บทที่ 26
ถามหาเื่!!!
“ท่านเสนาและแม่นายอัมพุชาครับ...ข้ามีเื่อยากจะรบกวนพวกท่าน”
ปรมาจารย์บุญน้อมศีรษะเล็กน้อย
“เราคนกันเอง ไม่ต้องมากพิธีหรอกมีอะไรให้ข้าช่วยเหลือก็บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
“ข้าอยากให้ท่านทั้งสองรวมถึงคุณหนูเธียรธวัช ช่วยเก็บเื่พลังฌานลหุยุทธ์ของปราณไว้เป็ความลับก่อนอย่าเพิ่งให้ใครรับรู้ครับ!”
“ได้ ไม่มีปัญหา ท่านปรมาจารย์บุญว่าแต่...มีเหตุอันใดหรือ? เพราะปกติ หลายๆคนก็ย่อมดีใจที่ลูกหลานมีพลังฌานยุทธ์ ยิ่งปราณมีพลังฌานยุทธ์ที่มหัศจรรย์เช่นนี้ใยท่านจึงจะปิดไว้ล่ะ?”
“ข้าเกรงว่าการที่มีคนอื่นรู้ว่าปราณมีพลังฌานยุทธ์มากถึงขนาดนี้ อาจจะเป็อันตรายแก่เขาได้ท่านก็ทราบดีว่า บรรดานักฌานยุทธ์และคนของสมาพันธ์ฯ เป็อย่างไรสู้ให้คนรอบข้างของเขารับรู้ด้วยตัวเอง น่าจะดีกว่า โดยเฉพาะในโรงเรียนมหรรณพาลัยที่มีนักฌานยุทธ์เก่งๆ มากมาย ใครเป็ใคร คิดยังไงก็ยังไม่รู้ได้ ไว้จวนตัวจริงๆการใช้พลังที่เขามีเพื่อปกป้องตัวเองและเพื่อนพ้องจึงน่าจะเป็สิ่งที่ดีที่สุดครับ”
“อือ...ท่านพูดมาก็มีเหตุผล ตกลงตามที่ท่านว่าเราจะรักษาความลับนี้ไว้”
“นี่ก็ได้เวลามืดค่ำ...คงต้องรบกวนท่านเสนาเพียงแค่นี้ลำบากท่านต้องเก็บกวาดลานประลองแล้ว”
“ฮ่าๆๆๆๆ เื่เล็กน้อยครับยังไงเสียตอนนี้เราก็ถือเป็มิตรสหายกัน ใยท่านกล่าวเช่นนั้น”
ท่านพ่อ ท่านแม่ และปราณ โค้งคำนับเ้าบ้านส่วนครุยุทธ์แฝด ยังลังเลมองซ้ายมองขวาว่าจะเอายังไง
“ไม่ต้องคิดมาก เ้าสองคนก็มาด้วยกันกับข้านี่แหละที่บ้านข้ามีห้องพักพอ อยู่ที่นี่รบกวนท่านเสนากับแม่นายเสียเปล่าๆพรุ่งนี้ค่อยมาเจอกัน”
ครุยุทธ์คู่แฝดหน้าละห้อย เพราะนึกถึงใบหน้าหวานๆของสาวแฝด ที่ตอนนี้หลบหายไปในบ้าน มิได้ออกมาอีกเลย
แม่นายอัมพุชามองดูก็รู้ว่าสองแฝดชายหญิงต่างเริ่มชอบพอกัน ก็มิได้มีทีท่าขัดขวางแต่อย่างใด
ดีเสียอีกที่ครุยุทธ์แฝดเป็สหายของปราณจะได้มั่นใจว่าเขาจะสามารถฝากชีวิตของแฝดสาวให้กับแฝดหนุ่มให้ช่วยดูแลได้อย่างปลอดภัยในอนาคต
“ดวงดาวกับดวงเดือนอยู่ในห้องพักไม่เหมาะควรจะให้พวกเธอออกมายามมืดค่ำ ไว้พรุ่งนี้เ้าค่อยมาหานาง”
“แหม...เออ...ท่านป้าครับมิใช่อย่างนั้นเสียหน่อย”
แสงรีบตอบทันทีแต่ทั้งคู่ก็แสดงท่าเขินอายหน้าแดงให้เห็น จนทุกคนในที่นั้นต่างหัวเราะเบาๆ
“เอาน่า...เอาน่า เื่ปกติของคนหนุ่มสาว จะรักกันชอบกันไม่มีใครห้ามได้หรอก ก็ศึกษาดูใจกันไป ถ้าเ้าสองคนเป็คนดี ซื่อสัตย์ก็ไม่ใช่เื่ยาก ทุกอย่างต้องใช้เวลาเ้าทั้งคู่ก็ต้องสม่ำเสมอ...ท่านปรมาจารย์รอแล้ว พรุ่งนี้ค่อยก็มาเจอกัน”
เสนาภาคย์ยิ้มน้อยๆ ตบบ่าคู่แฝดเบาๆ อย่างเอ็นดูครุยุทธ์แฝดโค้งอำลา
