ตอนที่หนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ด Symbiosis
มารศรีเธอเข้ามาที่นี่ได้เยี่ยงไรกัน?
ทำไมชั้นเข้ามาไม่ได้คะ?ชั้นคือคู่หมั้นของท่านชาย!!!
เสียงจากหน้าจอภาพยนตร์ดังกึกก้อง
ผู้ชมแต่ละคนก็ทานถั่วต้ม มะยมดอง ขนมปังสร้อยคอต่างๆและชมภาพยนตร์ไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน
เจิดนั่งทานน้ำมะนาวกับน้ำอ้อยพักผ่อนร่างกายเตรียมชกกับยอดเพชรตอนเที่ยงคืน
ด้วยความที่เป็นลูกชายกำนันเลยมีการยกเบาะโซฟาอย่างดีมาไว้ให้นั่งแตกต่างจากคนอื่นที่ต้องนั่งกับเสื่อที่เอามาเองจากบ้านหรือกระดาษหนังสือพิมพ์
ในขณะที่เจิดนั่งอยู่ลูกน้องของเขาก็ไม่ได้อยู่ว่าง
ใช้โอกาสนี้ไล่จับพวกผีที่มาดูละครต่างๆให้เข้ามาร่วมกลุ่มกับเขา
ตั้งแต่เจอกับเหตุการณ์ไอ้ฉ่อยท้ายป่าช้า
ทำให้เจิดเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องของการที่เราจะอยู่ร่วมกับผีเปรตและสิ่งเหนือธรรมชาติได้อย่างไร?
จึงคิดทฤษฎี
Symbiosis
การอยู่ร่วมกันแบบให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ว่าคนกับผีไม่มีความจำเป็นต้องล้วงไส้หรือบังคับให้อีกฝ่ายเป็นทาส
พวกเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ
นั่นล่ะคือการทูต
เราต้องอยู่ร่วมกันแบบ
Rule based System
ระบบที่เคารพกฎเกณฑ์
การที่ผีอยู่ร่วมกับหมู่บ้านแบบตามมีตามเกิดนั้นไม่น่าจะมีประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ผีไม่ได้ส่วนบุญตามที่ต้องการ
ส่วนชาวบ้านจับไข้หัวโกร๋น ผมร่วงขวัญเสีย ขวัฐญหนีต้องลำบากทำพิธีเรียกขวัญงานการทำไม่ได้เสียรายได้ไปอีก
ไม่มีประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
เขาจึงหยิบยืมแนวคิดชาวญี่ปุ่นดินแดนอิเซไคองเมียวจิมาใช้
ในเมื่อดินแดนแถบนี้นั้นโหดร้ายป่าเถื่อนดั่งโซมาเลียของโลกเวทมนตร์
เมื่อไม่มีกฎเกณฑ์เราก็ต้องสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมา
เมื่อไม่มีองค์กรควบคุมเราก็สร้างองค์กรควบคุมขึ้นมา
เราต้องมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนี้นั้นแก้ไขได้ประดุจดั่งจิตวิญญาณของคนขาวที่สร้างอารยธรรมขึ้นมาท่ามกลางแดนป่าเถื่อนของพวกล้าหลัง
การตั้งโคโลนี่นั้นคนยุคหลังมองว่าคือความป่าเถื่อนโหดร้ายของคนขาวก็คงจะจริง
แต่ในสายตาของคนขาวมันมองว่าคือการสร้างอารยธรรมขึ้นมาได้บนดินแดนที่ป่าเถื่อนล้าหลัง
ในดินแดนที่ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม
คนขาวก็ยังสร้างหมู่บ้านสัญลักษณ์ของความเจริญขึ้นมาได้คือความโรแมนติกในจิตใจของพวกคนขาวล่าอาณานิคม
“ดาร์ลิงก์คะดิชั้นปลอกส้มให้นะเจ้าคะ อ้าม”
ราตรีนางตะเคียนทองลูกน้องผีสาวของผมก็คอยปลอกส้มคอยรับใช้ผมให้อย่างนี้
ผมไม่เห็นความสำคัญเท่าไรเพราะเรามีมือปลอกกินเองได้
ไม่รู้จะให้คนอื่นปลอกให้ทานไปทำไม