ตอนที่13
จือน้อยท่องยุทธภพ
ราวห้าเดือนที่จ่านจือถูกอาจารย์ปล่อยให้ฝึกปรือวิชา อยู่ในหุบเขาสายรุ้งโดยลำพังเขาตั้งอกตั้งใจฝึกฝน ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไร้ประโยชน์วิชาดาวดึงส์ที่ได้รับถ่ายทอด จากเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนในตอนนี้เขาใช้ออกได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ ลมปราณในร่างเพิ่มพูนเปี่ยมล้นจนแทบทะลักออกมาภายนอก จ่านจือกู่ร้องก้องหุบเขาฟาดฝ่ามือออกทำเอาโขดหินใหญ่ตรงหน้า แหลกละเอียดเป็ผุยผงเมื่อได้ระบายลมปราณผ่านฝ่ามือออกมาบ้าง รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมากว่าเดิมมากนัก
มาตรแม้น จ่านจือรู้ตัวว่าภายในร่างสะสมพลังอันมหาศาลเอาไว้ แต่บางครั้งคราวที่เขาโคจรพลังผ่านจุดต่าง ๆรู้สึกติดขัดไม่ลื่นไหลเท่าใดนัก เคล็ดการเหนี่ยวรั้ง เก็บกัก โยกย้ายและใช้ออกล้วนกระทำถูกต้องทุกขั้นตอน ดังนั้นจึงคิดว่า ออกจากหุบเขาสายรุ้งพบหน้าอาจารย์ค่อยสอบถามดูอีกที
ยามเช้าของวันรุ่งขึ้นคือกำหนดเดินทางออกจากหุบเขาสายรุ้งของจ่านจือค่ำคืนนี้หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว เขารวบรวมตัวยาสมุนไพรต่าง ๆ พกพาติดตัวเผื่อเก็บไว้ใช้ในยามคับขัน เขาเองไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่หลายชุดนัก ส่วนใหญ่จะมีเพียงชุดที่สวมใส่อยู่เป็ประจำสภาพที่เก่าหม่นหมองมองไม่เห็นสีเดิมแล้ว บางตำแหน่งยังเพิ่มร่องรอยของการปะชุนอยู่หลายจุด ดังนั้นเขาจึงไม่มีสัมภาระ ที่จะต้องนำพาติดตัวตอนเดินทางมากนัก
ก่อนที่อาจารย์ของเขา จะออกจากหุบเขาสายรุ้งไปได้สั่งจ่านจือไว้ว่า ให้เขาติดตามท่านไปอีกราวห้าเดือน หลังจากท่านออกไปแล้วพร้อมกับให้เขาใช้เส้นทางลับในห้องใต้ดิน เดินทางออกจากหุบเขาสายรุ้งเพื่อจะได้ไม่มีผู้ใดพบเห็น ในขณะที่เขาเดินทางออกไปนั่นเอง
จ่านจือ รู้สึกตื่นเต้นยินดียิ่งที่เขาจะได้กลับสู่จงหยวนอีกครั้ง ซึ่งเป็มาตุภูมิถิ่นเกิด อีกความรู้สึกหนึ่งกลับอาลัยอาวรณ์ต่อสถานที่แห่งนี้อยู่ไม่น้อย หุบเขาสายรุ้งทุกตารางนิ้วเขาล้วนจดจำได้มิลืมเลือน หากมิใช่สถานที่แห่งนี้ ที่เพาะสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งพร้อมทั้งได้เรียนรู้ตำรายาสมุนไพรต่าง ๆ อีกทั้งยังสำเร็จวิชาเป็ที่น่าพึงพอใจมิทราบว่าเดินทางออกจากหุบเขาสายรุ้งครั้งนี้จะได้มีโอกาสกลับมาท่องเที่ยวอีกหรือไม่
