ในห้วงอากาศอันกว้างใหญ่เหนือยอดเขาเมฆาม่วงแห่งสำนักเซียน์ จางเย่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฟ้าที่โหมกระหน่ำราวกับทัณฑ์จากเก้า์ ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายนั้น เขากำลังหลอมกระบี่แห่งความโกลาหล อาวุธในตำนานที่เล่าขานกันว่าทรงอานุภาพสามารถสยบทั้ง 3,000 โลกในอนันตจักรวาลได้
จางเย่หลับตาลง สมาธิจดจ่ออยู่กับการหลอมรวมพลังแห่งความโกลาหลเข้ากับเหล็กกล้าที่ลุกโชนด้วยไฟแห่ง์ ในใจของเขา เขาได้ยินเสียงกระซิบของกระบี่แห่งความโกลาหล
"จางเย่ เ้าเป็ผู้ที่ถูกเลือก เ้ามีพลังที่จะข้า"
จางเย่ยิ้มอย่างมั่นใจ "กระบี่แห่งความโกลาหล เ้าจะเป็อาวุธประจำกายของข้า"
เขาอ้าปากเปล่งวาจาโบราณอันทรงพลัง พลังแห่งความโกลาหลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของเขาหลั่งไหลออกมาจากปลายนิ้วและเข้าสู่กระบี่ที่หลอมอยู่
"หลอมรวม"
ทันใดนั้น เหล็กกล้าที่หลอมละลายก็เริ่มหมุนวนและรวมตัวกันเป็รูปร่างของกระบี่ ด้ามจับสีดำสนิทประดับด้วยอัญมณีสีแดงเื กระบี่เปล่งประกายด้วยแสงสีม่วงเข้มอันน่าเกรงขาม
"สำเร็จแล้ว" จางเย่พูดด้วยความภาคภูมิใจ
เขาเอื้อมมือออกไปจับด้ามกระบี่แห่งความโกลาหล พลังแห่งความโกลาหลไหลเวียนผ่านร่างของเขา ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าทั้ง 3,000 โลกอยู่ในกำมือของเขา
"จากนี้ไป เ้าคือกระบี่แห่งความโกลาหล อาวุธประจำกายของข้า" จางเย่กล่าว
กระบี่แห่งความโกลาหลสั่นะเืในมือของเขา ราวกับว่ามันกำลังตอบสนองต่อคำพูดของเขา
"ข้าจะติดตามเ้าไปทุกหนแห่ง และจะช่วยเ้าพิชิตทุกสิ่งที่ขวางหน้า"
จางเย่ยิ้ม "ดีมาก"
เขายกกระบี่แห่งความโกลาหลขึ้นเหนือศีรษะ สายฟ้าจากเก้า์ก็สลายหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ท้องฟ้ากลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
จางเย่ถอนหายใจด้วยความพึงพอใจ "การหลอมกระบี่แห่งความโกลาหลสำเร็จแล้ว ข้าก้"
เขาหันหลังกลับและเดินกลับไปยังกระท่อมของเขาบนยอดเขาเมฆาม่วง ขณะที่เขาเดินไป เขาก็รู้สึกถึงพลังแห่งกระบี่แห่งความโกลาหลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของเขา เขาไม่เคยรู้สึกแข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อน
"ข้าจะพิชิตทุกสิ่งที่ขวางหน้า" จางเย่พูดกับตัวเอง "และข้าจะกลายเป็เซียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทั้ง 3,000 โลก" ที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธเลยแต่เขาไม่อยากเก่งจนสะดุดตาเกินไปเขาเลยเลือกห
ลอมกระบี่แห่งความโกลาหลขึ้นมา