นับจากวันแรกที่ได้พบกัน โลกอันเงียบเหงาและสับสนของ จ้าวมู่เฉิน ก็พลันสว่างไสวและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เขามีความสุขเป็อย่างยิ่งที่ได้รู้จัก 'พี่ใหญ่เฉิน' สหายเพียงคนเดียวที่เขามีในเวลานี้ ความรู้สึกอิสระและเป็ตัวของตัวเองที่เขาััได้เมื่ออยู่กับนางนั้น เป็ดั่งสายลมเย็นที่พัดพาความกังวลและความหวาดกลัวให้จางหายไปชั่วขณะ
ทุกๆ วัน ใน่เวลาที่เหล่าหยวนและอาไค่ออกไปทำงานภายนอก เฉินซูเหรินก็จะหาทางแอบหนีจากจวนใหญ่มายังเรือนพักท้ายสวนแห่งนี้เสมอ นางจะนำของเล่นแปลกใหม่มาอวดเขาเสมอ วันนี้อาจจะเป็ว่าวผีเสื้อสีสวยที่นางเพิ่งได้มาใหม่ วันพรุ่งนี้อาจจะเป็หน้ากากไม้รูปเทพเ้าที่ดูน่าเกรงขาม หรือบางวันก็เป็เพียงก้อนหินรูปร่างประหลาดที่นางเก็บได้ระหว่างทาง จ้าวมู่เฉินจะตื่นเต้นดีใจกับของทุกชิ้นที่พี่ใหญ่เฉินนำมาให้ ดวงตาเป็ประกายราวกับเด็กน้อยที่ได้รับของขวัญล้ำค่า
แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขามิได้มีเพียงการเล่นสนุกฝ่ายเดียว ในบางครั้ง เมื่อเฉินซูเหรินรู้สึกเบื่อหน่ายของเล่นแล้ว หรืออาจจะแค่อยากแกล้งทำตัวเป็ 'ผู้ใหญ่' ขึ้นมาบ้าง นางก็จะมานั่งข้างๆ จ้าวมู่เฉินที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับตำราพันอักษร
จ้าวน้อย ผู้ซึ่งบัดนี้เริ่มจดจำตัวอักษรได้มากขึ้น แม้จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด ก็จะทำหน้าที่เป็ 'อาจารย์' ตัวน้อย ช่วยแนะนำตัวอักษรในตำราพันอักษรให้แก่พี่ใหญ่เฉิน ของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
เขาจะค่อยๆ ชี้บอก อ่านออกเสียงให้ฟัง แม้บางครั้งจะอ่านผิดๆ ถูกๆ ไปบ้างตามประสาเด็ก แต่ความพยายามนั้นก็เต็มเปี่ยม เฉินซูเหรินผู้ไม่ใคร่จะสนใจใฝ่รู้ด้านตำรับตำรานัก อาจจะทำทีเป็ตั้งใจฟังบ้าง หาวนอนบ้าง หรือแอบวาดรูปเล่นบนพื้นดินบ้าง แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญออกมา กลับมองว่าเป็อีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้ทำร่วมกับสหายใหม่ผู้นี้
วันเวลาผันผ่านไปเช่นนี้ วันแล้ววันเล่า ความคุ้นเคยค่อยๆ ถักทอเป็ความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่กับคุณหนูจอมแก่น ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้และยอมรับในตัวตนของกันและกัน กลายเป็ส่วนเติมเต็มที่ขาดหายไปในชีวิตประจำวันอันเงียบเหงา
จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่เห็นจ้าวมู่เฉินสะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งไปกับพื้นเป็ครั้งที่สามขณะวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อ เฉินซูเหรินก็ขมวดคิ้ว มอง 'จ้าวน้อย' ของนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“จ้าวน้อย!” นางเรียกเสียงดัง
“เ้าดูอ่อนแอ ซุ่มซ่ามเกินไปแล้วนะ! หากวันใดข้าไม่อยู่ แล้วมีคนร้ายบุกเข้ามาจะทำอย่างไร?!”
