พอคำพูดนี้หลุดออกมา เิซานก็ถึงกับชะงักไป
จากนั้นเขาก็หันไปมองเหล่าศิษย์พันธมิตรโลหิตที่ถือคบไฟอยู่ในหุบเขา
ต่อมา เขาก็เห็นคนผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลเริ่มไอออกมาเบาๆ
ฝ่ายนั้นยังบ่นออกมาสองสามประโยค โทษว่าในป่าลึกยามค่ำคืนหนาวเกินไป ตอนมาก็รีบร้อนเกินไปจนไม่ได้สวมเสื้อผ้าเพิ่มอีกสักสองตัว...
ทว่าในไม่ช้า ผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงก็เริ่มทยอยไอตามกันไปทีละคนสองคน ในตอนแรกทุกคนต่างไม่ใส่ใจ คิดเพียงว่าเป็อาการหวัดธรรมดา
แต่เมื่อมีคนจู่ๆ ก็กระอักเืออกมา ผิวพรรณทั่วร่างคันยุบยิบจนยากจะทานทน กระทั่งเริ่มลุกลามจนเน่าเปื่อยเป็หนอง ทุกคนถึงได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา
“แย่แล้ว ในหุบเขานี้ถูกวางพิษชั่วร้าย เร็วเข้า รีบถอยออกไป!”
ชายวัยกลางคนชุดดำคำรามเสียงต่ำ รีบกลั้นหายใจโคจรลมปราณแท้ รวบรวมพลังฝ่ามือหมายจะซัดให้พิษในหุบเขาจางหายไป
ทว่าเห็นได้ชัดว่าตอนนี้สายเกินไปเสียแล้ว เหล่าศิษย์ในพันธมิตรโดยรอบได้รับพิษเข้าไปลึกมาก แม้จะได้ยินคำสั่งและ้าจะหนีออกจากหุบเขา แต่ก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป
อาการคันที่ไม่อาจยับยั้งได้ ประกอบกับความเ็ปเจียนตายจากการที่เนื้อหนังค่อยๆ เน่าเปื่อย ทำให้พวกเขาไม่กะจิตกะใจจะหลบหนีอีกต่อไป
แต่ละคนต่างยื่นมือออกไปเกาตามร่างกายของตนเองอย่างบ้าคลั่ง แม้ิับนใบหน้าและร่างกายจะถูกขูดออกเป็แถบๆ กระทั่งเนื้อสดๆ สีแดงฉานถูกจิกทึ้งออกมา พวกเขาก็ยังไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
ชั่วพริบตา ทั่วทั้งหุบเขาก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมสลับกันไปมา ทุกคนต่างลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายบนพื้น เืท่วมกาย ราวกับเป็นรกบนดินก็มิปาน
ชายวัยกลางคนในชุดดำเมื่อเห็นภาพนี้ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความเ็ปรวดร้าว เขาสบตากับผู้าุโอีกสองคน แล้วรีบถอยร่นออกไปนอกหุบเขาทันที
ในขณะนั้น หญิงสาวสวมหน้ากากนางนั้นก็ได้ลุกขึ้นยืนจากโขดหินสีเขียว
นางมองไปรอบๆ หุบเขาถึงสภาพที่เป็อยู่ในตอนนี้ ดวงตาเผยให้เห็นรอยยิ้มแห่งความรื่นรมย์อย่างไม่ปิดบัง
“คิดว่าหนีออกจากหุบเขาแล้วจะมีประโยชน์หรือ? ในรัศมีสามลี้ข้าได้วาง ‘ผงพิษลั่วหยาน’ ที่ไร้สีไร้กลิ่นเอาไว้หมดแล้ว แม้แต่นกป่าที่บินผ่านบนฟ้ายังต้องพิษจนตาย พวกเ้าคิดว่าจะหนีพ้นงั้นหรือ?”