จ่านจือ บรรยายความรู้สึกของเขาเองมิได้ในยามนี้กระทั่งไม่ทราบว่าตนเอง หลับใหลไปในเวลาใด มารู้สึกตัวอีกครั้งใกล้รุ่งสางของวันใหม่แล้ว ดังนั้นเขามิรอช้า รีบลุกขึ้นจากแคร่ที่นอนทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ รับประทานอาหารรองท้องแบบลวก ๆ จากนั้นเลื่อนแคร่ไม้ไผ่ใช้เส้นทางลับออกจากหุบเขาสายรุ้ง เมื่อก้าวลงมาเบื้องล่างก่อนจะเลื่อนแคร่ไม้ไผ่เหนือศีรษะ ปิดเอาไว้เช่นเดิม
ก่อนที่จะก้าวเท้าออกมาจากเขตหุบเขาสายรุ้งจ่านจือส่งเสียงกล่าวพึมพำกับตัวเองว่า
“จือน้อยท่องยุทธภพ”
จากนั้นรีบใช้เส้นทางลับออกจากหุบเขาสายรุ้งในทันที
หลังจากเดินทาง ออกมาจากหุบสายรุ้งได้เพียงสามวันจ่านจือ บรรลุถึงเขตนครหลวงลั่วหยาง นับเป็เวลาเย็นย่ำ ในเวลานี้โพล้เพล้แสงแห่งทิวาค่อย ๆ จางหายไปไปทีละน้อย ความมืดมิดแห่งราตรีกาลค่อย ๆคืบคลานเข้าปกคลุม
จ่านจือ มิได้หาโรงตี๊ยม พักอ้างค้างค้างแรมแต่เขาเสาะหาศาลเ้าร้างที่หนึ่ง ไม่นานนัก พบกับศาลเ้าสภาพเก่าแต่ไม่ถึงกับผุพังหลังหนึ่ง เมื่อเข้าไปสำรวจดูภายใน พบว่าไม่มีผู้คนพักอาศัยอยู่ก่อนจึงเดินสำรวจรอบ ๆ ศาลเ้า กระทั่งมั่นใจ เห็นว่าปลอดภัยดีใช้เป็สถานที่อาศัยหลับนอนได้
จ่านจือ จึงตกลงใจว่าค่ำคืนนี้เขาจะยึดสถานที่แห่งนี้ เป็ที่หลับนอนสักคืนหนึ่งหลังจากเลือกหามุมเหมาะเจาะ สำหรับหลับนอนได้แล้วรีบล้วงหมั่นโถว(ซาลาเปาไม่มีไส้) ที่ซื้อหามาระหว่างทาง ออกมาสองลูกจากห่อผ้ายื่นส่งเข้าปากรับประทาน เมื่อดื่มน้ำตามอีกหลายอึก เป็อันว่าเสร็จสิ้น
ดังนั้น จ่านจือจึงมีความคิดว่าสมควรออกไปตรวจตราดูโดยรอบอีกสักเที่ยวหนึ่ง อาจารย์หมั่นตักเตือนสั่งสอนให้เขาเป็คนรอบคอบเอาไว้ให้มาก เพื่อความไม่ประมาท หากเกิดเื่ราวไม่คาดฝันยามกะทันหันจะได้ไม่ลำบาก หากรู้จักวางแผนรับมือ อีกทั้งหาทางหนีทีไล่เอาไว้ล่วงหน้าต่อให้พบพานยอดฝีมือสูงส่ง ยังสามารถเอาตัวรอดอยู่สามส่วน
จ่านจือ ไม่ลืมที่จะหยิบกระบอกติดตัวออกมาด้วยเพื่อตักตวงน้ำดื่มสำรองเอาไว้ คาดว่าห่างออกไปไม่กี่วาเป็ป่าไผ่แ่าต้นหญ้ารกครึ้ม สมควรมีลำธารน้ำใสให้ตักตวงบ้าง
ยามนั้น ริมโสตรับรู้ได้ถึงความผิดปกติดังมาจากทิศทางด้านเหนือของศาลเ้า
“จะต้องมีสิ่งใดเกิดขึ้น?”
