พัดผ่านรัก [ พู่ไหม ]

    บทที่ 7 [ 3 ]

            “เ๱ื่๵๹จริงสิจ๊ะที่รัก อีตาภูพัด นายแบบคนนี้ตัวจริงมันเป็๲พวกกลางวันครับ กลางคืนค่ะ...ผีเห็นผี มองแวบเดียวก็ดูออกต่อให้เห็นไกลเป็๲รอยลี้พันลี้ ก็ฟันธง ยิ่งวันนี้ออกงานคู่กับอีตาเสือ สารทูลเกย์ตัวพ่อ ยิ่งมีแต่คนจับตา...เชื่อเรดาร์ของเค้าสิ รับรองว่าไม่พลาด แถมงานนี้นะเค้ารู้มาว่าอีตาเสือแอบหลบแฟนตัวเองมารับงานโดยไม่บอกกล่าวนี่ถ้าแฟนอีตาเสือรู้เมื่อไหร่ มีหวังได้วงแตกแน่”


                    สุริยาวสีเงียบไปพักหนึ่งคล้ายกำลังฟังคู่สนทนาซักถาม จากนั้นจึงพูดต่ออย่างคันปาก...


                    “จริงๆนะตัวเองอีตาเสือยอมรับเป็๞แอมบาสเดอร์ชิ้นนี้ด้วยค่าตัวที่ถูกกว่าปกติแมงเมาท์เขาลือกันหึ่ง เป็๞เพราะว่าอีตาเสือกำลังคิดจะหาทางคั่วอีตาพัดอยู่นี่แหละลองคิดดูนะ ยอมเซ็นสัญญาตั้งสามปี ก็เพราะหวังจะหาทางใกล้ชิดล่ะสิ...”


                    วาตีหูผึ่ง...ได้ข้อมูลเด็ดมาอย่างไม่เชื่อหู


                    “ตัวเองไม่เชื่อเค้าเหรอ ลองดูอย่างข่าวของเทเตโชนั่นปะไร ถ้าเค้าไม่ตามจิกตามคุ้ย เ๱ื่๵๹ที่เทไปมีอะไรกับเรณีรับรองว่านักข่าวนิตยสารอื่นก็ไม่มีทางรู้ข่าวนี้แน่...”


                    วาตีขยับตัวเข้าไปใกล้หวังจะเก็บข้อมูลจากคำนินทาของปาปารัซซีตัวแสบอย่างสุริยาวสีให้มากขึ้นเพราะคิดว่าคนๆนี้น่าจะเป็๞เบาะแสชั้นดีให้หล่อนได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง


                    แต่เ๽้ากรรม...เสียงโทรศัพท์ของหล่อนดันอุตริดังขึ้น


                    วาตีจึงต้องควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายแล้วคว้าขึ้นมากดรับสายทำตัวเป็๲ปกติแล้วเดินผ่านหน้าปาปารัซซีชายใจหญิงที่หุบปากฉับเมื่อผ่านระยะพอสมควรจึงป้องปากกระซิบกระซาบกรอกเสียงลงไป


                    “นี่...ยายน้องดาโทร.มาขัดจังหวะจนเสียโอกาสหมดเลย”


                    เสียงทางปลายสายแหวกลับอย่างหยอกเย้า“กำลังเขียนฉากไคล์แมกซ์เข้าด้ายเข้าเข็มระหว่างพระเอกล่ำบึ้กหุ่นนักกล้ามกับนางเอกหน้าอกสะบึมอยู่บนเตียงคิงไซส์อย่างนั้นเหรอยะถึงได้บอกว่าฉันโทร.มาขัดจังหวะ”


                    “ไม่ใช่ย่ะนี่หัวของแกคิดแต่เ๱ื่๵๹ลามกจกเปรตรึไงกันฉันกำลังออกมาเก็บข้อมูลนิยายเ๱ื่๵๹ใหม่อยู่แต่แกดันโทร.มาตอนที่ฉันกำลังแอบฟัง...” หล่อนหันซ้ายหันขวากลัวคนจะได้ยิน “ฟังคนนินทาอยู่น่ะสิ”


                    “อะไร ยังไงเล่ามาด่วนๆ...ฉันมีเวลาให้แกเมาท์มอยยี่สิบสี่ชั่วโมงย่ะ”


                    วาตีอยากจะส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดตามประสาเพื่อนฝูงในกลุ่มเพราะว่า ‘น้องดา’ หรือชื่อจริงว่าพีรดาคนนี้ปกติมีถิ่นฐานอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ นานทีปีหนถึงจะได้พบปะเจอกันนับ๻ั้๹แ๻่ห่างหายกันไปหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยมาด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน


                    “นี่แกลงมาจากเชียงใหม่แล้วอย่างนั้นเหรอรอบนี้จะมาอยู่กี่วัน แล้วนี่แกไปพักที่ไหน...บ้านช่องที่เคยอยู่ก็ขายไปหมดแกไปพักกับฉันที่บ้านไหม...”


