15 2-2
บทที่30 สมบัติล้ำค่า
เมือก่อนหลินเสี่ยวจือมักคิดกับตัวเองเสมอว่า หากคิดจะมีสามี ก็ควรหาให้ได้เหมือนหลินเจียง ผู้ชายที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมไปด้วยความสุภาพอ่อนโยนและมีความรู้ ส่วนอันธพาลข้างถนนอย่างฟางเซิงนั้น ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดีแน่นอน
ทว่าใครที่ไหนจะไปคาดฝันเล่าว่า ความจริงกลับแตกต่างไปจากสิ่งที่เธอเคยเชื่ออย่างสิ้นเชิง!
ฟางเซิงที่ถูกหลินเสี่ยวอวี่จ้องหน้าตรงๆเช่นนั้น ก็ถึงกับใบหน้าและใบหูแดงก่ำ แม้ผิวคล้ำกร้านแดดของเขาจะช่วยปกปิดไม่ให้เห็นสีแดงชัดนัก แต่เจ้าตัวก็มีอาการขวยเขินจนไม่กล้าสบตา และต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที
หลินเสี่ยวอวี่ยืนมองคนทั้งคู่ที่เอาแต่นิ่งเงียบใส่กันครู่ใหญ่ ในที่สุดก็เริ่มทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน ไม่ใช่อะไร..เพราะแดดแรงจนเธอรู้สึกแสบผิวไปหมดแล้ว! ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเองว่า
“พี่ฟางเซิงคะ จู่ๆก็หิ้วปลามาให้พวกเราแบบนี้ ถ้าเดินถือกลับบ้านโทงๆไปแบบนี้ ไม่รู้จะบอกคนอื่นว่ายังไง เอาเป็นว่าเรามาหาที่นั่งปิ้งปลากินกันดีกว่ามั้ยคะ? ว่าไงคะพี่ใหญ่?”
ฟางเซิงยืนจ้องมองหลินเสี่ยวจือตาแป๋วขณะรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อเห็นเธอยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรสักคำ เขาก็เริ่มรู้สึกผิดหวังขึ้นภายในใจเล็กน้อย จนเกือบจะอ้าปากปฏิเสธเสียเอง แต่ทว่ากลับไม่คาดคิด จู่ๆเสียงสวรรค์ที่เฝ้าคอยก็ดังขึ้น
“เอาสิ พี่ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว”
ใจดวงน้อยของฟางเซิงสั่นระรัวเต้นแรงจนแทบระเบิด อาสาเดินนำขบวนออกไปด้วยจิตใจที่ล่องลอยไปไกล หัวสมองของเขาขาวโพลนนึกคิดสิ่งใดไม่ออกไปชั่วขณะ เพราะความประหม่าเก้อเขินนี้เอง จึงทำให้ท่าเดินของเขาดูเก้ๆกังๆราวกับหุ่นยนต์
แลเห็นฝ่ายชายเคอะเขินจนออกอาการเอ๋อไปชั่วขณะแบบนั้น หลินเสี่ยวอวี่ถึงกับต้องยกมือกุมหน้าผากพร้อมกับบ่นพึมพำ
“โถ่วว...ดูไม่ได้เลย!”
หลินเสี่ยวจือยืนกอดอกแน่น จ้องมองไปทางเด็กหนุ่มที่ตื่นสนาม และกำลังสั่นประหม่าจนทำตัวไม่ถูก หมอนี่นอกจากจะดูซื่อๆซ่าๆแล้ว ยังดูซื่อบื้อกว่าที่คิดมาก แต่กระนั้น เธอก็อดยิ้มออกมาไม่ได้เช่นกัน
ฟางเซิงพาสองพี่น้องมายังบริเวณต้นน้ำลำธารใกล้หมู่บ้าน น้ำใสแจ๋วจนมองเห็นปลาแหวกว่ายชัดเจน ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ยังมีกระแสลมเย็นพัดผ่านด้วย
“ที่นี่เป็นฐานลับของฉันเอง! ปกติไม่มีใครมาแถวนี้หรอก”
“พวกเธอสองคนนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันขอตัวไปจัดการกับปลาพวกนี้ก่อน”
ฟางเซิงเดินหาหินรูปทรงแท่นแบนเรียบมาให้หลินเสี่ยวจือกับหลินเสี่ยวอวี่รองนั่ง จากนั้น ก็รีบวิ่งไปริมแม่น้ำเพื่อทำความสะอาดปลา ก่อนจะนำมาย่างไฟ
หลินเสี่ยวอวี่กวาดตามองไปรอบๆอยู่หลายครั้ง เนื่องจากรู้สึกคุ้นเคยกับทีนี่อย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกเสียที
จนกระทั่งฟางเซิงกลับมาพร้อมปลาที่ถูกจัดการเสร็จสรรพแล้ว ด้านหนึ่งแลเห็นภาพฉากที่หลินเสี่ยวจือกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ส่วนหลินเสี่ยวอวี่ก็กำลังทอดสายตาเหม่อมองออกไปสุดขอบฟ้า
“ช่วยถือปลาพวกนี้ให้ฉันหน่อยได้มั้ย?”
