ภายในหอนางโลมที่แสนโอ่อ่าแห่งนี้ ก็เหมือนกับทุกวันที่เต็มไปด้วยเสียงบรรเลงของเครื่องดนตรีจากเหล่านางโลมฝีมือดีทั้งหลาย กลิ่นกำยานและสมุนไพรส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ ชวนให้ผู้คนที่เข้ามาเยือนหอแห่งนี้นั้นผ่อนคลาย เตรียมพร้อมสำหรับการร่วมกามกิจกับเหล่านางคณิกาหมือนกับทุกๆ ครั้ง
ทว่าในวันนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากวันอื่นๆ และสิ่งนั้นนั่นเองที่ทำให้เหล่าบุรุษได้เข้ามาที่หอนางโลมแห่งนี้มากมายผิดปกติ นั่นคือวันประมูลพรหมจรรย์ของนางโลมคนใหม่ ซึ่งยังไม่เคยได้รับแขก ยังไม่เคยเสียพรหมจรรย์จากที่ไหนมาก่อน นางเพิ่งผ่านการฝึกฝนอบรมมาอย่างดีจากหอคณิกา และได้เวลาที่จะได้รับแขกเป็ครั้งแรก
“หลินจินเอ๋อ” หญิงสาวที่มีผมสีดำขลับ ดวงตาคมสีน้ำตาล ผิวขาวราวกับหยกขาว ริมฝีปากแดงดั่งทาชาด สองแก้มสีชมพูระเรื่อ สวมชุดผ้าแพรโปร่งบาง จนเผยให้เห็นผิวเนื้อภายใต้ภูษาอาภรณ์เ่าั้ กำลังยืนอยู่บนเวทีกลางห้องโถง นางต้องแสดงทักษะที่ดึงดูดแขกให้มาประมูลนางด้วยราคาที่สูงที่สุดตามคำสั่งแม่เล้า นางเริ่มร่ายรำไปตามจังหวะของดนตรีที่นางโลมคนอื่นบรรเลงอยู่กลางเวที
บุรุษหลายคนที่มาเยือน จับจ้องมองนางไม่วางตา ทุกท่วงท่าของนางนั้นอ่อนช้อย ประหนึ่งเทพธิดา ลงมาร่ายรำให้มวลมนุษย์ได้รับชม การบิดเอว การส่ายสองแขน การหมุนตัว การชำเลืองตา ทุกท่วงท่ากริยาของนางนั้นช่างเย้ายวนใจ ชวนให้บุรุษทั้งหลายต่างซุบซิบกันว่า ใครกันหนอที่จะได้ประมูลนางไปในคืนนี้
ทว่าไม่มีใครสังเกตเลย... ว่าในดวงตาของนางนั้น มิได้ฉายแววว่าอยากจะเสพสมกับบุรุษเ่าั้เลยสักนิด แววตาของนางเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย และความอึดอัดกับสิ่งที่นางกำลังจะทำอยู่ ราวกับว่านางมิได้มองว่า การถูกประมูลด้วยเงินทองมหาศาลเ่าั้ จะเป็สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกมีคุณค่า หรือทำให้นางรู้สึกพึงใจได้เลย
หลังจากการร่ายรำจบลง นางก็ปลีกตัวกลับเข้าไปหลังฉาก รอให้แม่เล้าบอกกล่าวกับเหล่าบุรุษที่มาในวันนี้ ว่าผู้ใดจะเสนอราคาเท่าไรในการประมูล
ระหว่างการสนทนาของแม่เล้ากับบุรุษเ่าั้ นางก็เดินไปพูดกับสาวใช้นางหนึ่ง ซึ่งยืนรอคอยปรนนิบัตินางอยู่หลังฉาก
“มันจะได้ผลใช่ไหม?”