                    วาตีถามออกไปเป็๞ชุดเพราะความคิดถึงเพื่อนสนิทคนนี้ จนปลายสายต้องรีบขัด “นี่แกหายใจทางเหงือกเหมือนปลารึไงกันยะ เล่นถามซะรัวเป็๞ชุดเอาเป็๞ว่าแกว่างตอนไหน ฉันจะได้โทร.หาแกอีกที”


                   “เอาอย่างนี้แล้วกันสักเย็นๆฉันจะโทร.หาเอง...ว่าแต่แกอยู่ที่ไหนล่ะ”


                    “ฉันอยู่กับน้องกอล์ฟ มันตาน่ะ พอดีเ๽้าตัวเขาลงมาจากเพชรบูรณ์เห็นว่าวันพรุ่งนี้จะเข้าไปเซ็นสัญญาขายนิยายให้กับช่อง 13 เ๱ื่๵๹ คุณหนูวายร้ายตัวแสบน่ะ”


                    “จริงเหรอยะ...น้องกอล์ฟนี่ก็ซุ่มอุบข่าวจังเลยนะ วันก่อนคุยกันทางเฟซบุค ก็ไม่เห็นจะบอกข่าวสักนิดทุกทีมีข่าวอะไรในแวดวงนักเขียนก็เห็นพี.อาร์.เต็มหน้ากระดานทีนิยายตัวเองจะขายไปทำละครกลับซุ่มเงียบ เดี๋ยวเจอตัวจะขอบิดหูสักที”


                    วาตีฝากเย้าแหย่ไปถึงนักเขียนนามปากกา‘มันตา’ นักเขียนรุ่นน้องผู้เป็๲เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งในแวดวงน้ำหมึกของหล่อนถึงแม้ว่าจะอยู่กันคนละสำนักพิมพ์ก็ตาม


                    แล้วบทสนทนาของหล่อนก็ยุติลง เมื่อประตูห้องแต่งตัวเปิดกว้างผู้ที่เดินผ่านกรอบประตูออกมาสวมเสื้อสีขาวแขนสั้นพอดีตัวกระชับหุ่นเหมือนพวกนิยมเล่นกล้ามกางเกงผ้าแนวเกาหลีสีน้ำตาลเข้ม สวมหมวกแก๊ปและแว่นตากันแดดสีชาดูผิวเผินก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าพินิจอย่างถี่ถ้วน จะเห็นได้ว่าแม้นจะแต่งตัวปิดหน้าปิดตา พรางบุคลิกอย่างไรแต่ประกายความเป็๞คนมีเสน่ห์กลับไม่อาจถูกกลบไปได้สักนิด


                    นี่แหละมั้ง...ที่เขาเรียกว่า‘ออร่า’


                    “ไปกันหรือยังครับ”


                    “อ่อ...ค่ะ”หล่อนตอบรับสั้นๆ แล้วหมุนตัวกลับกำลังจะก้าวขาไปตามทางเดินที่มุ่งออกไปทางข้างหน้าเวทีด้านในห้องประชุมแต่ขาก็แทบสะดุดพันกัน เมื่อข้อมือถูกดึงเอาไว้


                    เมื่อหันหลังกลับหล่อนก็ต้องแปลกใจ...


                    “ไปอีกทางหนึ่งครับทางนั้นคงมีนักข่าวดักรอสัมภาษณ์ผมเต็มไปหมดวันนี้ผมไม่มีอารมณ์อยากตอบคำถามใคร...นอกจากคุณ”


                    หล่อนไม่ได้ฉงนฉงายกับความคิดหรือคำพูดของเขาเท่าไหร่นักหรอกเพราะรู้ดีว่าพวกคนดังก็มักเป็๲แบบนี้ทั้งนั้น...ยามมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงเบื่อหน่ายที่ต้องมาปั้นหน้ายิ้มแล้วตอบคำถามเดิมๆกับพวกนักข่าวทุกวี่วันจึงคิดหาทางเลี่ยงหลบหลีกเสมอ


                    แต่สิ่งที่ทำให้ใจของหล่อนปั่นป่วนเพราะไม่เข้าใจว่าระหว่างที่เขาฉุดให้หล่อนก้าวตามไปยังทางเดินอีกเส้นหนึ่งทำไมเขาถึงไม่ปล่อยข้อมือหล่อนทิ้ง


                    แล้วหล่อนล่ะ?ทำไมถึงไม่สะบัดมือเขาออก


                    ตอนนั้นเองที่หล่อนแทบไม่รู้เลยว่าเสียงฝีเท้าที่ย่ำไปทุกย่างก้าวมันไม่หนักและแน่นเท่ากับเสียงของหัวใจที่เต้นถี่อยู่ในโพรงอกทั้งเน้นหนักและแน่นหนึบจนได้ยินมันดังโครมๆ


                    ภูพัดพาหล่อนเดินอ้อมไปทางประตูเล็กเมื่อโผล่หน้าไปอีกฝั่ง จึงทะลุไปยังทางลับซึ่งเป็๲บันไดเวียนออกด้านหลังของโรงแรม


                    ถึงตรงนี้หล่อนจึงหยุดปลายเท้าแล้วสั่งเสียงห้วน “ปล่อยมือฉันสักทีสิ”


                    ทันทีที่ข้อมือของหล่อนหลุดจากพันธนาการหัวใจของหล่อนก็โบยบินไปพร้อมกัน...แต่ตอนที่ชะโงกหน้าเหนือบันไดเวียนชั้นบนมองลงไปยังชั้นล่างนั่นสิแทบจะทำให้ขาหล่อนทรุดลงไปกองกับขั้นบันได


                    ก็หล่อนแต่งตัวซะสวยพริ้งสวมรองเท้าปลายแหลม...แล้วนี่หล่อนจะต้องเดินลงไปยังชั้นล่างด้วยเท้าอย่างนั้นหรือ?


                    มันตั้งสิบชั้นเชียวนะ!

    //////////////////////////////////////////////////จบบทที่ 7