เมื่อราตรีพ้นผ่าน รุ่งอรุณมาเยือน
ข่าวหนึ่งแพร่สะพัดไปตามตรอกซอกซอยในเมืองไฉ่หงเหมือนไฟลามทุ่ง กล่าวกันว่าศิษย์ไร้ค่าแห่งสำนักอิงเยี่ยนหนีหายไร้ร่องรอย เขาเซินซือในเวลานี้วุ่นวายนัก ด้วยศิษย์ในสำนักต่างพากันออกตามหาคนกันั้แ่แสงแรกของวันยังไม่โผล่พ้น
หากกล่าวถึงสำนักอันดับหนึ่งในยุทธภพย่อมต้องนึกถึงสำนักอิงเยี่ยน ศิษย์ในสำนักล้วนเป็ผู้มีฝีมือสูงส่ง กระทั่งเมื่อสี่ปีก่อน ในยามที่สำนักเปิดรับศิษย์ใหม่เข้าสำนัก ในกลุ่มคนที่ผ่านการคัดเลือกมีวาสนาได้ขึ้นไปบนเขาเซินซือมีคนอยู่ผู้หนึ่งเป็ที่กล่าวถึงอย่างโจษจัน ทว่าไม่ใช่ความสามารถที่ถูกกล่าวขาน หากแต่เป็รูปโฉมงดงามเหนือสามัญที่ชวนให้ผู้คนตื่นตะลึงโดยแท้ เล่าลือกันว่าเพียงนางแย้มยิ้ม คู่ต่อสู้ก็ถูก่ชิงความรู้สึกนึกคิดไปจนสิ้น รู้ตัวอีกทีก็หล่นออกจากแท่นประลองไปแล้ว ด้วยเหตุนั้นนางจึงชนะการประลองเข้าไปเป็ศิษย์สำนักอิงเยี่ยนโดยที่ยังไม่ได้ใช้แม้กระทั่งกระบวนท่าเดียว
แรกเริ่มผู้คนต่างคาดหวัง สตรีงดงามย่อมต้องเกิดมาพร้อมความสามารถอันสูงส่งเป็แน่ ยิ่งได้เป็ศิษย์สำนักอิงเยี่ยนด้วยแล้ว อย่างไรอนาคตย่อมรุ่งโรจน์!
ทว่านานวันเข้าผู้คนก็เริ่มทอดถอนใจด้วยความเสียดาย จากความเสียดายแปรเปลี่ยนเป็หยามเหยียด คนผู้นี้แม้งามล้ำปานเทพธิดา แต่กลับไร้ความสามารถอย่างแท้จริง นางอยู่ในสำนักมาสี่ปี กระทั่งผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ์ยังเป็ไม่ได้ ศิษย์ที่เข้าสำนักพร้อมนางล้วนไปไกลแล้ว แต่นางยังคงเป็ย่ำอยู่ที่ระดับรากหญ้าไม่มีท่าทีจะขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย อุตส่าห์มีวาสนาได้เป็ศิษย์ของสำนักอันดับหนึ่ง แต่กลับเทียบศิษย์ที่ฝีมือไม่เอาไหนที่สุดของสำนักระดับล่างไม่ได้เเสียด้วยซ้ำ ช่างชวนให้ผู้คนขบขันโดยแท้
มีศิษย์เช่นนางมีแต่จะทำให้ชื่อเสียงสำนักด่างพร้อย นางหนีไปก็ดีแล้ว ไม่รู้ว่าเหตุใดต้องออกตามหาให้วุ่นวาย
ในขณะที่ศิษย์ในสำนักอิงเยี่ยนกำลังหัวหมุนกับการตามหาคน ทั้งสอบถามชาวเมือง ทั้งค้นหาบริเวณโดยรอบเขาเซินซือ ในป่าโลหิตที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเขาเซินซือก็ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งเดินอยู่อย่างเชื่องช้า ใบหน้าซีดขาวมองไปรอบ ๆ คล้ายกำลังมองหาบางอย่าง ไม่นานแววตาชืดชาก็มีประกายความยินดีพาดผ่าน ร่างที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมขนสัตว์ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ของล้ำค่าควรเมืองมุ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