“คิดว่าสูตรนี้น่าจะได้ผลเ้าค่ะ จากความรู้ที่ข้ามี ยาสมุนไพรนั้น จะทำให้ท่านไม่ต้องเสียพรหมจรรย์อย่างที่ท่านปรารถนา”
“หากเป็เช่นนั้นจริงก็ดี ข้าไม่คิดจะดำรงอยู่ต่อไปอย่างนางโลมตลอดชีวิตหรอก... ไม่สิ... อย่าว่าแต่ตลอดชีวิตเลย แค่คืนเดียวที่ต้องรับแขก ข้าก็ไม่ปรารถนาแล้ว”
“มันต้องได้ผลเ้าค่ะ! สักวันหนึ่งเราจะออกจากที่นี่ไปด้วยกัน” “หลิวเหมยฮวา” สาวใช้ของนางกล่าว พลางมองนางด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น แม้ว่าหน้าตานางจะไม่ได้แต่งแต้มอะไรมาก แต่ดวงตากลมโตสดใสเปี่ยมไปด้วยพลัง บนผิวเนื้อใบหน้าที่ขาวนวลของนางนั้น ใครพบก็ต้องคิดว่านางก็เป็คนที่น่ารักเอาการอยู่คนหนึ่ง เพียงแต่ไม่ได้มีเสน่ห์เย้ายวนดั่งเช่นนางโลมก็เท่านั้น
“ข้าให้สิบตำลึงทอง!” เสียงชายจากหน้าฉากคนหนึ่งดังขึ้น เป็คนแรกที่เสนอราคาของนาง
“ข้าให้ยี่สิบตำลึงทอง!” เสียงชายอีกคนหนึ่งดังขึ้น ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ข้าให้ห้าสิบตำลึงทอง มีใครจะสู้อีกไหม” เสียงชายคนหนึ่งที่ฟังดูเรียบเฉยราวกับไร้อารมณ์ดังขึ้นมา มันเป็เสียงที่เ็าราวกับจะเหยียดเย้ย บุรุษทุกคนว่าไม่มีปัญญาสู้ราคากับเขาได้แน่นอน
“ถ้าไม่มีใครเสนอมากกว่าห้าสิบตำลึง คุณชายท่านนี้จะได้พรหมจรรย์ของนาง ไปในค่ำคืนนี้ พร้อมกับการปรนนิบัติอย่างดีของนาง ซึ่งได้รับการฝึกฝนจากหอคณิกาของเรา” เสียงแม่เล้ากล่าวขึ้น ทำเอานางโลมสาวตาคมที่กำลังถูกประมูลนั้น ต้องหัวใจเต้นตึกตัก ราวกับหัวใจจะหลุดลงมากองที่ตาตุ่ม นางหันไปมองหน้าสาวใช้ของนางอีกครั้ง ราวกับจะถามให้มั่นใจว่านางจะรอด
สาวใช้ตากลมกุมมือนางเอาไว้ พร้อมกับพยักหน้าหนึ่งครั้งเป็สัญญาณให้นางเชื่อใจ... ว่าแผนการของพวกนางจะได้ผล...
นางโลมสาวคนงามถูกพาไปที่หน้าฉากอีกครั้ง พร้อมกับคนรับใช้คนอื่นอีกหลายคน ที่เตรียมตัวส่งตัวนางให้กับชายผู้ชนะการประมูล ก่อนที่พวกเขาจะนำทางชายผู้ชนะการประมูลและนางโลมคนงาม ขึ้นไปบนชั้นสองของหอคณิกา เพื่อเริ่มการให้บริการของนาง
.
