บทที่ 8 การจัดกระดูกคอเข้าที่ (2)
ก่อนที่หมอเฉินจะทันได้เอ่ยปาก เริ่นไห่เฉียงก็คว้าฟิล์มเอกซเรย์จากมือของเขาขึ้นมาชูดูภายใต้แสงไฟ
ถึงแม้โรงพยาบาลเจียงจงจะหยั่งรากลึกในวิถีแพทย์แผนจีนโบราณ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ อุปกรณ์ตรวจวัดพื้นฐานอย่างการตรวจเื เครื่องซีทีสแกน หรือเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ล้วนถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเป็เครื่องมือสนับสนุนให้เหล่าแพทย์แผนจีนวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
โลกของแพทย์แผนจีนไม่ใช่กลุ่มคนที่ดื้อรั้นอยู่ในกรอบเดิม ๆ เพราะการก้าวเดินไปพร้อมกับยุคสมัยเท่านั้นที่จะช่วยให้ศาสตร์แขนงนี้ไม่ถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการถ่ายภาพซีทีสแกน ซึ่งกลายเป็อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับแผนกศัลยกรรมกระดูกและเนื้อเยื่อาเ็ แม้การรักษาด้วยการจัดกระดูกของแพทย์แผนจีนจะเน้นที่ััจากปลายนิ้วและประสบการณ์ส่วนตน แต่การมีฟิล์มเอกซเรย์ไว้คอยอ้างอิงย่อมช่วยลดความเสี่ยงและความผิดพลาดได้อย่างมหาศาล เพราะไม่ว่าจะเป็เครื่องจักรหรืุ์ ต่างก็มี่เวลาที่อาจเกิดความพลั้งเผลอได้ด้วยกันทั้งสิ้น
เริ่นไห่เฉียงจบการศึกษาในสายการแพทย์โดยตรง แม้ฝีมือใน่ปีหลัง ๆ จะดูแ่ลงไปบ้างตามภาระงานบริหาร แต่ทักษะการอ่านฟิล์มของเขายังคงเฉียบคม เพียงปราดเดียวเขาก็เห็นจุดปัญหาที่ฟางหานพูดถึงได้อย่างชัดเจน นั่นคือช่องว่างที่เสียสมดุลระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่หนึ่งและชิ้นที่สองของผู้ป่วย
ฟางหานซึ่งยืนเคียงข้างเริ่นไห่เฉียงจ้องมองฟิล์มนั้นเช่นกัน ทันทีที่เห็นพยาธิสภาพของโรคอย่างถนัดตา เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหมอเฉินด้วยความชื่นชม
'หมอคนนี้... ฝีมือไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ'
เหตุที่ฟางหานคิดเช่นนั้น เพราะจุดเกิดโรคอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่หนึ่งและชิ้นที่สอง ซึ่งตั้งอยู่ส่วนบนสุดของแนวกระดูกสันหลัง ตำแหน่งนี้ยากต่อการบันทึกภาพด้วยวิธีปกติให้เห็นชัดเจน แต่ฟิล์มใบนี้กลับแสดงความผิดปกติออกมาได้อย่างปรุโปร่ง
นี่คือเทคนิคการถ่ายฟิล์มแบบอ้าปาก (Open-mouth view) โดยให้ผู้ป่วยอ้าปากค้างไว้แล้วถ่ายภาพจากด้านหน้า ซึ่งหมายความว่าหมอเฉินต้องวินิจฉัยจนคาดการณ์ตำแหน่งของโรคได้ั้แ่แรก จึงจงใจสั่งให้ถ่ายภาพด้วยท่าทางพิเศษเช่นนี้
การถ่ายภาพขณะอ้าปากจะช่วยหลบเลี่ยงไม่ให้ฟันและกระดูกขากรรไกรล่างบดบังตำแหน่งสำคัญ หากไม่ใช่หมอที่มีประสบการณ์และการวิเคราะห์อย่างมีหลักการ ย่อมไม่มีทางสั่งถ่ายภาพในลักษณะนี้ออกมาได้อย่างแน่นอน
ฟิล์มใบนี้จึงเปรียบเสมือนกุญแจที่ใช้ยืนยันสมมติฐานที่หมอเฉินวางไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
ขณะที่ฟางหานกำลังพิจารณา นักศึกษาฝึกงานคนอื่น ๆ ก็เริ่มขยับเข้ามาเบียดเสียด ชะเง้อคอพยายามมองสิ่งที่อยู่ในฟิล์มใบนั้น
“มันคือปัญหาที่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอจริง ๆ เหรอ?” เริ่นไห่เฉียงลดฟิล์มลงพลางพึมพำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ฟางหานเพิ่งเดินตามเขามาที่นี่ ย่อมไม่มีทางเห็นข้อมูลผู้ป่วยมาก่อน แสดงว่าบทวิเคราะห์ที่แม่นยำทั้งหมดนั้น มาจากการสังเกตด้วยตาเปล่าในเวลาเพียงไม่กี่นาทีอย่างนั้นเหรอ?