ท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นเบียดเบียนกันจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากต้นไม้ใบหญ้า ภายใต้ความรกชัฏนั้นมีถ้ำขนาดเล็กซ่อนอยู่ หากมองผ่าน ๆ คงยากจะมองเห็น หากมองให้ดีเสียหน่อยก็ต้องเพ่งมองอีกหลายรอบจึงจะมองเห็น ทว่าสตรีท่าทางอ่อนแอผู้หนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้งกลับมองเห็นั้แ่คราแรกที่กวาดสายตาผ่าน
“ที่นี่ดียิ่งนัก”
ฉิงเฟิ่งเดินสำรวจภายในถ้ำอย่างพึงพอใจ ภายในถ้ำลึกพอที่จะใช้เป็ที่กำบังลมฝน เพียงพอให้นางใช้เป็ที่ซุกหัวนอนไปก่อนชั่วคราว และยังเหมาะยิ่งที่จะหลบซ่อนตัวที่นี่
ถึงอย่างไรคงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสวะไร้ค่าที่ไม่มีปัญญาแม้กระทั่งฆ่าสัตว์อสูรระดับต่ำสุดจะหลบหนีเข้ามาอยู่ในป่าโลหิต ป่าที่ไม่ต่างอันใดกับสุสานกระดูกของผู้ฝึกตน
ฉิงเฟิ่งยิ้มหยัน
คนเ่าั้ล้วนมีดวงตาสุนัขมองคนต่ำ เกรงว่านางออกจากป่าโลหิตไปไกลแล้วก็คงไม่รู้ว่านางซ่อนตัวอยู่ที่นี่
มือขาวดุจหยกมันแพะวางลงบนหน้าท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยจนแทบดูไม่ออก ั์ตาแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็อ่อนโยน
“เด็กดีเ้าอย่าห่วงเลย แม่จะรีบหาเงินซื้อของอร่อย ๆ ให้เ้ากิน พาเ้าไปอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้ ดีหรือไม่”
เวลานี้นางไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว จะคิดอ่านการใดก็ต้องคิดเผื่อไปถึงเ้าก้อนแป้งในท้องด้วย ไม่อาจเสียเวลาอยู่กับความเศร้าโศก และยิ่งไม่อาจปล่อยให้ตนเองจมอยู่กับความความผิดหวังที่บุรุษผู้นั้นมอบให้
นางต้องก้าวต่อไป
ต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้
หลายปีที่ผ่านมานางได้เปิดหูเปิดตามามากพอแล้ว บนโลกใบนี้ผู้แข็งแกร่งเหยียบย่ำผู้อ่อนแอ ผู้อ่อนแอเหยียบย่ำผู้อ่อนแอกว่าเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้น นางไม่้าให้ลูกต้องมาเผชิญชะตากรรมเหมือนนาง อย่างน้อย ๆ ก่อนที่ลูกนกตัวน้อยจะสามารถกางปีกโผบินด้วยตัวเอง แม่นกเช่นนางก็ควรที่จะกางปีกปกป้องลูกของตนจากภยันตรายได้ ฉะนั้นต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ลำบากอีกกี่เท่าพันทวี นางก็จะเป็มารดาผู้แข็งแกร่งให้จงได้!