บรรยากาศ ภายในห้อง “รับแขก” ของนางโลมนั้น แม้จะดูหรูหรา และโอ่อ่า มีภาพจิตรกรรมพู่กันงดงามติดอยู่ที่ฝาผนัง เตียงและผ้าปูที่นอนหมอนม่าน ล้วนทอด้วยผ้าไหมเนื้อดีมีราคาแพง มุมห้องมีแจกัน ประดับไปด้วยดอกไม้สวยงาม แต่ความหรูหรานั้น มิได้ทำให้นางโลมคนงามมีความสุขเลยแม้แต่น้อย แววตาของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวลถึงขีดสุด
ชายผิวขาวซีด ผมดำยาวในชุดดำ ดวงตาดูหมองคล้ำ แต่กลับทรงอำนาจแปลกๆ กำลังนั่งมองนาง ด้วยสายอันเปี่ยมไปด้วยกามารมณ์ พร้อมจะขย้ำนางได้เต็มที่
“เชิญท่านชาย ดื่มชาที่ข้ารินก่อนเถิด ท่านคงเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว สำหรับการเดินทางมาที่นี่” นางโลมคนงามพูดพลางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แม้มันจะเป็การเสแสร้งก็ตามที... แต่มันจำเป็... ที่นางจะต้องทำเช่นนี้... เพื่อให้เขาได้ดื่มชาที่ผสมสมุนไพรที่นางสาวใช้จัดมาให้ แล้วหลับใหลไปโดยที่นางยังคงรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ได้...
“น่าสนใจ เ้านี่ช่างอ่อนหวานเสียเหลือเกิน ข้าจะเริ่มดื่มชาเสียก่อนก็ได้” เขากล่าว จากนั้นนางจึงค่อยๆ ชงชาแล้วรินให้กับเขา
“กลิ่นชา ก็หอม แต่กลิ่นกายเ้านั้น หอมยิ่งกว่า” เขาเอ่ยตอบ ทำเอานางต้องแสร้งทำเป็เอียงอายด้วยความเขินขวย
“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว”
“มิเกินจริงไปหรอก กลิ่นหอมของชานั้น อาจกระตุ้นความอยากดื่มได้ แต่กลิ่นของเ้านั้น กระตุ้นอะไรได้มากกว่านั้น” เขากล่าว ก่อนที่จะรับชาน้ำที่สองจากนาง แล้วดื่มลงไป
ของเหลวล่วงผ่านลำคอของเขา นางจ้องมองด้วยความลุ้นระทึก ว่ามันจะได้ผลหรือไม่…
ทว่าเขากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยแม้แต่น้อย!
“บางทีอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้” นางคิดในใจ ก่อนที่จะหาทางประวิงเวลาให้นานมากกว่านั้น
“เอาเถอะไม่ต้องมารอรีแล้ว เราจะเริ่มกันได้หรือยัง ข้าอดใจไม่ไหวแล้ว ที่จะได้เป็คนแรกที่จะได้ประเดิมพรหมจรรย์ของเ้า” แขกหนุ่มกล่าวด้วยท่าทางกระสันเสียเต็มประดา
“ท่านไม่ต้องรีบร้อนไปก็ได้ ข้านั้นผ่านการอบรมศิลปะมากมาย หาใช่นางโลมชั้นต่ำที่จะขายเรือนร่างเพียงอย่างเดียวไม่ ท่านสนใจเสพศิลปะอื่นจากข้าก่อนหรือไม่ เพื่อท่านจะได้มีความสุข และมีอารมณ์ร่วม มากกว่าการรุกเร้าั้แ่เริ่ม”
“ไม่! ข้าไม่้า ตอนนี้ข้า้าแค่เ้า!” เขาพูดพลางรุกคืบเข้าหาเธอ มือข้างหนึ่งเชยคางเอาไว้ ส่วนอีกข้าง ก็จับเข้าที่เอว
นางรู้สึกได้ถึงความเจ็บที่ถูกเขาััที่เอว เรี่ยวแรงของเขามันหนักหน่วงมากกว่าที่นางเคยรู้จัก ราวกับว่ามือของเขา นั้นแข็งแกร่งผิดจากมนุษย์มนาธรรมดาที่นางรู้จักมามากหลายเท่า!