จ่านจือ ส่งเสียงกล่าวกับตัวเอง ชักช้ามิทันการต้องรีบรุดไปชมดู ว่าเกิดเื่ราวใดขึ้น เขากล่าวกับตัวเองจากนั้นพุ่งร่างไปตามทิศทาง ที่มาของเสียงผิดปกตินั่น
หากเป็เช่นกาลก่อน ตอนที่เขายังไม่ฝึกยุทธ์อาจไม่สนใจในเื่ราวเหล่านี้นัก บัดนี้เขาคล้ายเป็คนใหม่ มิใช่เด็กน้อยมิเอาไหนหรือว่าชาวบ้านร้านถิ่นไร้ฝีมืออีกต่อไป ั้แ่เยาว์วัยมารดาบุญธรรมปลูกฝังให้เป็คนมีน้ำใจ ไม่นิ่งเฉยดูดายหากสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อยไม่ควรมองข้าม
ประสบการณ์ที่ผ่านมา จ่านจือได้รับการช่วยเหลือจากพี่น้องตระกูลเฟิ่น หากวันนั้นสองเฮียม่วยไม่ผ่านมาพร้อมกับยื่นมือช่วยเหลือเขาไว้บัดนี้คงไม่มีจ่านจือจอมยุทธ์น้อยในวันนี้แล้ว
ดังนั้น จ่านจือจึงตั้งปณิธานกับตัวเองว่าหากพบพานเื่ราวใดไม่ถูกต้อง หรือคนบริสุทธิ์ถูกรังแกข่มเหงเขาจะยื่นมือเข้าช่วยโดยทันที อย่าว่าแม้แต่เป็คน กระทั่งสัตว์เดรัจฉานเขาคิดไม่เกี่ยงที่จะช่วยเหลือเช่นกัน ดังนั้นไม่รอช้าเขาเพิ่มความเร็วพุ่งร่างดั่งสายลมเบาบาง ไปยังทิศทางที่มาของเสียงนั่น
จ่านจือคาดการณ์ไว้ไม่ผิดพลาดเลยจริง ๆพื้นราบโล่งเตียน ห่างออกไปไม่ไกลเท่าใดนักมองเห็นคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน เขาส่งเสียงกล่าวกับตัวเองว่า
“จือน้อย เ้าอย่าด่วนตัดสินใจรวดเร็วเกินไปว่าฝ่ายใดเป็คนดีคนร้าย หากใจเร็วด่วนตัดสินใจ เกิดช่วยคนผิดพลาดขึ้นมาแทนที่เ้าจะช่วยคนบริสุทธิ์ อาจเป็การทำร้ายซ้ำเติม”
ดังนั้นเขาดีดกายด้วยกำลังภายในขึ้นซ่อนตัวยังคบไม้ไม่ไกลนัก
ยามนี้ จ่านจือสามารถแยกแยะได้แล้วคนร้ายมีอยู่ห้าคนด้วยกัน ทั้งหมดสวมชุดดำอำพรางกาย คลุมหน้ามิดชิดเห็นเพียงดวงตาอันดุร้ายเท่านั้น
ผู้ที่ถูกไล่ล่าติดตาม เป็ดรุณีสองนางแต่งกายด้วยชุดนักบู๊รัดกุม พอจะประมาณอายุได้ไม่เกินยี่สิบห้าปีดูจากกระบวนท่ากระบี่ที่ใช้ออก ทั้งสองนางไม่แตกต่างกันเท่าใดนักกระบวนท่าที่โต้ตอบกลับไป ไม่เป็รองผู้ที่ติดตามมา
แต่ทว่าคนน้อยย่อมเสียเปรียบกำลังอ่อนโทรมเป็ธรรมดา แต่ถึงกระนั้น ดรุณีสองนางหากริ่งเกรงคนร้ายไม่ทั้งคู่สู้พลางถอยพลาง กระบี่ในมือตวัดปัดป่าย มองคล้ายบุปผาสองวงกระบี่กรีดกรายสกัดขัดขวาง
จ่านจือขบคิด สายตาชมดูการต่อสู้ไม่กระพริบตา
“ดรุณีเพียงสองนาง พวกท่านมีกำลังถึงห้าคนอีกทั้งยังเป็บุรุษแข็งแรง ลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้ กระบวนท่าที่ใช้หมายเอาชีวิตดรุณีทั้งสองให้จงได้ช่างน่าไม่อายคิดทำร้ายผู้หญิงอ่อนแอกว่าเช่นนี้”
ดรุณีสองนาง เกรงจะถูกโอบล้อมเอาไว้กึ่งกลางจึงแยกย้ายออกเป็ซ้ายขวา ดรุณีที่มีใบหน้าอ่อนวัยกว่า รับมือกับคนร้ายชุดดำสองคนดรุณีที่ใบหน้าแก่วัยกว่าเล็กน้อย นางรับมือกับชุดดำอีกสามคนคนร้ายชุดดำสามคนที่เป็บุรุษเห็นเช่นนั้นพวกมันไม่สนใจว่าคู่ต่อสู้เป็สตรีอ่อนแอกว่าพวกมันทั้งสามพากันเสือกแทงกระบี่เข้าใส่ โดยพร้อมเพรียงกระบวนท่าอำมหิต