ฟางเซิงยิ้มแฉ่งขณะร้องบอกหลินเสี่ยวจือด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
นี่นับเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่ฟางเซิงได้มีโอกาสใกล้ชิดกับหลินเสี่ยวจือถึงเพียงนี้ เพราะปกติแล้ว ฝ่ายหญิงมักจะคอยหลบหน้าหลบตาเขาตลอด โอกาสหาได้ยากยิ่งที่จู่ๆก็หลุดลอยมาหาเช่นนี้ ฟางเซิงยังรู้สึกราวกับฝันไปไม่หาย
หลินเสี่ยวจือได้สติตื่นจากภวังค์ความคิด เธอหันไปพยักหน้าพร้อมกับยิ้มตอบเล็กน้อย แล้วยื่นมือออกไปรับปลาพวกนั้นเอาไว้
นี่นับเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่ฟางเซิงได้เห็นรอยยิ้มของหลินเสี่ยวจือ ใบหูทั้งสองข้างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับมีเลือดไหลรินออกมา ด้วยความประหม่าเกินต้านทาน เจ้าตัวรีบเบี่ยงหน้าหนีไปทางอื่นทันที หันมองฟ้ามองดินมองอย่างอื่นไปเรื่อย แต่กลับไม่กล้าที่จะมองหน้าหลินเสี่ยวจือ
บรรยากาศรอบตัวทั้งคู่กลายเป็นสีชมพูไปชั่วขณะ เต็มไปด้วยกลิ่นอายความรักแสนสดใสตามแบบฉบับหนุ่มสาววัยรุ่น
“นึกออกแล้ว!! ที่นี่นี่เอง!!”
เสียงร้องตะโกนของหลินเสี่ยวอวี่ดังสนั่นขึ้นฉับพลัน บ่อนทำลายภาพบรรยากาศความสดใสสีชมพูของทั้งคู่ลงทันที
เสียงร้องตะโกนอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำเอาหลินเสี่ยวจือกับฟางเซิงถึงกับสะดุ้งโหยงไปด้วย
“น้องเล็ก นึกอะไรออกงั้นเหรอ?”
ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของหลินเสี่ยวอวี่บ่งบอกว่ากำลังมีเลศนัย
แล้วจู่ๆหลินเสี่ยวอวี่ก็ทำตัวลับๆล่อๆมากขึ้น เดินเข้าไปใกล้ทั้งสองคน ก่อนจะลดระดับเสียงเปลี่ยนเป็นกระซิบเบาๆแทน
“หนูได้ยินมาว่าที่นี่มีสมบัติซ่อนอยู่!”
“ที่สำคัญหนูยังรู้ด้วยว่า สมบัตินั่นซ่อนอยู่ตรงไหนด้วย!”
“ขอเพียงเราหาสมบัติชิ้นนั้นเจอ พวกเราก็จะรวยเละเลยล่ะ!”
หลินเสี่ยวจือและฟางเซิงได้ยินเช่นนั้น ต่างคนต่างก็หันไปสบตากันทันที ทั่วอณูใบหน้าของคนทั้งคู่ฉายสะท้อนร่องรอยความไม่เชื่อออกมาอย่างชัดเจน นั่นเพราะสถานที่รกร้างแบบนี้ ไม่น่าจะมีสมบัติล้ำค่าซุกซ่อนอยู่จริง
ทางด้านฟางเซิงแอบคิดกับตัวเองในใจว่า หลินเสี่ยวอวี่คงอยากจะเล่นสนุกตามประสาเด็กแน่ๆ เล่นเกมล่าสมบัติอะไรทำนองนั้น และในเมื่อหลินเสี่ยวจือก็เป็นผู้หญิงคนสำคัญของเขา หลินเสี่ยวอวี่ที่เป็นน้องสาวย่อมเปรียบเสมือนน้องสาวของเขาด้วยเช่นกัน
ในเมื่อน้องสาวอยากเล่นอะไรสนุกๆแก้เบื่อ ฟางเซิงก็พร้อมจะเล่นด้วยอย่างเต็มที่!