“ท่านนี่รีบร้อน เสียจริง... รู้ไหมว่า การที่เราจะมีความสุขสำหรับการเสพสมนั้น หาได้เป็ไปด้วยความ้าเปี่ยมล้นของฝ่ายชายเป็ฝ่ายเดียวไม่ หากท่านรู้จักเล้าโลมอิสตรีให้มากกว่านี้ ข้าก็จะเพลิดเพลินไปกับ การเสพสมครั้งนี้ด้วยเช่นกัน... แบบนั้นท่านน่าจะรู้สึกดีกว่าหรือไม่”
นางพยายามประวิงเวลาให้มากที่สุดเผื่อว่ายาจะออกฤทธิ์... แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีผลเลยสักนิด ดวงตาของเขามิได้ฉายความง่วงนอนเลยแม้แต่น้อย หากแต่เต็มไปด้วยความกระสันอย่างเต็มที่ที่จะรุกล้ำพรหมจรรย์ของนาง
เขารีบกอดนางอย่างรวดเร็ว อ้อมกอดนั้นมันแ่ามากจนนางแทบจะหายใจไม่ออก ก่อนที่จะช้อนร่างนางแล้วอุ้มไปยังเตียงที่ปูด้วยผ้าไหม แล้วโยนร่างนางลงไป อย่างมิได้ใยดีว่านางจะเ็ปหรือไม่
“งั้นข้าเริ่มเลยแล้วกัน” แขกผู้กำลังอยู่ในความกระสันกล่าวขึ้น ก่อนจะเริ่มขึ้นคร่อมเรือนร่างระหงของหลินจินเอ๋อ
น้ำตาเริ่มเอ่อคลอที่ดวงตาของนาง บัดนี้นางกำลังจะกลายเป็นางโลมเต็มตัว กำลังจะได้สังวาสกับบุรุษที่ไม่รู้จักกันมาก่อน... กำลังกลายเป็สิ่งที่นางเกลียดชังมาตลอดชีวิตงั้นเหรอ...
ทว่าก่อนที่กามกิจกำลังจะเริ่มนั่นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากนอกห้อง ทำเอานางโลมตาคมและแขกหนุ่มผู้กำลังกระสัน ต้องหันขวับไปมองด้วยความใ เมื่อเสียงนั้นใกล้เข้ามาที่ประตูห้อง ตามด้วยประตูห้องที่ควรจะลงกลอนไว้ กลับเปิดออกมา ราวกับกลอนที่ขัดเอาไว้มิให้ประตูเปิดได้นั้น ไม่มีความหมายสำหรับผู้มาเยือนเลยแม้แต่น้อย
เขาเป็ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ ดวงตาดุดันราวกับพยัคฆ์ รอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยว เสื้อผ้าของเขามิได้หรูหรา ทั้งยังดูมอมแมม ราวกับผ่านการเดินทางและการต่อสู้มามากมายก่อนที่จะมาถึงที่นี่โดยมิได้พักเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ
“ฮ่าๆ เ้าอยู่ที่นี่เองงั้นรึ? เ้าปีศาจ!” เสียงของชายหนุ่มผู้มาเยือนดังขึ้น ทำเอาแขกหนุ่มที่กำลังจะเสพสังวาสกับนางโลมต้องสะดุ้ง แล้วตอบกลับไป
“ปีศาจอะไรกัน ข้าไม่เข้าใจ เ้าจะมาบุกรุกหอนางโลมเช่นนี้ ไม่ใช่เื่ที่ถูกต้อง บ้านก็มีกฎบ้าน เมืองก็มีกฎเมือง หอคณิกานี้ก็มีกฎเช่นเดียวกัน”
“เื่นั้นช่างมันเถอะ! มาสู้กันเ้าปีศาจ! ข้าได้ยินว่าเ้าแข็งแกร่งมาก เพราะว่าได้ดูดพลังชีวิต จากสตรีที่เ้าเสพสมมามากมาย จากข้อมูลที่ข้าได้มา น่าจะไม่ต่ำกว่าสามสิบคนแล้วสินะ” ชายผู้นั้นกล่าวพลางแสยะยิ้ม ราวกับจะได้ชิมอาหารอันโอชะ ที่ไม่ได้ลิ้มลองมานานหลายปี
“เ้าเป็ใคร? ทำไมถึงรู้ข้อมูลพวกนี้ได้” แขกผู้เต็มไปด้วยความกระสันเมื่อครู่ถาม สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก ราวกับถูกรู้ความลับที่ไม่ควรล่วงรู้
ไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร ชายหนุ่มคนนั้น ก็พุ่งเข้ามาหาเขาทันที ก่อนจะซัดฝ่ามือเข้าหมายเล็งไปที่กลางอก แต่ชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็ปีศาจกลับเปลี่ยนแขนตัวเองให้กลายเป็กรงเล็บ แล้วปัดสกัดฝ่ามือของเขาเอาไว้ได้! แต่ถึงอย่างนั้นชายผู้มาเยือนกลับใช้แรงส่งจากการถูกปัดป้องหมุนตัว แล้วเตะตอกส้นเข้าที่ก้านคอของชายผู้ถูกเรียกว่าปีศาจทันที!