ดูจากการลงมือ คิดว่าพวกมัน้าชีวิตของดรุณีทั้งสองแล้ว หากมิเช่นนั้น คงไม่ลงมือหักโหมรุนแรงปานนี้ดรุณีนางนั้นเห็นกระบี่สามเล่ม เสือกแทงตำแหน่งท่อนล่างอย่างหักโหมรีบเบี่ยงตัวออกด้านข้าง พลางหมุนตัวไขว่สลับขามาด้านหลังครึ่งก้าวพอเท้าทั้งสองััพื้น ยื่นกระบี่ในมือฟันฟาดปาดเฉียง ๆ จากขวามาซ้ายปลายกระบี่ของนาง เขี่ยโดนปลายกระบี่สามเล่มที่ทิ่มแทงเข้ามาเกิดเป็ประกายไฟแลบแปลบปลาบ ชวนหวาดเสียวน่ากลัวยิ่ง
ดรุณีนางนั้น เมื่อทำลายสภาวะอันเกรี้ยวกราวของกระบี่ทั้งสามเล่มเบาบางลง นางใช้กระบี่ในมือปัดซ้ายป่ายขวาปิดป้องหากเปรียบเทียบฝีมือแล้ว โอกาสที่นางจะโต้ตอบคนร้ายได้ มีเพียงสามในสิบส่วนดูท่าแล้วอีกไม่นาน นางคงถูกคนร้ายสามคนเอาชีวิตไปแน่นอน
ทางด้านดรุณีอีกนางหนึ่ง ซึ่งอ่อนวัยกว่าถูกสองชุดดำพัวพันอยู่เช่นเดียวกัน มีอยู่หลายครั้งที่คมกระบี่ของคนร้ายกรีดผ่านข้างกายนางไป เห็นแล้วชวนหวาดเสียวชวนตื่นตระหนกยิ่งการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อเนื่อง การต่อสู้มิอาจหยุดยั้ง หากไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแดดิ้นสิ้นใจลงตรงนั้น
คนทั้งหมด ต่อสู้ติดพันกันอยู่ครู่ใหญ่จ่านจือแลเห็นดรุณีที่ต่อสู้กับคนร้ายสามคน พลาดท่าเสียทีถูกฝ่ามือของคนร้ายหนึ่งในสามคน กระแทกเข้าใส่ที่หัวไหล่เต็มแรงโชคดีที่เป็ฝ่ามือมิใช่กระบี่ หากเปลี่ยนจากฝ่ามือเป็กระบี่แล้วกระบวนท่านี้มิเพียงชี้ผลแพ้ชนะกัน แต่ทว่าอาจคร่าลมหายใจของดรุณีนางนี้ไปด้วย
ส่วนดรุณีที่ดูอ่อนวัยกว่า นางถูกสองคนร้ายในชุดำเตะใส่บริเวณกลางหลังเต็มแรงเช่นกัน ร่างของสองนางเซถลามาทางด้านจ่านจือซ่อนตัวอยู่เมื่อแลเห็นชัดเจน ดรุณีทั้งสองนางปรากฏเหงื่อไหลเปียกชุ่มโซมกายหายใจเหนื่อยหอบรุนแรง
สตรีอ่อนแอกว่าเพียงสองนางคนร้ายเป็ชายชาตรีถึงห้าคน
“ช่างน่าไม่อาย ทำร้ายสตรีที่มีกำลังด้อยน้อยกว่า”
จ่านจือ ดุด่าคนร้ายทั้งห้าคนอยู่ในใจ พอดีได้ยินหนึ่งในสองดรุณีส่งเสียงต่อดรุณีอีกนางว่า
“อี้เซิน เ้ายังไหวหรือไม่? กัดฟันเอาไว้แล้วรีบหาทางหลบหนีไปข้าจะสกัดขัดขวางพวกมันให้เ้าเอง เ้ารีบหนีไปแล้วเสาะหาอาจารย์คาดว่าท่านอยู่ไม่ไกลนัก มิต้องเป็ห่วงข้า ขอเพียงเ้าหนีรอดไปได้ผู้หนึ่งช่วยเรียนอาจารย์ว่า ข้าถูกเดรัจฉานรุมทำร้าย คิดว่าอาจารย์ท่านคงคิดบัญชีนี้ให้กับข้าได้ไม่ยากเย็น”
ดรุณีอีกนางหนึ่ง ซึ่งอ่อนวัยกว่าเล็กน้อยส่ายหน้าไปมาเที่ยวหนึ่ง พร้อมกับกล่าววาจาตอบมาว่า
“มิได้ ข้าพเ้ามิอาจทอดทิ้งท่าน ข้าพเ้าไม่ไปไหนทั้งสิ้นหากจะหนีพวกเราทั้งสองหนีไปด้วยกัน หากต้องตายข้าพเ้าขอตายพร้อมกับท่านข้าพเ้าไม่ยอมทอดทิ้งศิษย์พี่ หนีเอาตัวรอดลำพัง หากจะต้องตกตายในมือเดรัจฉานพวกเราตายในลักษณะนี้จะมิโอ่อ่าผ่าเผยกว่าหรอกรึ?”