เมื่อหันกลับไปพบกับกลุ่มนักศึกษาฝึกงานที่ยืนล้อมอยู่ เริ่นไห่เฉียงจึงลองหยั่งเชิงถามด้วยรอยยิ้ม “มีใครมองเห็นความผิดปกติในฟิล์มนี้บ้างไหม?”
เหล่านักศึกษาต่างพากันทำหน้าเจื่อน กระอักกระอ่วนใจ เพราะในสายตาของพวกเขา ฟิล์มนี้ก็ดูเหมือนกระดูกปกติทั่วไป อีกทั้งวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เน้นการสอนอ่านฟิล์มเอกซเรย์ซึ่งเป็ศาสตร์ของตะวันตกมากนัก
ฟางหานจึงเอ่ยอธิบายเสริม “ในสภาวะที่ร่างกายปกติ ช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่หนึ่งและสองควรจะมีความสมมาตรเท่ากันทั้งสองด้าน แต่ในฟิล์มนี้ ด้านหนึ่งกลับมีช่องว่างกว้างกว่าปกติ ในขณะที่อีกด้านแทบจะประกบติดกันเป็จุดเดียว หากพิจารณาให้ดีจะเห็นรอยหมุนในแนวระนาบ ซึ่งยืนยันได้ว่าข้อต่อเกิดการเคลื่อนที่จนผิดรูปไปครับ”
เริ่นไห่เฉียงพยักหน้าตามด้วยความพอใจ หลังจากที่ได้เห็นความสามารถของฟางหานมาก่อนหน้านี้ เื่แค่นี้จึงไม่ทำให้เขาประหลาดใจอีกต่อไป
[ได้รับแต้มความชอบ +20]
ในตอนนี้นับว่าฟางหานได้รับแต้มความชอบสะสมมามากกว่า 70 แต้มแล้ว การตัดสินใจทุ่มสุดตัวแลกทักษะการมองตรวจโรคขั้นสูงชั่วคราวมานั้น นับว่าเป็การลงทุนที่คุ้มค่าเกินบรรยาย
ั้แ่ได้รับระบบมา ฟางหานยังไม่เคยลองใช้ทักษะขั้นต้นเลย แต่จากการใช้งานที่ผ่านมา เขาพอจะประเมินความแตกต่างระหว่างขั้นกลางและขั้นสูงได้คร่าว ๆ
ทักษะขั้นกลางนั้น น่าจะเทียบเท่ากับความเชี่ยวชาญของรองหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เหมือนเมื่อวานที่เขาใช้การมองกับกัวเหวินยวนเพื่อวิเคราะห์เวชระเบียน ขอเพียงเป็แพทย์ระดับรองหัวหน้าแผนกที่เปี่ยมด้วยความรู้จริง ก็ย่อมสามารถวิเคราะห์ผลออกมาได้ในระดับเดียวกัน
นอกจากนี้ การที่เขาพูดจาเจาะจงและแม่นยำในตอนนั้น เป็ผลมาจากการที่เขาเลือกแลกทักษะเฉพาะทางอย่าง 'การวิเคราะห์เวชระเบียนขั้นกลางชั่วคราว' ซึ่งเป็การเจาะลึกข้อมูลในเอกสารโดยเฉพาะ
ส่วนทักษะขั้นสูงที่เขาใช้อยู่ตอนนี้ กลับอยู่เหนือกว่าขอบเขตของหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปแล้ว มันก้ำกึ่งอยู่ระหว่างระดับปรมาจารย์ทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หากประเมินตามเกณฑ์นี้ ทักษะขั้นปรมาจารย์ของระบบ ก็น่าจะเป็ระดับเดียวกับยอดฝีมือระดับชาติ หรืออาจจะเหนือกว่าปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ
หากเทียบเคียงต่อไป ทักษะขั้นต้นก็น่าจะอยู่ในระดับของแพทย์เฉพาะทาง แม้จะยังไม่เก่งกาจที่สุด แต่ก็นับว่ามีมาตรฐานที่สูงพอตัว