ชายผู้ถูกเรียกว่าปีศาจล้มลงเข่าแตะพื้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ิัของเขาค่อยๆ เปลี่ยนไป จากผิวขาวสะอาดกลับกลายเป็สีดำทมิฬ ดวงตาที่เคยดำขลับกลับกลายเป็สีแดงเื เส้นผมสีดำกลับกลายเป็สีขาวโพลน แล้วเขาก็ลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง ด้วยท่าทางกระหายเื
“คิดแล้วเชียวว่าร่างกายจำแลงเป็มนุษย์นั้นมันอ่อนแอเกินไป! เอาเถอะ! ในเมื่อเ้าท้าทาย เ้าก็จะต้องได้รับบทเรียน เ้ามนุษย์!”
ปีศาจร้ายพูดจบก็พุ่งเข้าใส่ทันที พร้อมกับนำกรงเล็บหมายเตรียมจะแทงไปที่หัวใจของชายหนุ่มจอมยุทธ์ ทว่าเขาเพียงก้าวเท้าไปด้านข้างในมุมเฉียงเล็กน้อย ก็สามารถหลบการโจมตีจากกรงเล็บของปีศาจได้อย่างหวุดหวิด และเขาก็ไม่ปล่อยให้โอกาสสูญเปล่า เมื่อก้าวย่างก้าวของเขาเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็ซัดฝ่ามืออีกฝ่ามือออกไปทันที!
มันไม่ใช่ฝ่ามือธรรมดา หากแต่เป็ฝ่ามือที่เรืองรองไปด้วยรัศมีสีทอง เป้าหมายของมันคือขมับของเ้าปีศาจ! การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วมากเสียจนปีศาจก็มิอาจตอบสนองได้ทัน! ฝ่ามือนั้นซัดเข้าที่ขมับของมันอย่างเต็มแรง! เ้าปีศาจ ถึงกับชะงักไปราวกับสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก!
หลังจากนั้น เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเ้าปีศาจกลายเป็เป้านิ่งเพราะชะงักจากการโดนฟาดขมับ เขาก็หายใจออกยาวๆ พลังงานสีทองอาบไปที่มือทั้งสองของเขา ก่อนที่เขาจะเริ่มะโขึ้น
“อ่อนหัด! อ่อนหัด! อ่อนหัด! อ่อนหัด! อ่อนหัด! อ่อนหัด! อ่อนหัด! อ่อนหัด!”
ชายหนุ่มเอ่ยพลางรัวฝ่ามือไปอย่างไม่ยั้ง เ้าปีศาจที่ตอนนี้กลายเป็ดังเป้าซ้อมชกถึงกับร้องโหยหวน ก่อนที่พลังปีศาจจะกระจายออกมาจากร่างของมัน แล้วร่างที่ควรจะเป็ร่างคล้ายมนุษย์ก็สลายหายไป กลายเป็เพียงเถ้าถ่านเท่านั้น!