ดรุณีอีกนาง บอกกล่าวว่านางไม่หนีไปลำพังหากจะไปต้องหนีด้วยกัน ชุดดำทั้งห้ามิรอช้า ร่างจู่โจมมาถึงพร้อมกับประกายกระบี่ปกคลุมทุกทิศทางดั่งร่างแหสองดรุณีรู้แน่ว่าไม่อาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ต่างส่งเสียงพร้อมเพรียงกันว่า
“ศิษย์เนรคุณ มิอาจอยู่ทดแทนคุณอาจารย์ได้หากชาติหน้าฉันใด พวกเราขอเกิดมาเป็ศิษย์อาจารย์กันอีกหน”
แต่ทว่า ก่อนที่คมกระบี่ทั้งห้าเล่มจะบรรลุถึงร่างของนางทั้งสอง เสียงวัตถุหนึ่ง แหวกพุ่งฝ่าอากาศดังซี่ ๆอย่างเร่งร้อน จ่านจือเด็ดผลไม้ป่า ที่อยู่ใกล้มือห้าลูกซัดขว้างในครั้งเดียวต่างอาวุธลับ ใส่ตำแหน่งไหปลาร้าของคนร้าย
คนชุดดำเ่าั้ ถูกผลไม้ป่ากระแทกร่างกระเด็นกระดอนกลับไปด้านหลัง ทั้งห้าคนแตกตื่นเมื่อลุกขึ้นได้ต่างหันมองหาเ้าของร่าง ผู้ซึ่งซัดขว้างอาวุธลับเข้าใส่ทำร้ายพวกตนแต่ความจริงแล้ว จ่านจือมิได้มีเจตนาทำร้ายพวกมันเพียงแต่้าสกัดขัดขวางพวกมันเท่านั้นเอง
พวกมันทั้งห้าคนเข้าใจว่าวัตถุนั้นเป็อาวุธลับอันร้ายกาจ อีกทั้งความรุนแรงพลังที่แฝงมากับอาวุธลับนั้น ชวนให้พวกมันตระหนกแตกตื่น เมื่อหันมองโดยรอบกลับพบกับความว่างเปล่า ปราศจากเงาร่างผู้คน
พวกมันทั้งห้า มิกล้าลงมือสืบต่อเพราะเข้าใจไปเองว่าอาจารย์ของนางทั้งสอง รุดมาถึงแล้วนั่นเอง จากสภาวะของอาวุธลับพวกมันไม่ควรต่อกรด้วย ขืนยังชักช้าอาจรักษาชีวิตน้อย ๆ เอาไว้มิได้เช่นกัน
ดังนั้น ด้วยประสบการณ์ผาดโผนหากจะจากไปในลักษณะนี้ เกรงว่าไม่ง่ายดายนัก หากเ้าของอาวุธลับไม่อนุญาตคิดได้เช่นนั้น หนึ่งในห้าคนร้าย รีบประสานมือขึ้นอย่างนอบน้อมกล่าววาจามีมารยาทว่า
“ขอบคุณาุโ ที่ยังเมตตายั้งมือไว้ไมตรีหากท่าน้ายื่นมือช่วยเหลือดรุณีสองนางนี้ พวกเรารู้ตัดว่าต่ำต้อยมิอาจทำเยี่ยงไรได้ รู้รักษาตัวรอดเป็ยอดคนพวกเราทั้งห้าคนต้องขออภัยที่ล่วงเกิน”
จากนั้น ชุดดำอีกผู้หนึ่ง ส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“ขอเรียนตามตรงมิอ้อมค้อมเราทั้งห้าได้รับคำสั่งมา ต้องเข่นฆ่าเอาชีวิตของนางทั้งสองให้จงได้หากลงมือผิดพลาด งานไม่สำเร็จได้แต่แบกหน้ากลับไปรับโทษทัณฑ์แล้ว”
ชุดดำอีกผู้หนึ่ง ส่งเสียงกล่าวสืบต่อว่า
“ดังนั้นวันนี้ ผู้ต่ำต้อยทั้งห้าจะขอรามือแต่เพียงนี้หากโอกาสมาถึง พวกเราต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามคำสั่งวันนี้พวกเราทั้งห้าคนขออำลา”