จ้าวมู่เฉินที่กำลังลุกขึ้นปัดฝุ่น มองพี่ใหญ่เฉินตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่านางหมายถึงอะไร
“ไม่ได้การล่ะ!” เฉินซูเหรินตัดสินใจเด็ดขาด
“ในฐานะพี่ใหญ่ ข้าจะนิ่งดูดายไม่ได้! เอาล่ะ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พี่ใหญ่เฉินจะเริ่มสอนให้จ้าวน้อยได้เรียนรู้วรยุทธ์เพื่อใช้ป้องกันตนเอง!”
และแล้ว การเรียนการสอนบทใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ณ ลานกว้างใต้ต้นแปะก๊วย เฉินซูเหรินถ่ายทอดกระบวนท่าพื้นฐานที่นางร่ำเรียนมาจากครูฝึกในจวนให้แก่จ้าวน้อย เริ่มั้แ่ท่ายืนม้าให้มั่นคง การตั้งการ์ดป้องกันตัว การหลบหลีกพื้นฐาน หรือแม้แต่วิธีล้มให้ถูกท่าเพื่อลดอาการาเ็ แม้จะเป็เพียงพื้นฐาน แต่สำหรับเด็กหญิงวัยแปดขวบแล้ว ท่วงท่าของนางก็ดูมั่นคงและแข็งแรงกว่าเด็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวมู่เฉินได้เรียนรู้วรยุทธ์จากพี่ใหญ่เฉิน อย่างตั้งอกตั้งใจ แม้ใน่แรกจะยังคงเงอะงะ งุ่มง่าม ทำผิดๆ ถูกๆ อยู่เสมอ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ เขามองเห็นความเก่งกาจ ความคล่องแคล่ว และความตั้งใจจริงของพี่ใหญ่เฉินที่พยายามสั่งสอนเขา
ภาพของนางในยามที่สาธิตกระบวนท่าต่างๆ นั้นดูสง่างามและน่าเกรงขามในสายตาเขาอย่างยิ่ง มันยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ 'วีรบุรุษหญิง' ที่เขาเคยจินตนาการไว้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขายิ่งให้ความเคารพและนับถือนางมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ไม่ใช่แค่ในฐานะพี่สาวหรือสหายเล่น แต่ในฐานะ 'อาจารย์' และ 'ผู้นำ' ที่แข็งแกร่งและน่าเอาอย่างที่สุดในโลกใบเล็กๆ ของเขา ณ เวลานี้
….
ยามค่ำคืน ณ ห้องรับรองหลักของเรือนท้ายจวนแม่ทัพ แสงเทียนจากตะเกียงบนโต๊ะส่องสว่างเพียงริบหรี่ ทิ้งเงาทอดยาววูบไหวไปตามผนังไม้ บรรยากาศภายนอกเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนกรีดร้องแ่เบา และเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้เป็ครั้งคราวเท่านั้นที่ดังลอดเข้ามา
บนโต๊ะเตี้ยกลางห้อง เศษอาหารจากมื้อค่ำอันเรียบง่ายแต่ก็อิ่มท้องถูกเก็บกวาดไปแล้ว เหลือเพียงกาน้ำชาอุ่นๆ และถ้วยชาสี่ใบ จ้าวมู่เฉิน, เหล่าหยวน, ถิงถิง และอาไค่ นั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะ ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตนเอง บรรยากาศค่อนข้างเงียบงันและแฝงไว้ด้วยความครุ่นคิด
เหล่าหยวนเป็ผู้ทำลายความเงียบขึ้นก่อน เขามองไปยังเปลวเทียนที่สั่นไหว แววตาฉายความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “คุณชาย...” เขาเปรยขึ้นเบาๆ ก่อนจะหันไปมองทุกคน
“ข้าน้อยคิดว่า... หรือเราควรจะ ส่งจดหมายไปแจ้งข่าวที่เมืองหลวง ให้ท่านนายท่านจ้าวและฮูหยินได้ทราบว่าคุณชายปลอดภัยดี จะดีหรือไม่? นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว หากข่าวเื่รถม้าของท่านตกเหวลึก แพร่กระจายไปถึงเมืองหลวง เกรงว่านายท่านและฮูหยินจะเป็กังวล ร้อนใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับกระมัง”
คำพูดของเหล่าหยวนทำให้บรรยากาศยิ่งหนักอึ้งลง ถิงถิงที่ได้ฟังถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้านางซีดเผือดลงทันทีเมื่อความคิดย้อนกลับไปถึง เหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวในวันนั้น ภาพรถม้าที่พุ่งตกเหว เสียงกรีดร้อง ยังคงตามหลอกหลอนนางอยู่ไม่หาย