เป้าหมายที่แท้จริงของ 'ระบบบ่มเพาะแพทย์แผนจีนระดับชาติ' คือการหล่อหลอมให้โฮสต์กลายเป็ยอดฝีมือที่แท้จริง ทักษะถาวรจึงเป็กุญแจสำคัญที่สุด ส่วนทักษะชั่วคราวเป็เพียงเครื่องมือไว้ใช้ในยามคับขันหรือเพื่อใช้สะสมแต้มความชอบเท่านั้น
สำหรับฟางหานที่ยังเป็เพียงนักศึกษาฝึกงาน การมีทักษะถาวรเพียงขั้นต้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาโดดเด่นเหนือใคร หากเขาสามารถบริหารจัดการการใช้แต้มแลกทักษะชั่วคราวเพื่อสะสมแต้มกลับคืนมาให้ได้มากกว่าเดิม มันย่อมเกิดเป็วงจรการพัฒนาที่ก้าวะโ
ในขณะที่ฟางหานกำลังวางแผนอยู่ในใจ หมอเฉินที่ยืนเงียบมานานก็เริ่มเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว เขาหันไปถามเริ่นไห่เฉียงว่า “รองหัวหน้าเริ่น... พ่อหนุ่มคนนี้คือใครกัน?”
“อ้อ เขาเป็นักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งได้รับจัดสรรมาในรุ่นนี้ ชื่อฟางหาน” เริ่นไห่เฉียงแนะนำ
“เป็แค่นักศึกษาฝึกงานจริง ๆ เหรอ?” หมอเฉินอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เป็ไปได้อย่างไร? จากการสังเกตการณ์และบทวิเคราะห์เมื่อครู่ ระดับฝีมือของเด็กคนนี้แทบจะไม่ต่างจากตัวเขาเองเลย... ไม่สิ อาจจะห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทั้งที่เขากำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็รองหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเร็ว ๆ นี้แล้วนะ!
อย่าได้สบประมาทหมอเฉินที่เป็เพียงแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลเจียงจงเด็ดขาด เพราะที่นี่คือแหล่งรวมยอดฝีมือที่เหนือกว่ามาตรฐานโรงพยาบาลทั่วไป แพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลเจียงจง หากลาออกไปอยู่ที่อื่น ก็สามารถรับตำแหน่งหัวหน้าแผนกหรือแม้แต่รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลอื่นได้อย่างสบาย ๆ
“เสี่ยวฟาง” หมอเฉินเริ่มทักทายอย่างเป็กันเองขึ้น “ก่อนหน้านี้นายเคยศึกษาแพทย์แผนจีนจากที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?”
“ที่บ้านเปิดคลินิกน่ะครับ ผมเริ่มเรียนวิชาแพทย์กับคุณปู่มาั้แ่จำความได้ ก่อนจะสอบเข้าวิทยาลัยการแพทย์” ฟางหานตอบตามที่เตรียมไว้ เขาไม่ได้กังวลเื่การอธิบายที่มาของระบบ เพราะในโลกกว้างใหญ่นี้มักมีอัจฉริยะที่ซ่อนตัวอยู่เสมอ ใครจะไปรู้ว่าคนที่มีพร์โดดเด่นคนอื่นอาจจะไม่มีระบบแบบเขาจริง ๆ ก็ได้?