กล่าวจบ คนร้ายทั้งห้าคนต่างใช้วิชาตัวเบาะโจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ดรุณีสองนางต่างลุกขึ้นพร้อมกับเก็บกระบี่คืนฝักอย่างโล่งอก นางทั้งสองต่างสำรวจตรวจสอบว่ามีร่องรอยาแบนร่างกายหรือไม่ เมื่อสำรวจแล้วจึงเผยรอยยิ้มออกมาไม่มีาแแต่อย่างใด จากนั้นนางทั้งสองพากันมองหาผู้ที่ยื่นมือช่วยเหลือพวกนางเอาไว้
ดรุณีทั้งสองนางค้นหาจนทั่วบริเวณกลับไม่พบเห็นผู้ใด จึงเดินวนกันอยู่สองเที่ยวกระทั่งแน่ใจไม่พบาุโท่านใดในบริเวณนี้ ตอนแรกนางทั้งสอง คิดตรงกันว่าเป็อาจารย์ของพวกนางที่ช่วยเหลือ แต่ทว่าหากเป็อาจารย์ท่านจริงป่านนี้ท่านคงปรากฏตัวออกมาแล้ว ดังนั้นจึงลงความเห็นว่าสมควรเป็ยอดคนท่านอื่นแล้ว ที่ยื่นมือช่วยเหลือนางทั้งสองเอาไว้
ดรุณีนางที่แก่วัยกว่า ส่งเสียงกล่าวกับดรุณีที่อ่อนวัยกว่าว่า
“อี้เซินข้าคิดว่าผู้ที่ยื่นมือช่วยเหลือพวกเราเอาไว้ คงมิใช่อาจารย์ของพวกเราแล้ว”
ดรุณีนางที่อ่อนวันกว่าส่งเสียงกล่าวว่า
“ศิษย์พี่ซื่อเหมี่ยน ข้าพเ้าเห็นด้วยกับท่านหากเป็อาจารย์ ป่านนี้ท่านคงปรากฏตัวออกมาแล้ว”
ดรุณีทั้งสอง ้ากล่าวขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือชีวิตพวกนางเอาไว้ หลังจากก้าวเดินไปมาหาผู้คนไม่เจอเห็นว่ามืดค่ำแสงสว่างมีเพียงเล็กน้อย ไม่สะดวกในการค้นหาในเวลานี้
ยามนั้น ดรุณีทั้งสองเหลือบเห็นเด็กหนุ่มแต่งกายซอมซ่อผู้หนึ่ง นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้นางทั้งสองคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คงเห็นเหตุการณ์การต่อสู้เมื่อครู่จึงหวาดกลัวขวัญฝ่อไม่หาย ดูจากลักษณะภายนอกคงเป็เด็กหนุ่มชาวบ้านร้านถิ่นพลัดหลงเดินทางผ่านมาเส้นทางนี้ดังนั้นดรุณีทั้งสอง จึงเดินตรงเข้าไปหาเด็กหนุ่มซอมซ่อ หนึ่งในดรุณีที่แก่วัยกว่าส่งเสียงกล่าวถามว่า
“รบกวนสหายน้อยสักครู่ เ้าลุกขึ้นก่อนเถิดไม่ต้องหวาดกลัวปานนี้ คนร้ายหนีไปไกลแล้ว เ้าคงเดินทางผ่านมาทางนี้กระมัง?”
เมื่อดรุณีที่แก่วัยกว่ากลาวจบ ดรณีผู้อ่อนวัยกว่าส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“มิทราบว่าเ้าอยู่บริเวณนี้นานเท่าใดเ้าพบเห็นผู้าุโท่านใดเคลื่อนไหวหรือไม่? เราทั้งสองได้รับการช่วยเหลือจากท่านดังนั้น้าขอบคุณท่านสักประโยคแต่ทว่าค้นหาจนทั่วบริเวณไม่พบพาน นี่ก็มืดค่ำแล้ว จึงอยากรบกวนสอบถามสหายน้อยเ้าสักหน่อย มิทราบว่าพบเห็นาุโท่านใดบ้างหรือไม่?”