ตรงกันข้าม หลินเสี่ยวจือกลับมีสีหน้าครุ่นคิดจริงจังกว่า เธอมองหลินเสี่ยวอวี่น้องสาวที่กำลังเดินสำรวจไปรอบๆ ‘น้องเล็กไม่น่าจะเป็นคนที่พูดอะไรพร่ำเพรื่อ ไม่แน่บางทีแถวนี้อาจจะมีสมบัติซุกซ่อนอยู่จริงๆก็ได้!’
และต้องบอกว่า หลินเสี่ยวจือคิดถูกแล้วที่เชื่อน้องสาวตัวเอง
นั่นเพราะสถานที่ตรงนี้เคยเกิดเหตุดินถล่มจากฝนตกหนักต่อเนื่องติดกันหลายวันหลายคืน ครั้นเมื่อแผ่นดินเกิดทรงตัวไม่อยู่และถล่มลงมา จึงได้เผยให้เห็นกล่องไม้เก่าๆใบหนึ่งโผล่ขึ้นมา คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นได้บังเอิญพบเห็นเข้าจึงขุดขึ้นมาดู และได้ค้นพบว่าภายในกล่องใบนั้นซุกซ่อนทองแท่งขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนไว้!
แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ คนที่บังเอิญผ่านมาเจอกล่องสมบัติดังกล่าวในชาติก่อนก็คือ หลินต้าฉาง ปู่ของเธอนั่นเอง
ย้อนกลับไปครั้งนั้น หลังจากที่ครอบครัวสกุลหลินได้สมบัติพวกนี้ไป ก็ทำเอาหลินเสี่ยวอวี่ที่เป็นดวงวิญญาณอาฆาตแค้นล่องลอยเมื่อชาติก่อน ถึงกับโมโหเดือดดาลอย่างที่สุด เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า ทำไมสวรรค์จึงชอบเข้าข้างคนเลวๆ และคอยประทานโชคกับคนเลวๆอย่างสกุลหลินด้วย
[ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ! ฉันก็นึกอยู่แล้วเชียวว่าทำไมที่นี่ถึงได้ดูคุ้นตานัก คราวนี้ล่ะ กล่องเก็บทองแท่งพวกนั้นจะต้องเป็นของพวกเรา!]
[ฟางเซิง เมื่อชาติที่แล้ว นายเป็นคนดีมากจริงๆ เป็นผู้ชายที่ทั้งซื่อสัตย์และจริงใจกับพี่สาวของฉันตั้งแต่วันแรกจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต]
[ตอนนั้น ฉันไม่มีอะไรที่จะตอบแทนนายจริงๆ แต่ในเมื่อชาตินี้เรามีโอกาสได้พบเจอกันอีกครั้ง ฉันก็ขอตอบแทนนายด้วยความมั่งคั่งนี้ก็แล้วกัน!]
เมื่อได้ยินเสียงในใจของน้องเล็กอีกครั้ง หลินเสี่ยวจือก็ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่อยู่ เธอพยายามแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เพื่อซ่อนเก็บน้ำตาไม่ให้น้องสาวได้เห็น
หลินเสี่ยวจือในปัจจุบันตระหนักดีแล้วว่า จุดจบของตัวเองในชาติที่แล้วเป็นเช่นไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรื่องพวกนี้ได้ตามหลอกหลอนเธอไม่หยุด เธอกลัวเหลือเกินว่า ตัวเองจะเผลอทำอะไรผิดพลาดไปจนนำมาซึ่งจุดจบแบบเดิม
แต่ในตอนนี้ เมื่อหลินเสี่ยวจือได้เห็นหลินเสี่ยวอวี่พยายามลุกขึ้นสู้ และทุ่มเทเพื่อเธอกับฟางเซิงขนาดนี้ ก็ทำให้เธอคิดได้ในท้ายที่สุดว่า หากเอาแต่กลัวจนไม่กล้าลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง นั่นต่างหากที่เป็นความสิ้นหวังอย่างแท้จริง!