เริ่มจาก…
…เริ่มจากหาเงินก่อนแล้วกัน มีเงินแล้ว อย่างอื่นก็ตามมาเอง ส่วนวิธีการหาเงินนางไม่กังวลนัก ยืนอยู่กลางขุมทรัพย์เช่นนี้มีสิ่งใดให้กังวลกันเล่า เหล่าผู้ฝึกตนที่ทอดตัวเป็กระดูกขาวโพลนอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่เพราะหวังในขุมทรัพย์นี้หรอกหรือ
สมุนไพรล้ำค่าที่หากอยากได้ก็ต้องต่อสู้แย่งชิงกับสัตว์อสูร ยิ่งสมุนไพรล้ำค่าเพียงใด สัตว์อสูรที่เฝ้าปกปักก็ยิ่งเป็สัตว์อสูรระดับสูง ยากที่จะต่อกร
เคราะห์ดีที่นางไม่จำเป็ต้องออกแรงแม้เพียงกระผีกเดียวก็สามารถสมุนไพรเหล่านั่นได้อย่างง่ายดาย พลังยุทธ์ของนางอาจจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทว่านางมีบางสิ่งที่ผู้อื่นไม่มี บางสิ่งที่ทำให้นางเดินเอ้อระเหยในป่าโลหิตได้โดยที่ไม่มีสัตว์อสูรเข้ามาเฉียดใกล้แม้แต่ตัวเดียว
บางสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและอ้างว้างในคราเดียวกัน
หลังจากเดินหาสมุนไพรที่อยู่ไม่ไกลจากถ้ำได้ไม่นานก็ต้องพบกับความผิดหวัง ส่วนใหญ่เป็เพียงสมุนไพรดาษดื่นที่ไม่จำเป็ต้องเข้าไปในป่าชั้นในก็หาพบ หากนำไปขายก็ได้เงินไม่เท่าไหร่
น่าแปลก นางเข้ามาในเขตป่าชั้นในแล้ว เดิมทีควรจะเจอสมุนไพรล้ำค่ามากมายถึงจะถูก แต่กลับไม่เจออะไรเลย ขบคิดดูแล้วมีความเป็ไปไปได้อยู่สามทาง หนึ่งมีผู้มีฝีมือสูงส่งเก็บไปหมดแล้ว สองคือบริเวณนี้ไม่มีสมุนไพรระดับสูงอยู่เลยจริง ๆ และความเป็ไปได้สุดท้าย…
ถูกบางอย่างกินหมดแล้ว
ทว่าไม่ว่าจะเป็ทางไหนนางก็ไม่อยากคิดหาคำตอบให้ปวดหัว ในเมื่อแถบนี้ไม่มี วันพรุ่งก็เดินให้ไกลขึ้นอีกหน่อยก็พอ หากยังไม่พบก็เดินให้ไกลขึ้นอีก ป่าโลหิตกว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ คงไม่ขาดแคลนสมุนไพรกระมัง
ฉิงเฟิ่งเดินกลับมาที่ถ้ำ นำฟืนที่เก็บมาด้วยไปก่อกองไฟ อาหารเย็นเป็ผลไม้ป่าสองสามลูกกับหมั่นโถวที่นางหยิบฉวยมาจากครัวสี่ห้าลูก เพียงพอให้นางกินประทังชีวิตได้ราว ๆ สามวัน ถึงตอนนั้นนางคงเก็บสมุนไพรได้มากพอแล้ว
เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มหนักอึ้ง ก่อนหน้านางเร่งเดินทางไม่ยอมหยุดพัก เวลานี้จึงเริ่มรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาอยู่บ้าง ฝืนทนอยู่ครู่หนึ่งลมหายใจของฉิงเฟิ่งก็ราบเรียบสม่ำเสมอ
ในความมืดมิดที่ประกายจากกองไฟสาดไปไม่ถึงพลันปรากฏดวงตากลมโตวาววับคู่หนึ่ง เฝ้ามองมนุษย์ผู้ตกอยู่ในห้วงนิทราตาไม่กะพริบ
ฉิงเฟิ่งกำลังฝัน
ในความฝันนางยืนอยู่ในมุมหนึ่ง หลบหลีกจากสายตาของผู้อื่น ปลายทางสายตาเป็บุรุษผู้หนึ่ง ชุดสีขาวที่สวมใส่ส่งให้ชายผู้นั้นดูราวกับเทพเซียนที่ลงมาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์
เฉินซือหยางก็เป็เช่นนั้นเสมอ…
สูงส่งดุจโลกีย์ไม่อาจแปดเปื้อน สง่างามดั่งรูปสลัก
นางขยับก้าวออกไปข้างหน้า เดินผ่านผู้คนมากมายไปหาเขา ทว่าเขากลับคล้ายจะไกลออกไปอยู่เรื่อย ยิ่งวิ่งตามก็ยิ่งรู้สึกว่าระหว่างเราถูกขวางกั้นด้วยระยะทางพันลี้
“ซือหยาง!” นางะโออกไปอย่างสิ้นหวัง
เฉินซือหยางหันกลับมา ใบหน้าดังรูปสสลักมองมาที่นางอย่างเ็า คลื่นความเกลียดชังสาดซัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“เ้าถึงกับใช้วิธีการต่ำช้า ใช้พิษเจ็ดราตรีกับข้า!”