สหายน้อย ผู้ซึ่งดรุณีสองนางนั้นเรียกหากลับเป็จ่านจือเอง หลังจากช่วยเหลือนางทั้งสองแล้วเขารีบทิ้งตัวลงมาจากที่ซ่อนโดยไร้เสียง เขายังมิ้าเปิดเผยฐานะตัวเองออกไป
ส่งเสียงกลาวถามด้วยน้ำเสียงสงสัยว่า
“สหายน้อย จอมยุทธ์ท่านทั้งสองเรียกหาข้าพเ้าเป็สหายน้อย?”
“ถูกต้อง สหายน้อยเป็เราทั้งสองเรียกหาเ้ามิอันใดไม่ถูกต้องเช่นนั้นรึ?”
ดรณีผู้แก่วัยกว่าส่งเสียงกล่าวถามจ่านจือละล่ำละลัก กล่าวตอบว่า
“มิถูกต้อง ย่อมมิถูกต้องแน่นอนข้าพเ้าเพิ่งพบหน้าจอมยุทธ์ทั้งสอง พวกเราไม่รู้จักกันอีกทั้งข้าพเ้าสกปรกปานนี้ จะเป็สหายน้อยของจอมยุทธ์ทั้งสองได้เช่นไร?”
จ่านจือ กล่าวตอบแก่ดรุณีทั้งสองเนื่องจากเขาเพิ่งออกท่องยุทธภพเป็ครั้งแรก ยังไม่ทราบว่านางทั้งสองเป็ใครดังนั้นจึงแสร้งนั่งลงก้นกระแทกพื้นอีกครั้ง ทำทีเป็หวาดกลัวตัวสั่นสีหน้าขาวซีด นอกจากนั้นแล้วเขายังใช้มือป้ายดินฝุ่นบนพื้นบริเวณนั้น ป้ายลงบนใบหน้าของตัวเองให้ดูมอมแมมสกปรกอีกด้วย ยิ่งดูแเียิ่ง
จ่านจือครุ่นคิดในใจ ถึงแม้ว่าเขาจะบอกความจริงไปว่าผู้ที่ช่วยเหลือพวกนางทั้งสองเอาไว้เป็เขาเอง เกรงว่าพวกนางจะหัวเราะเยาะเอาได้ด้วยสารรูปของตนเองในตอนนี้ จะมีผู้ใดยินยอมเชื่อถือว่าเป็จอมยุทธ์น้อยมีฝีมือติดตัวอยู่บ้างสภาพของเขาไม่แตกต่างจากขอทานน้อยผู้หนึ่งมิปาน ดังนั้นจึงลุกขึ้นอย่างช้า ๆพร้อมกับกล่าวตอบออกไปว่า
“ข้าพเ้านั่งอยู่บริเวณนี้ั้แ่ตอนหัวค่ำแล้วยังไม่เห็นผู้ใดสักคน? อีกทั้งข้าพเ้าเดินทางผ่านมาเท่านั้นพอดีเห็นจอมยุทธ์ทั้งสอง กำลังต่อสู้อยู่กับคนชุดดำหลายคนนั่นข้าพเ้ารู้สึกหวาดกลัวกระทั่งขวัญฝ่อ ก้าวขามิออกก้าวเดินต่อมิได้จึงมานั่งแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้นี้”
ดรุณีทั้งสองนาง ต่างเห็นจ่านจื่อดูท่าทางซื่อ ๆทึ่ม ๆ จึงเชื่อถือว่าเขาไม่พบเห็นผู้ใดจริง ๆ ดังนั้นจึงครุ่นคิดในใจว่ามิว่าผู้ใดก็ตาม ซึ่งมีน้ำใจยื่นมือช่วยเหลือตนในครั้งนี้นางทั้งสองจะขอจดจำเอาไว้ อีกทั้งยังจะระลึกนึกถึงบุญคุณที่ได้รับหากภายหน้าทราบว่าเป็าุโท่านใด พวกนางทั้งสอง จะรีบรุดไปคารวะขอบคุณอย่างจริงใจ
เมื่อดรุณีทั้งสองสอบถามทราบว่าจ่านจือใช้ศาลร้างค้างแรม นางทั้งสองเองต่างเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้อีกทั้งยังเดินทางมาทั้งวัน เวลานี้มืดค่ำมากแล้ว จะไปหาที่พักค้างแรมคงไม่ทันอีกประการหนึ่ง หากเดินทางไปประสบพบกับคนร้ายอีก จะมิโชคร้ายไปกว่าเดิมหรอกหรือดังนั้นปรึกษาหารือกันครู่หนึ่ง ในที่สุดหนึ่งในสองดรุณีซึ่งแก่วัยกว่าเอ่ยถามจ่านจือว่า
“สหายน้อย เ้าพักอยู่ศาลเ้าเช่นนั้นรึ? เราทั้งสองเดินทางผ่านมาเช่นกันบอกตามตรงว่ามิได้หาที่พักเตรียมเอาไว้ ไม่ทราบว่าเ้าจะรังเกียจหรือไม่? หากเราทั้งสอง จะขอไปพักเอาแรงที่ศาลร้างกับเ้าด้วยแท้จริงแล้วในความเห็นของเราทั้งสอง เห็นว่าไม่ค่อยเหมาะนักที่เราทั้งสองซึ่งเป็สตรีจะไปพักกับเ้าซึ่งเป็บุรุษแปลกหน้าแต่ทว่าได้พบเจอนับเป็วาสนา เราถือว่าเ้าเป็สหายน้อยของพวกเราตอนนี้มืดค่ำมากแล้วคงเดินทางไม่สะดวกอีกทั้งไม่ปลอดภัยสหายน้อยพวกเราเห็นเ้าเป็คนดี ท่าทีซื่อ ๆ ตรง ๆ เป็คนสัตย์ซื่อเ้าจะว่าเช่นไรสหายน้อย?”