นางก้มหน้าลงซ่อนความหวาดกลัว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “ท่านลุงหยวน... แต่ว่า... จดหมายที่เราส่งไป จะแน่ใจได้อย่างไรเ้าคะว่าจะถึงมือท่านนายท่านและฮูหยิน? หนทางก็ยาวไกล ทั้งยังอาจมีคนคอยสอดส่องอยู่... หากจดหมายนั้น ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น หรือคนที่ไม่หวังดี... จะไม่เท่ากับเป็การ เปิดเผยที่อยู่ของนายน้อย หรือเ้าคะ? หากพวกมันรู้ว่าเราอยู่ที่นี่...” นางกลืนน้ำลายฝืดๆ ไม่กล้ากล่าวต่อถึงผลลัพธ์อันเลวร้ายที่อาจตามมา
คำท้วงติงของถิงถิงนั้นสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง มันเป็ความจริงที่ทุกคนตระหนักดีแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาดังๆ เหล่าหยวนขมวดคิ้วแน่นขึ้น เขาย่อมคิดถึงความเป็ไปได้นี้เช่นกัน ความห่วงใยในตัวนายท่านและฮูหยิน กับความปลอดภัยของนายน้อยตรงหน้า เป็สองสิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบที่สุด
อาไค่นั่งเงียบ ฟังบทสนทนาด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย เขาเข้าใจดีว่ามี “คนร้าย” และมี “อันตราย” แต่เื่จดหมาย เื่การเปิดเผยที่อยู่นั้นดูซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้ทั้งหมด เขารู้เพียงแต่ว่า หากท่านลุงหยวนว่าอย่างไร เขาก็พร้อมจะทำตามนั้น แต่แววตาหวาดกลัวของถิงถิงก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจไปด้วย
ส่วนจ้าวมู่เฉินนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้มีส่วนร่วมในความกังวลนี้เลยแม้แต่น้อย เขานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาเริ่มปรือลงด้วยความง่วงหลังจากทานอาหารค่ำอิ่มใหม่ๆ มือเล็กๆ กำลังเขี่ยเศษผลไม้ที่อาจตกอยู่บนโต๊ะเล่นอย่างเหม่อลอย เขาได้ยินเสียงท่านลุงและพี่ถิงถิงพูดคุยกัน แต่เนื้อหาเ่าั้ไม่ได้ผ่านเข้าสู่การรับรู้หรือความเข้าใจของเขาเลยแม้แต่น้อย เขายังคงอยู่ในโลกอันเรียบง่าย ปราศจากความกังวลถึงศัตรูหรือภยันตรายใดๆ ที่ผู้ใหญ่กำลังหารือกันอย่างเคร่งเครียด
ทั้งสี่นั่งหารือถึงข้อดีข้อเสียกันอยู่นาน ต่างฝ่ายต่างเสนอความคิดเห็น แต่สุดท้ายก็วนกลับมาที่จุดเดิม พวกเขาก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าควรจะส่งจดหมายหรือไม่ ความปรารถนาที่จะแจ้งข่าวให้บิดามารดาของคุณชายให้คลายกังวลนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่ความเสี่ยงที่จะนำภัยมาสู่ตัวนั้นก็สูงเกินกว่าจะมองข้ามได้ เพราะพวกเขารู้ดีว่า ศัตรูยังคงอยู่ในที่ลับ ในขณะที่พวกเขาอยู่ในที่แจ้ง การเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่เพียงน้อยนิด อาจหมายถึงหายนะที่ประเมินค่าไม่ได้
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับรองอีกครั้ง มีเพียงเสียงถอนหายใจแ่เบาของเหล่าหยวนและถิงถิงที่ดังขึ้นท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่ คำถามเื่จดหมายยังคงไร้คำตอบ แขวนค้างอยู่กลางอากาศ สร้างความรู้สึกกังวลและไม่แน่นอนให้หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม... พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปดี? การตัดสินใจในคืนนี้ ช่างยากเย็นเหลือเกิน