“โอ้! ในที่สุด ข้าก็ชนะอีกแล้ว! นึกว่าปีศาจนี่จะแข็งแกร่งมากกว่านี้ซะอีก เสียเวลาจริงๆ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ พลางมองเศษซากที่เคยเป็ร่างคล้ายมนุษย์ที่กองอยู่แทบเท้า
“มันเกิดอะไรขึ้นเ้าคะ? นายหญิง!” เสียงของสาวใช้ประจำตัวของนางโลมดังขึ้น หลังจากที่นางวิ่งพรวดเข้ามา ท่าทางของนางตื่นตระหนกกับการบุกรุกของชายหนุ่ม... แล้วก็ต้องตื่นตระหนกมากกว่าเดิมเมื่อพบว่า จุดที่ควรเป็แขกที่ประมูลนายหญิงของนางได้ ตอนนี้กลายเป็เถ้าถ่านไปเรียบร้อยแล้ว...
“อิสรภาพ... เหมยฮวา....” นางพูดพลางลุกขึ้นมามองสาวใช้ตากลม “เรากำลังจะเป็อิสระแล้ว...”
.
หลังจากนั้น แม่เล้าก็เรียกชายหนุ่มไปสอบถามถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นอยู่ยกใหญ่...
จอมยุทธ์หนุ่มอธิบายว่า เขาออกตามล่าปีศาจที่ว่ากันว่าแข็งแกร่ง เพื่อจะได้พิสูจน์ฝีมือของเขา และได้ตามร่องรอยของปีศาจที่ว่า จนมาถึงหอนางโลม มันดูเป็คำอธิบายที่เรียบง่าย... แต่ก็โผงผางมากเสียจนน่าสงสัยว่า เขาได้เรียนมารยาทมาบ้างหรือเปล่า... ซึ่งจากท่าทางแล้วคิดว่าคงไม่...
“จะเป็นักล่าปีศาจ จอมยุทธ์ หรืออะไรก็ช่างเถอะ! แต่การเข้ามาอาละวาดในหอคณิกาแห่งนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำ อีกอย่าง นางก็เพิ่งได้รับการประมูลเป็ครั้งแรก เ้ากำลังทำให้คืนแรกของการเสียพรหมจรรย์ของนางต้องถูกขัดจังหวะ เ้าจะรับผิดชอบอย่างไร!?” แม่เล้าเอ่ยขึ้น
ขณะที่จอมยุทธ์หนุ่มก็ดูเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไร แม่เล้าก็ชายตาไปที่นางโลมสาวที่กำลังเกือบจะเสียพรหมจรรย์ พร้อมกับส่งสัญญาณ เหมือนกับจะให้นางช่วยเรียกร้องค่าเสียหาย
“อยากได้ค่าเสียหายเท่าไร?” ชายหนุ่มถาม ก่อนจะหันไปมองนางโลมสาวแล้วกล่าวขึ้นมา “ข้าดูแววตาของเ้าแล้ว ข้าว่าเ้าคงไม่ได้อยากได้เงินใช่ไหม? ข้าััได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในตัวเ้า... ความ้าอิสรภาพ ข้าพูดถูกหรือเปล่าแม่นาง...”
แม่เล้าแสดงท่าทางไม่พอใจอย่างรุนแรง กับคำพูดของเขาพลางส่งสัญญาณทางสายตาเพื่อจะบอกให้นางตอบในสิ่งที่แม่เล้า้ามากกว่าความ้าที่แท้จริงของนางเอง... แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว...
“ข้า้าอิสรภาพเ้าค่ะ! ท่านสามารถมอบให้ข้าได้หรือไม่?!”
“ค่าไถ่ตัวนางคิดเป็สองเท่าของค่าประมูลพรหมจรรย์ เ้ามีร้อยตำลึงทองหรือไม่” แม่เล้าถาม ด้วยสายตาที่เหมือนจะไม่พอใจเป็อย่างมากที่จะต้องสูญเสียนาง ที่น่าจะทำเงินให้กับหอแห่งนี้เป็จำนวนมากในอนาคตไป และนางเองก็มีกลอุบายที่จะได้เขามาใช้สอยเพื่อเป็คนคุ้มครองที่นี่...