**********
บ้านสกุล “โอฬารปฐี” ในเมืองอโยดาจัดว่าไม่ธรรมดา มีความกว้างใหญ่โอ่อ่าไม่แพ้บ้านของสกุล “ฤชากร-มัจฉาชาติ”เพราะต่างก็ได้รับตำแหน่งเสนาบดีหรือาุโสาม เฉกเช่นเดียวกัน
บริเวณนี้จะมีทหารตรวจเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเป็ศูนย์กลางของบรรดาผู้มียศถาและอำนาจแห่งอาณาจักรไชยคราม
เมื่อปราณเห็นบ้านของตัวเอง เขาก็ส่งเสียงฮือฮาท่านพ่อกับท่านแม่ ก็ยิ้มให้กับบุตรชาย เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสกุลของเขาจะมีสถานะเป็ชนชั้นสูงของเมืองอโยดา
‘ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่เคยบอกข้าเลยว่าสกุลของเราก็มีหน้ามีตาเป็ระดับเสนาในเมืองอโยดา ซึ่งน่าจะยิ่งใหญ่กว่าที่เมืองเชียงคลอง’
รถม้าหยุดหน้าประตูไม้ขนาดใหญ่ด้านในซึ่งประตูบ้านด้านในของสกุลโอฬารปฐีทำด้วยเหล็ก แตกต่างจากท่านเสนาภาคย์
ปรมาจารย์บุญบอกกับนายทหารสองคนให้ช่วยจัดการที่พักให้ครุยุทธ์แฝด แสง-ขรรค์ กล่าวลาคนทั้งสามแล้วเดินตามนายทหารไปที่บ้านพักรับรองในพื้นที่เดียวกัน
เมื่อทั้งสามเดินเข้าบ้าน แม่บ้าน 2 คน ก็กล่าวทักทาย อาจารย์วรรณแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกับปราณทั้งหมดโค้งคำนับ เรียกปราณว่านายน้อย ทำเอาปราณเขินอายเพราะไม่ชินกับการถูกเรียกด้วยคำนำหน้าแบบนี้
“ข้าไม่ชินกับการถูกเรียกแบบนี้ครับท่านพ่อท่านแม่”
ท่านพ่อกับท่านแม่หัวเราะกับท่าทางของปราณเพราะตลอดเวลาในหมู่บ้านพยัคฆ์คำราม
ปราณอยู่ในฐานะเด็กยากจนมีฉายาว่าไอ้ขี้แพ้ แต่วันดีคืนดีกลับกลายเป็นายน้อยปราณหรือคุณหนูปราณขึ้นมาก็ย่อมทำตัวไม่ถูกเป็เื่ธรรมดา
ทั้งหมดนั่งตรงส่วนกลางของบ้านตกแต่งด้วยเครื่องไม้ที่ออกแบบอย่างดีด้านข้างมีตู้โชว์และภาพในอดีตของท่านพ่อและท่านแม่ ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เคยเห็น
ปราณหันมองดูรอบๆซึมซับกับความโอ่อ่าอลังการ ที่ไม่เคยนึกฝันว่าจะเกิดขึ้นจริง ‘ไม่น่าเชื่อว่าสถานะของท่านพ่อและท่านแม่จะได้รับการยอมรับและยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เกินกว่าที่ข้าคาดคิดยิ่งนัก’
“ถ้าเ้าถูกเรียกว่าคุณหนูปราณหรือนายน้อยปราณ ั้แ่เด็กๆเ้าคิดว่าเ้าจะเป็คนยังไง?” ท่านพ่อเอ่ยถามเด็กน้อย
“ถ้าข้าถูกเรียกั้แ่เด็กๆ ก็คงเฉยๆและคงมีคนเอาใจตลอดเวลา อยากจะทำอะไรคงไม่มีคนขัดใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้”
“ฮ่าๆๆๆๆถูกแล้วล่ะปราณเอ้ย!...ใครจะกล้าขัดใจเ้าได้ ยิ่งพ่อกับแม่มีตำแหน่งใหญ่โตยิ่งต้องทำดีกับเ้า ไม่ให้เ้าโมโหและที่สำคัญพ่อกับแม่ต้องออกไปทำงานเกือบทุกวัน ไม่มีเวลาดูแลเ้าต้องปล่อยเ้าอยู่กับพี่เลี้ยงและแม่บ้าน เ้าคิดว่าจะเป็ยังไงล่ะ?”