“มิน่าล่ะ!” ทั้งเริ่นไห่เฉียงและเพื่อนนักศึกษาฝึกงานต่างถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก หากเป็อัจฉริยะที่คลุกคลีกับยาหม้อมาทั้งชีวิต การที่ฟางหานจะเก่งกว่าพวกเขาที่เพิ่งเรียนมาได้สี่ห้าปีก็ดูเป็เหตุเป็ผลขึ้นมาบ้าง
ใครจะไปคาดคิดว่าเขาจะมีคุณปู่เป็เ้าของคลินิกมาั้แ่เด็กล่ะ?
[ได้รับแต้มความชอบ +11]
ฟางหานเงยหน้าขึ้นด้วยความมึนงง 'ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า? ทำไมแต้มถึงพุ่งเข้ามาอีกแล้ว?'
“คุณปู่ของนายชื่ออะไรเหรอ?” หมอเฉินถามหยั่งเชิงด้วยความสงสัยว่า คุณปู่ของเด็กคนนี้อาจจะเป็ยอดฝีมือระดับชาติที่หลบเร้นกายอยู่ก็เป็ได้
“ท่านชื่อฟางหย่วนเฉินครับ”
หมอเฉินขมวดคิ้วค้นหาชื่อนี้ในความทรงจำ แต่กลับไม่คุ้นหูเอาเสียเลย ทว่า เขาก็ไม่ได้ติดใจสงสัยต่อ เพราะแผ่นดินจีนกว้างไพศาล ยอดฝีมือที่มีวิชาแก่กล้าบางคนอาจจะพอใจกับการใช้ชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ได้
“แล้ว... นายเคยเรียนวิชาลงมือทำหัตถการมาบ้างหรือเปล่า?”
“เคยเรียนมาบ้างครับ” ฟางหานตอบพลางเหลือบมองแต้มในระบบด้วยความเสียดาย เพราะแต้มความชอบเพิ่งถูกใช้ไปจนเกลี้ยง ตอนนี้เหลือไม่ถึง 100 แต้มด้วยซ้ำ ทำให้เขาไม่สามารถแลกทักษะขั้นกลางมาใช้ได้ในตอนนี้
“แล้วมีความกล้าพอที่จะลงมือรักษาจริงดูไหม?”
[ได้รับแต้มความชอบ +36]
เหล่านักศึกษาฝึกงานรอบตัวแทบจะสติแตก หมอเฉินจะให้เด็กฝึกงานลงมือรักษาเคสที่ซับซ้อนขนาดนี้เลยเหรอ? นี่มันเื่จริงใช่ไหม?
ฟางหานเองก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ นี่เป็โอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง แม้เขาจะพอมีพื้นฐานเทคนิคการจัดกระดูกมาบ้าง แต่เคสนี้ซับซ้อนเกินไป จุดที่ต้องจัดกระดูกนั้นละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง หากพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียวอาจเกิดผลกระทบที่รุนแรงจนกลายเป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต
[ติ๊ง! โฮสต์เปิดใช้งานทักษะขั้นสูงชั่วคราวเป็ครั้งแรก มอบรางวัลสุ่ม : ทักษะขั้นสูงถาวร (การจัดกระดูกคอเข้าที่)]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นในหัวทำเอาฟางหานสะดุ้งสุดตัว 'ดีเลย์นานเกินไปไหมเนี่ย! ฉันแลกทักษะไปตั้งสิบกว่านาทีแล้วนะ!'