นางยกมือขึ้นคว้า หมอกควันสีเขียวดำที่วนเวียนอยู่รอบกายทั้งสี่คนในระยะสามเซี่ยะ ก็เริ่มควบรวมกันเป็เส้นสายประดุจแม่น้ำร้อยสายไหลสู่ทะเล มุ่งตรงมายังใจกลางฝ่ามือของนาง
เพียงไม่กี่ลมหายใจ มันก็ถูกนางหลอมรวมเข้ากับลมปราณแท้ และดูดซับเข้าสู่ร่างกายจนหมดสิ้น
เิซานกับพวกอีกสามวันที่ยืนอยู่ข้างกายหญิงสาวต่างก็นิ่งเงียบ ดูเหมือนจะไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรเลย และไม่กล้าแม้แต่จะมองดูสภาพอันน่าเวทนาของเหล่าศิษย์พันธมิตรโลหิตโดยรอบ
ราวกับเกรงว่าหากพูดผิดไปแม้เพียงคำเดียว จะทำให้หญิงสาวสวมหน้ากากตรงหน้าไม่พอใจ จนถูกสังหารด้วยพิษอย่างเงียบเชียบ และต้องมีจุดจบเช่นเดียวกับศิษย์พันธมิตรโลหิตเหล่านี้
“พวกเ้าอยู่ที่นี่ สามคนนั้นโดนพิษเข้าไปหนีไปได้ไม่ไกลหรอก ข้าจะไปจัดการพวกมันก่อน!”
หญิงสาวสวมหน้ากากกวาดสายตามองทั้งสามคนอย่างมีความหมายลึกซึ้ง จากนั้นก็พุ่งทะยานไล่ตามทิศทางที่ชายวัยกลางคนชุดดำล่าถอยไป แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยเจตนาฆ่าอันหนาวเหน็บ
“ขอเพียงสังหารปรมาจารย์วิถียุทธ์ทั้งสามคนนี้ได้ ‘วิชากรงเล็บพิษลักษณ์โลหิต’ ของข้าก็จะรุดหน้าไปได้อีกขั้น”
……
ในขณะเดียวกัน ที่ด้านนอกหุบเขา อวี๋ฉางลู่ที่แอบอยู่หลังโขดหินก็หนีไม่พ้น ต้องพิษผงพิษลั่วหยานเข้าไปเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เขาและชางอิ๋นเยว่ต่างก็ลอบสังเกตการณ์สถานการณ์ในหุบเขาอยู่เงียบๆ เดิมทีเขายังคิดหาโอกาสขอความช่วยเหลือจากคนของพันธมิตรโลหิต
แต่คิดไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน จะได้เห็นสภาพอันน่าสยดสยองของเหล่าศิษย์พันธมิตรโลหิตที่ต้องพิษกับตาตนเอง
ในขณะที่เขากำลังตื่นตระหนกและนึกดีใจอยู่ในใจที่ตนเองไม่ได้รีบร้อนออกไปขอความช่วยเหลือ ทว่าต่อมาเขากลับพบว่าตนเองก็ต้องพิษเข้าให้แล้ว และกำลังเดินตามรอยเท้าของพวกนั้นไป
ยามนี้ อวี๋ฉางลู่เกาใบหน้าของตนเองจนดูไม่ได้ อาการคันและเ็ปที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูกทำให้เขาลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายบนพื้นไม่หยุด
“ช่วย... ช่วยข้าด้วย!”
ทันใดนั้น เมื่อเขาเห็นหลี่มู่เซิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็เหมือนเจอขอนไม้ช่วยชีวิต รีบยื่นมือออกไปขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอย่างยากลำบาก
“ขออภัยด้วย เื่พิษพวกนี้ ข้าไม่ถนัดจริงๆ”
หลี่มู่เซิงผายมือออก แสดงท่าทางว่าตนก็ไร้หนทางช่วย
ชางอิ๋นเยว่ที่อยู่ด้านข้างหยิบขวดกระเบื้องออกมาจากอกเสื้อ เทเม็ดโอสถถอนพิษออกมาหนึ่งเม็ดแล้วกลืนลงไป
นางมองสำรวจหลี่มู่เซิงอย่างจริงจังครู่หนึ่ง โดยไม่คิดจะเสียสละโอสถถอนพิษให้อีกฝ่าย นางเก็บขวดกระเบื้องกลับเข้าอกเสื้อไปทันที
ส่วนอวี๋ฉางลู่นั้น นางไม่ได้ปรายตามองเลยแม้แต่น้อย ไม่มีเจตนาจะช่วยอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว
จากนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็นั่งขัดสมาธิลงบนพื้น โคจรลมปราณแท้ในร่างกายเพื่อใช้ฤทธิ์ยาขับพิษออกจากร่าง
“ทำไมเ้าถึงไม่ติดพิษ?”