“ข้าก็คงใช้ชีวิตอย่างสบายๆในทุกวัน ไม่ต้องทำอะไร เพราะยังไงข้าก็มีบ่าวคอยรับใช้”
“สุดท้ายแล้วทุกคนที่แวดล้อมเ้า ก็อาจจะนำพาให้นิสัยของเ้าเป็ดั่งเทวาลูกชายเ้าเมืองเชียงคลองก็ได้”
“พ่อกับแม่อยากให้เ้าเรียนรู้และใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างแท้จริง และเด็กๆสามารถเรียนรู้ซึมซับเื่พวกนี้ได้มากกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งลำบากมาก่อนจะเข้าใจชีวิต…ส่วนคนที่สบายมาก่อน พอเจอความลำบาก ย่อมทำอะไรไม่ถูกอาจเสียสติหรือบ้าตายเพราะรับไม่ได้กับความโหดร้ายของชีวิต...ยศถาเป็เพียงตำแหน่ง เขาแต่งตั้งได้ก็ปลดได้ แต่ความแข็งแกร่งในตัวเอง ไม่ว่าเ้าจะอยู่ที่ไหนเ้าก็สามารถเอาตัวรอดได้เสมอ”
ปราณเกิดความเข้าใจในสิ่งที่ผ่านมาชัดเจนมากขึ้นการที่เขาตกระกำลำบากในวันนั้น บวกกับคำสอนของท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านลุงทำให้เขาสามารถเข้าใจจิตใจของผู้คน เป็ผลให้เขาสามารถพัฒนาพลังฌานยุทธ์จนถึงลหุยุทธ์
ซึ่งถ้าเขาอยู่ในเมืองอโยดาเขาอาจจะเป็เพียงลูกของเสนาที่มีแต่อำนาจ เงินทอง บริวาร แต่ไร้ซึ่งพละกำลังเด็กน้อยพยักหน้าเข้าใจ
“แม้ว่าตอนนี้เ้าจะกลายเป็นายน้อยสกุลโอฬารปฐีอย่างเต็มตัวแล้วก็ตามพ่อกับแม่ก็ยังปรารถนาให้เ้าใช้ชีวิตในแบบเดิม เหมือนในเมืองเชียงคลองเ้าได้มิตรสหายที่ยอมตายแทนก็เพราะความเมตตาและความกล้าหาญของเ้าในเมืองนี้การเก่งกล้าด้วยตัวเอง ย่อมได้รับการยอมรับมากกว่าตำแหน่งที่ใหญ่โตจงแสดงความแข็งแกร่งและความความจริงใจให้มากกว่าใช้ยศถาพรุ่งนี้พ่อจะแนะนำเ้าให้บรรดาลูกศิษย์ของพ่อได้รู้จักแล้วก็จะสอนวิชาหมัดของสกุลให้ด้วย”
**********
เช้าตรู่ลานประลองของสกุลโอฬารปฐีหนุ่มสาวอายุประมาณ 15-20 ปี จำนวนกว่า 10 คน ยืนเข้าแถวอย่างเป็ระเบียบ ในชุดฝึกสีดำทะมัดทะแมง
ปรมาจารย์บุญอยู่ในชุดเกราะอ่อนสีดำยืนกลางลานหันหน้าให้คนหนุ่มสาว ข้างๆ คือนายน้อยปราณสวมชุดฝึกสีดำแบบเดียวกับคนหนุ่มสาว
ใต้ชายคาบ้านอาจารย์วรรณและครุยุทธ์แฝดนั่งดูอยู่บนเก้าอี้สนาม บนโต๊ะเล็กๆ มีชาชงร้อนๆที่แม่บ้านเตรียมไว้ให้
“สวัสดีทุกคน นี่คือลูกชายของข้า ปราณ โอฬารปฐีอายุ 6 ขวบ เขาอยู่ที่หมู่บ้านพยัคฆ์คำรามเมืองเชียงคลองั้แ่เด็กๆ เป็นักเรียนทุนของหมู่บ้านเขาได้รับเลือกให้เข้าเรียนต่อที่มหรรณพาลัย ข้าก็เลยให้เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวร”
หนุ่มสาวเบื้องหน้าปรบมือต้อนรับพร้อมกับทักทายเรียกนายน้อยปราณกันใหญ่ จนเด็กน้อยทำหน้าไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“สวัสดีครับทุกคน ข้าขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
ปราณโค้งให้กับพี่ๆ ทุกคนด้วยความนอบน้อม
“เออ...ท่านปรมาจารย์ครับข้าขอถาม...นายน้อยปราณมีพลังฌานยุทธ์ระดับเท่าไหร่หรือครับ?”
ลูกศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถาม แต่แสยะยิ้มน้อยๆมองปราณด้วยแววตาเ้าเล่ห์ เพราะคงเห็นว่าปราณเป็เด็กเงียบๆ เรียบร้อยก็คงจะอยากรู้ ซึ่งก็ตรงกับหลายๆ คนที่อยากรู้เช่นกันแต่การใช้คำถามนี้ดูจะไม่เป็การเหมาะสม...
‘แววตาของพี่ชายคนนี้ท่าทางไม่ค่อยจะหวังดีกับข้าเท่าไหร่ เหมือนว่าเขาจะดูถูกข้าด้วยซ้ำ’
ปราณหันมองหน้าท่านพ่อท่านพ่อพยักหน้า แล้วหันไปตอบกับบรรดาลูกศิษย์
“ถามได้ดี...ถ้าเ้าอยากจะรู้ก็ประลองกับลูกชายของข้าดูสิ!”
ท่านพ่อกล่าวเสียงดัง ทำเอาบรรดาหนุ่มสาวเงียบกริบสายตาทุกคู่ ตำหนิเ้าของคำถาม เป็เชิงว่า ‘กล้าเสียมารยาทกับลูกของปรมาจารย์เชียวหรือ?’
ครุยุทธ์แฝดหันมองอาจารย์วรรณที่นั่งอมยิ้มไม่พูดไม่จา
“สงสัยงานนี้ ไอ้เ้าปากดีนั่นเจ็บตัวฟรีแน่ๆฮ่าๆๆๆ”
“ข้าก็คิดแบบนั้นแหละขรรค์ ยังไม่รู้จักปราณของเราแล้วยังจะทำปากดี ใครเขาเจอหน้าแล้วถามถึงพลังฌานยุทธ์ เสียมารยาทชัดๆดูสีหน้าแววตาเขาสิ ยียวนกวนอารมณ์มิใช่เล่น”
“เด็กคนนี้จะชอบทำตัวเป็หัวโจกประจำท่านพี่ข้าเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง เขาคิดว่าเก่งที่สุดในรุ่น เพราะอยู่ขั้นลหุยุทธ์ระดับ 16 ไม่มีใครในรุ่นสู้เขาได้สักคนจะไม่กล้าก็กับท่านพี่คนเดียวนั่นแหละ ก็ดี!!!ให้ปราณปราบพยศเสียที...จะได้รู้จักมารยาทการพูดจาเสียบ้าง”
อาจารย์วรรณนั่งจิบชาอย่างอารมณ์ดีสายตามองลานประลองเป็เชิงว่า ‘เมื่อไหร่จะเริ่มเสียที’เพราะเธอรู้ว่าฝีมือระดับนี้ ปราณเอาชนะได้ไม่ยาก
นักฌานยุทธ์ถือเป็ผู้มีความสามารถพิเศษกว่าบุคคลธรรมดาใครที่เปิดผลึกได้เป็นักฌานยุทธ์ ย่อมจะได้สิทธิพิเศษกว่าคนธรรมดาทั่วไปทั้งสถานะทางสังคม การเงินและสิทธิพิเศษในอาณาจักร
จึงมีนักฌานยุทธ์ที่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันไปจิตที่ใฝ่ดีก็มุ่งสู่สายเทพ ส่วนจิตมืดก็มุ่งไปสายมารพลังฌานยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นที่จะอยู่รอดและได้รับความนับถือ
“ดูจากแววตาของพี่ๆ ทุกคน ข้าเข้าใจว่าพวกท่านไม่เคยเห็นข้ามาก่อน ก็ไม่แปลกที่จะมีคนเสียมารยาทถามข้าแบบนี้”
เจอเด็กน้อยสอนมารยาทแบบนี้รุ่นพี่ถึงกับหน้าชาน้ำเสียงที่ปราณเปล่งออกมาคราวนี้ มีความหนักแน่นกว่าเมื่อครู่ แววตาเด็กใสซื่อเมื่อครู่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ส่วนมากยืนก้มหน้าสลด จะมีก็แต่เ้าของคำถามที่ยิ้มเย้ยจ้องมองปราณ
‘หึหึหึ...เ้าหนูน้อย...เป็ลูกของปรมาจารย์บุญแล้วยังไง ข้าไม่สนหรอกแต่จู่ๆ จะให้ข้ามานอบน้อมกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเ้า ข้าทำไม่ได้’
“เมื่อท่านพ่อบอกแบบนี้ ข้ายินดี...เชิญ!!!”