“ไม่จริง” แม้ตัวตายนางก็ไม่มีวันกระทำเื่โสมมเช่นนั้น “ซือหยาง ข้าไม่มีวันทำเื่เช่นนั้น ข้าไม่ได้ทำ…”
“ข้าไม่ได้ทำ!”
ดวงตาดอกท้อลืมขึ้นกะทันหัน หยาดน้ำใสหยดหนึ่งร่วงหล่น เนิ่นนานกว่าที่ลมหายใจพลุ่งพล่านจะกลับมาเป็ปกติ ความรู้สึกโกรธเกรี้ยว ไม่ยินยอมและเ็ปยังคงสลักลึกในความรู้สึก
ชีวิตนี้มีความผิดมากมายเหลือเกินที่นางต้องแบกรับ ความผิดเ่าั้นางล้วนไม่ได้ก่อ ทว่านางกลับต้องแบกรับมันไว้อย่างอยุติธรรม
หึ…
น้ำหนักของนางในใจคนผู้นั้นช่างเบาบางเสียจริง ผู้คนกล่าวว่านางวางยาพิษเขาก็เชื่อ ผู้คนกล่าวว่านางลักลอบมีใจปฏิพัทธ์กับสารเลวตระกูลซ่งเขาก็เชื่อ ขอเพียงเป็นางที่ผิดเขาล้วนเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา
ที่แท้ศิษย์เอกแห่งสำนักอิงเยี่ยนก็โง่งมถึงเพียงนี้
น่าเสียดายที่นางรู้ช้าไป ไม่เช่นนั้นความรู้สึกสักเสี้ยวนางก็ไม่มีวันมอบให้เขา
“อึก..”
ฉิงเฟิ่งชะงัก หันขวับไปในทิศทางที่มีเสียงประหลาดแว่วมา ประสาททั้งหมดตื่นตัวอย่างระแวดระวัง ในระยะทางสิบลี้รอบตัวนางไม่น่ามีสัตว์อสูรหลงเหลืออยู่ในอาณาบริเวณแล้ว
หรือว่าจะเป็คน?
นางคว้าฟืนที่ยังติดไฟท่อนหนึ่งขึ้นมา
“ผู้มาเป็ใคร แสดงตัว!”
ทั่วบริเวณยังคงเงียบงัน ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวเหมือนก่อนหน้าเป็นางที่หูแว่วไปเอง ฉิงเฟิ่งขยับเข้าไปใกล้ก้อนหินที่วางเรียงสลับซ้อนกันในส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำ เมื่อตอนกลางวันนางมั่นใจว่าตนสำรวจละเอียดดีแล้ว ในถ้ำนี้นอกจากนางก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก ยกเว้นแต่ว่าจะเข้ามาใน่ที่นางออกไปหาสมุนไพร
ไม่ถูก
ตอนกลับมานางรอบคอบพอที่จะตรวจตราอย่างละเอียดอีกรอบ ทุกอย่างปกติดี
ท่อนฟืนในมือถูกยื่นออกไป แสงสีส้มสาดตกกระทบลงบนผิวกายสีชมพูแลดูนุ่มลื่นของอะไรบางอย่าง เ้าสิ่งนั้นนอนนิ่งอยู่หลังก้อนหิน ดวงตากลมโตสุกใสเหมือนดวงตาสุนัขแรกคลอดจ้องเขม็งมาที่นาง
นี่…
เหตุใดจึงมีลูกหมูอยู่ตรงนี้ได้?
_______________
น้องงงงงงงงงง เจอลูกหมูแล้วหนึ่ง 5555555