ชางอิ๋นเยว่ถามขึ้นมาทันควันโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ในวรยุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นเอง มีวิชาหนึ่งเรียกว่ากายาทองคำไม่ดับสูญ แม้ข้าจะไม่รู้เื่พิษ แต่ถ้าฝึกวิชานั้นสำเร็จจะทำให้ข้าต้านทานพิษได้ทุกชนิด”
หลี่มู่เซิงอธิบายอย่างส่งๆ พลางย่อตัวลง สายตาจดจ้องไปที่ม้าล่อสองตัวที่จู่ๆ ก็ล้มลงน้ำลายฟูมปาก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่เพียงแต่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
ตอนนั้นเอง หลี่มู่เซิงจ้องมองม้าล่อที่ต้องพิษอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้ากล่าวว่า
“ม้านี่ตายไม่ได้นะ หนทางข้างหน้ายังอีกไกลนัก ข้าไม่อยากเดินด้วยขาสองข้างไปจนถึงเมืองซ่างหยางหรอก”
จากนั้น เขาก็ยื่นมือไปััหลังม้าแล้วตบเบาๆ
เพียงชั่วพริบตา ม้าล่อที่เดิมทีน้ำลายฟูมปากและสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ก็พลันสะดุ้งสุดตัวและลุกขึ้นยืนอย่างกระปรี้กระเปร่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จากนั้น หลี่มู่เซิงก็ทำแบบเดียวกัน ช่วยชีวิตม้าของชางอิ๋นเยว่ให้ฟื้นขึ้นมาด้วย
อวี๋ฉางลู่ที่ปวดร้าวเจียนตายอยู่ข้างๆ เมื่อเหลือบมาเห็นภาพนี้เข้า ลูกตาก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้า
เมื่อครู่นี้เขาอ้อนวอนขอชีวิตจากหลี่มู่เซิง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าไม่ถนัด และแสดงท่าทางว่าช่วยไม่ได้
เขาคิดว่าเป็ความจริงจึงเชื่อไปเช่นนั้น ได้แต่โทษว่าเป็คราวเคราะห์ของตนเอง
แต่ผลลัพธ์คือพอหันมาอีกที ม้าล่อที่ราคาไม่กี่อัฐซึ่งกำลังจะตายเพราะพิษ หลี่มู่เซิงกลับลงมือทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงไม่กี่ทีก็ช่วยให้มันฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้
การปฏิบัติที่เขาได้รับกับม้าล่อนั้นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
แต่ม้าล่อบรรทุกของตัวหนึ่งจะราคาสักกี่เชียนเชียว กลายเป็ว่าชีวิตของเขามีค่าไม่เท่าม้าตัวหนึ่งเสียอีก
“ช่วย... ช่วยข้าด้วย...”
อวี๋ฉางลู่รีบอดทนต่อความเ็ปตามร่างกาย ตะเกียกตะกายคลานไปหาหลี่มู่เซิงอย่างยากลำบาก
ในสายตาของเขา ขนาดม้าหลี่มู่เซิงยังช่วยให้ฟื้นได้ การจะช่วยเขาย่อมไม่ใช่เื่ยากแน่นอน
ในเวลาเดียวกัน ชางอิ๋นเยว่เบิกตากลมโตจ้องมองหลี่มู่เซิงเขม็ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ นางย่อมเห็นมันเช่นกัน
นางไม่รู้ว่าหลี่มู่เซิงทำเช่นนั้นได้อย่างไร แต่นางรู้ดีว่าการจะช่วยชีวิตม้าล่อตัวหนึ่งในเวลาอันสั้นเช่นนี้โดยไม่ใช้ยาถอนพิษ นอกจากจะต้องใช้ลมปราณแท้อันมหาศาลเพื่อขับพิษออกจากร่างม้าแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก
ทว่า เมื่อครู่นี้นางกลับััไม่ได้ถึงความเคลื่อนไหวของลมปราณแท้ใดๆ จากตัวหลี่มู่เซิงเลย
“เขาทำมันได้อย่างไรกันแน่?”
ชางอิ๋นเยว่คิดไม่ตก เื่ที่หลี่มู่เซิงอ้างว่าตนเองคิดค้นวรยุทธ์ขึ้นมาเองนั้น นางก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก
ได้แต่รู้สึกว่าคนผู้นี้มีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ และความลับนี้ต้องเกี่ยวข้องกับวาสนาของเขาอย่างแน่นอน
ในตอนนั้น เมื่อนางเห็นหลี่มู่เซิงเดินเข้าไปหาอวี๋ฉางลู่ จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจแล้วเอ่ยว่า
“เ้าไม่ต้องช่วยเขาหรอก คนผู้นี้ทำชั่วไว้สารพัดในพันธมิตรโลหิต ความตายของเขานับว่าสมควรแล้ว”