แต่หลังจากหายใ ความกังวลทั้งหมดก็มลายหายไป กลายเป็ความดีใจอย่างบ้าคลั่ง ทักษะขั้นสูงถาวรเชียวนะ! หากต้องใช้แต้มแลกเองคงต้องสะสมเป็ล้านแต้มเป็แน่
สำหรับฟางหานในตอนนี้ ทักษะถาวรไม่ว่าจะขั้นไหนล้วนมีค่าดั่งทองคำ ระบบได้แบ่งหมวดหมู่ย่อยของศาสตร์แพทย์แผนจีนไว้มากมาย ซึ่งแต่ละอย่างล้วนต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลในการ
ยกตัวอย่างเช่นในแผนกศัลยกรรมกระดูก เทคนิคการจัดกระดูกนั้นมีแตกแขนงไปหลายสิบวิธี การจัดกระดูกคอก็เป็เพียงหนึ่งในนั้น หากต้องอาศัยการฝึกฝนเองตามธรรมชาติ กว่าจะบรรลุขั้นสูงได้คงต้องใช้เวลาหลายปี
โดยปกติแล้ว ฟางหานคงเลือกแลกทักษะหลัก ๆ อย่างการวินิจฉัยหรือการจัดตำรับยาก่อนเป็อันดับแรก แต่ระบบกลับมอบรางวัลเป็ทักษะเฉพาะทางที่เขายังไม่มีแผนจะแลกในเร็ว ๆ นี้มาให้ ราวกับตั้งใจจะบ่มเพาะให้เขากลายเป็ 'ปรมาจารย์รอบทิศ' ที่ไม่มีจุดอ่อน
ต้องเข้าใจว่า แม้แต่ยอดฝีมือระดับชาติบางท่านก็มีความถนัดต่างกันไป เช่น ปรมาจารย์เจิ้งเสวียผิง ที่เชี่ยวชาญการจัดกระดูกเป็เลิศ หรือกัวเหวินยวนที่เลื่องชื่อด้านตำรับยา แต่ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ ฟางหานย่อมสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็การฝังเข็ม การปรุงยา หรือการจัดกระดูก
“ผมลองดูได้ครับ แต่เกรงว่าทางผู้ป่วยอาจจะไม่เชื่อใจ...” ฟางหานเอ่ยอย่างถ่อมตัว
หมอเฉินได้ยินแล้วเกือบจะหลุดขำออกมา เขาชื่นชมในการเลือกใช้คำของเด็กหนุ่มคนนี้มาก แทนที่จะบอกว่า 'กลัวทำไม่ได้' กลับเลี่ยงไปบอกว่า 'กลัวผู้ป่วยไม่เชื่อใจ' ช่างเป็ความมั่นใจที่ดูสำรวมยิ่งนัก
“ไม่เป็ไร มีฉันคอยคุมอยู่ข้าง ๆ ตลอด จะไม่เกิดเื่ไม่คาดคิดแน่นอน” หมอเฉินยิ้มให้กำลังใจ ตามระเบียบแล้วนักศึกษาฝึกงานไม่มีสิทธิ์รักษาลำพัง เขาจึงต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด หากฟางหานลงมือพลาดแม้เพียงนิด เขาก็พร้อมจะขัดจังหวะและเข้าแก้ไขได้ทันที
“ถ้าอย่างนั้น เสี่ยวฟางนายก็ลองแสดงฝีมือดูเถอะ” เริ่นไห่เฉียงสนับสนุนด้วยรอยยิ้ม เขาอยากเห็นกับตาตัวเองว่าเด็กคนนี้จะมีพร์ด้านการจัดกระดูกสมกับที่หมอหม่าจากแผนกนวดแอบกระซิบชมไว้เมื่อวานหรือไม่ ดูท่าตอนนี้แผนกศัลยกรรมกระดูกก็คงอยากจะแย่งตัวเด็กคนนี้ไปเหมือนกัน
ไม่เว้นแม้แต่กัวเหวินยวนที่คิดจะรับเขาเป็ศิษย์สืบทอดวิชาตำรับยา... ให้ตายสิ ั้แ่เมื่อไหร่กันที่นักศึกษาฝึกงานคนหนึ่งกลายเป็ที่้าของทุกแผนกขนาดนี้
[ได้รับแต้มความชอบ +97]
ฟางหานมองไปที่เริ่นไห่เฉียงโดยสัญชาตญาณ นักศึกษาฝึกงานที่นี่มี 36 คน รวมแพทย์ประจำบ้านอีกหนึ่ง ไม่มีทางที่แต้มจะสูงขนาดนี้ได้ เว้นแต่เริ่นไห่เฉียงจะมอบแต้มให้เขาทีละ 50 แต้ม...
'รองหัวหน้าเริ่นครับ คุณจะมาอิจฉาปนชื่นชมนักศึกษาฝึกงานอะไรขนาดนี้ หรือเป็เพราะว่าคุณหล่อกว่าผมกันแน่?'