี้ที่มีแววอ้อนวอนขออย่างจริงใจจึงยื่นของบางส่วนให้นางถือ แล้วเดินนำทางไปยังเรือนพักของแม่ชีหลังเล็กที่อยู่ด้านหลังวัดซึ่งสถานที่แห่งนี้บุรุษไม่อาจจะจะเข้ามาได้ ฟ่านหนิงรีบก้าวตามไปไม่หันหลังไปบอกหรือส่งสัญญาณใดๆให้บุรุษที่พยายามจะตามเข้ามา จนเมื่อคล้อยหลังไม่เห็นเจิ้งเปาหย่งเดินตามมานางก็พ่นลมอย่างเบาใจ
เมื่อเข้าไปด้านในแล้วฟ่านหนิงก็วางพานลงแม่ชีที่ได้รับความช่วยเหลือก็เชื้อเชิญให้นางนั่งพักก่อนจะหยิบถ้วยชาที่จัดไว้ขึ้นรินให้หญิงสาว “พักดื่มชาก่อนเสียแม่นาง”
ฟ่านหนิงก้มมองถ้วยชาในมือแล้วยิ้มออกมา...น่าจะใช้ได้จังหวะที่จะยกดื่มนางแสร้งเผลอทำถ้วยชาหล่น น้ำชาอุ่นๆไหลเปื้อนชุดแพรสีส้มจนเปียกชุ่มเป็ทาง แม้ในความคิดอีกส่วนหนึ่งจะร้องกลับว่า...หรือนี่จะเป็กรรมที่ทำกับถังหลันชิงต้องมาเปียกน้ำชาดูเองเสียบ้าง แต่นางก็จำเป็ต้องทำอยู่ดี
“โอ๊ะ!”นางร้องเบาๆสีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ “ช่างเคราะห์ร้ายจริงชุดนี้เปื้อนเสียแล้ว”
แม่ชีผู้นั้นรีบเข้ามาช่วยเช็ดผ้าอาภรณ์ให้หญิงสาวแต่เมื่อเห็นว่าเปื้อนมากจนไม่อาจซ่อน นางจึงกล่าวด้วยความเมตตา “แม่นางหากไม่รังเกียจนัก ข้ามีชุดถือศีลสะอาดๆ อยู่ชุดหนึ่งแม้ไม่งดงามนักแต่แม่นางสามารถเปลี่ยนชั่วคราวได้”
ฟ่านหนิงทำเป็ลังเลแต่ความจริงถึงอีกฝ่ายไม่เอ่ยนางก็จะขอเองอยู่แล้วเพราะนั้นเป็ส่วนหนึ่งของแผนการจั้กจั่นลอกคราบ นางก็รับไว้แล้วเข้าไปเปลี่ยนเป็ชุดเป็ผ้าหม่นสีเทาเรียบทั้งยังดึงปิ่นปักผมทั้งหมดออกเปลี่ยนมาเก็บในห่อผ้าพร้อมกับเสื้อชุดเก่าอีกด้วยตอนนี้นางจึงไม่เหลือเค้าคุณหนูผู้สูงศักดิ์อีก
ทันทีที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จนางรีบขอบคุณแม่ชีผู้นั้นแล้วลอบออกทางประตูหลังตั้งใจหลบสายตาผู้คนโดยเฉพาะเจิ้งเปาหย่งไปทันที ทว่าเมื่อก้าวพ้นออกมาไม่กี่ก้าวฟ่านหนิงก็รู้สึกเสียวสันหลัง คล้ายมีใครบางคนกำลังจ้องอยู่นางหันไปเพียงแวบเดียวก็เห็นสายตาคมเข้มของเจิ้งเปาหย่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักเขาเหมือนกำลังครุ่นคิด บางทีอาจสงสัยว่าเงาร่างเมื่อครู่ใช่นางหรือไม่
หัวใจฟ่านหนิงเต้นแรง นางรีบเร่งฝีเท้าผ่านไปยังลานด้านหน้าที่ชาวบ้านกำลังมุงดูการเปลี่ยนระฆังใหญ่วัดต้าฝูมีธรรมเนียมเปลี่ยนระฆังใหม่ทุกยี่สิบปี ถือเป็พิธีสำคัญผู้คนหลั่งไหลกันมาช่วยงานบุญและสวดมนต์อำนวยพร
นางอาศัยฝูงชนหนาแน่นเป็เกราะกำบังเดินปะปนระหว่างหญิงชายที่ต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดี ขณะเดียวกันก็แอบเหลียวหลังเห็นเจิ้งเปาหย่งกำลังกวาดตามองหานางอย่างตั้งใจระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
มิได้การ ‘หากเขาจับได้ว่าข้าแกล้งทำเป็ป่วยเพื่อหลีกหนีผลลัพธ์คงยิ่งเลวร้าย’ ขณะที่นางกำลังร้อนรนอยู่นั้น จู่ๆก็มีมือแข็งแรงคู่หนึ่งคว้าชายแขนเสื้อของนางฉุดเบาๆพาร่างเล็กหลบเข้าซอกใกล้เจดีย์เก่า ซึ่งกำลังปิดปรับปรุงมีผ้าแพรสีแดงกั้นไว้ห้ามคนเข้า
ฟ่านหนิงใเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะกลัวจะเป็เจิ้งเปาหย่ง แต่สายตาก็สบเข้ากับชายหนุ่มผู้หนึ่งดวงตาคมกริบ ใบหน้าเรียบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจและความเย็นเยียบเขาสวมชุดผ้าไหมสีดำเข้มปักลายอัสนียืนอยู่อย่างสง่างาม
ฟ่านหนิงเบิกตากว้างคำหนึ่งหลุดจากริมฝีปากโดยไม่ทันยั้ง “ซื่อจื่อ..”
ใช่แล้วจ้าวจวิ้นหยาง! บุรุษที่นางไม่คิดว่าจะได้พบ ณ ที่แห่งนี้
หัวใจของฟ่านหนิงพลันสั่นสะท้านไม่รู้ว่าควรยินดีหรือหวาดหวั่นที่ถูกเขาช่วยให้รอดพ้นจากสายตาของเจิ้งเปาหย่งมาได้อย่างหวุดหวิดเช่นนี้