“ถ้าไม่มี ก็ทำงานที่นี่ชดใช้เอาก็ได้” นางยิ้มอย่างผู้มีชัย ใครมันจะมีตั้งร้อยตำลึงทอง แต่เขากลับไม่ได้แสดงความวิตกอะไรบนใบหน้า
“พอดีพึ่งได้มาร้อยตำลึงทองพอดี เอาไปเลยข้าให้” เขากล่าวขึ้นพลางหยิบถุงเงินในกระเป๋าจำนวนหนึ่งที่เขียนหน้ากระเป๋าว่าร้อยตำลึงทอง โยนให้กับแม่เล้าแล้วมองไปที่นางโลมสาวที่กำลังมองเขากลับมาด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“ข้าขออะไรท่านเพิ่มอีกได้หรือไม่” นางกล่าวด้วยสายตาที่อ้อนวอน "ช่วยพาสาวใช้ของข้าออกไปด้วยกันกับข้าเถอะ ข้ากับนางผูกพันกันมาก ข้าเคยสัญญาไว้แล้วว่าถ้าจะออกไปก็จะออกไปด้วยกันกับนาง”
“งั้นคิดอีกยี่สิบตำลึงทอง” แม่เล้าพูดด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ เสียนางโลมไปแล้ว ยังต้องเสียสาวใช้ไปอีก มันไม่ใช่เื่ที่ดีเท่าไรสำหรับนางเลย เพราะนางก็เสียเงินซื้อทั้งสองมาไม่ใช่น้อย หวังว่าจะใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ต้องมาเสียไป แบบนี้ก็ขอเรียกราคาให้มันสูงสมน้ำสมเนื้อหน่อยเถอะ! ถ้าไม่มีปัญญาจ่ายก็ต้องมาเป็คนเฝ้าหอนางโลมนี่ให้นาง!
“ได้! พอดีมีเศษเหลืออยู่พอดี” เขาเอ่ยพลางหยิบถุงเงินร้อยตำลึงอีกถุงออกมาแล้วเทเงินตราที่อยู่ในถุงออกมานับได้ยี่สิบตำลึง ก่อนจะส่งให้แม่เล้าพร้อมกับรอยยิ้ม
“งั้นข้าขอตัวนางสองคนออกไปเลยแล้วกันนะ” ชายหนุ่มเอ่ยพลางมองไปที่นางโลมสาวที่เขาเพิ่งจ่ายค่าไถ่ตัวให้ “เ้ากับสาวใช้ของเ้าไปเก็บของได้เลย เราจะออกจากที่นี่ไปด้วยกัน “
“ขอบพระคุณท่านมากเ้าค่ะ” นางโลมสาวกล่าวพลางคุกเข่าลงแล้วก้มลงกราบเขา เพื่อแสดงความซาบซึ้งใจในพระคุณของเขาอย่างหาที่สุดมิได้ ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วรีบกลับไปที่ห้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว
“เ้าเป็ใครกันแน่ ทำไมจึงมีฝีมือขนาดนั้น และมีเงินมากมายขนาดนี้” แม่เล้าถาม
“ข้าเหรอ... ก็เป็เพียงแค่ผู้แสวงหาความแข็งแกร่งคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเท่านั้นเอง” เขากล่าวขึ้นพลางฉีกยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยว มันเป็รอยยิ้มที่เหมือนจะเป็มิตร แต่สำหรับแม่เล้าแล้ว มันเหมือนกับการแยกเขี้ยวขู่ของเสือร้ายเสียมากกว่า... เพราะนางไม่อาจเหนือกว่าเขาได้เลย ไม่ว่าจะเป็พลัง หรือการขู่ด้วยกฎเกณฑ์เงินตรา... เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็เหมือนกับสตรีมือเปล่าที่ไม่ได้ฝึกยุทธ์ กำลังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้ายเท่านั้น...
นางคงต้องได้แต่รับร้อยยี่สิบตำลึงไว้ แล้วไปหาเด็กใหม่แทนนางสองคนนั้นแล้วล่ะ...
และนั่นก็ทำให้เื่ราวการผจญภัยของทั้งสามได้เริ่มต้นขึ้น หลังจากค่ำคืนนี้...