จ่านจือ รู้สึกว่าดรุณีสองนางตรงหน้ากล่าววาจากับเขาโดยมิได้รังเกียจเดียดฉันท์ที่สำคัญเขาเองมิได้คิดว่าตนเองเป็จอมยุทธ์อะไรนั่น การแต่งกายของเขายังซอมซ่อดั่งขอทานพอได้ยินสรรพนาม ที่เรียกหาเขาว่าสหายน้อย กลับรู้สึกเป็มิตรอีกทั้งยังสุขใจอย่างบรรยายความรู้สึกไม่ถูก เขาเองเห็นว่า ตอนนี้มืดค่ำแล้วจริง ๆดรุณีสองนางเอง ดูเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย จึงพยักหน้ากับดรุณีทั้งสองแล้วกล่าวตอบไปว่า
“หากจอมยุทธ์ทั้งสอง มิรังเกียจข้าพเ้าสามารถอาศัยหลับนอนในศาลร้างได้ตามสบาย ภายในมีบริเวณมิคับแคบอึดอัดข้าพเ้าไม่ว่ากระไร อีกอย่างศาลเ้าแห่งนั้น มิได้เป็ของข้าพเ้าดังนั้นจอมยุทธ์ทั้งสอง ย่อมใช้สถานที่นั้นซึ่งมิมีเ้าของพักค้างแรมได้เฉกเช่นเดียวกัน”
สองดรุณีได้ยินเช่นนั้น คำตอบของจ่านจือรู้สึกว่าทุกคำพูดของเด็กหนุ่มผู้นี้ ล้วนกล่าววาจามิผิด แต่ที่แปลกประหลาดใจกลับเป็ถ้อยคำของเขา ที่ฟังไปไม่คล้ายชาวบ้านไร้การศึกษาดูเขาใช้ถ้อยคำที่สุภาพระมัดระวัง คล้ายมีการศึกษาอยู่บ้างแต่ทั้งสองมิได้ติดใจกระไรในเื่ราวเหล่านี้ ดรุณีที่แก่วัยกว่ากล่าวตอบต่อจ่านจือว่า
“สหายน้อยเ้าอย่าได้เรียกหาเราทั้งสองเป็จอมยุทธ์จะได้หรือไม่? เราทั้งสองต้องขอบคุณเ้าที่ยินยอมให้พวกเราไปพักอาศัยด้วยคืนหนึ่ง หากเ้าไม่ว่ากระไรเราสองคนขอถามซื่อแซ่ของเ้าได้หรือไม่ มิทราบว่าเ้าเดินทางมาทำอะไรแถวนี้ ทราบหรือไม่ว่าแถวนี้อันตรายยิ่งเราสองคนยังแทบเอาชีวิตไม่รอด ดูเ้าไม่ใช่ชาวยุทธ์มีฝีมือติดตัวสหายน้อยเ้าไม่รู้สึกหวาดกลัวบ้างเชียวหรือ?”
จ่านจือ เมื่อได้ยินดรุณีนางนั้นเอ่ยถามชื่อแซ่เขาเองความจริงไม่อยากโป้ปดดรุณีทั้งสอง จึงกล่าวบอกไปตามตรง ส่วนเื่ที่เขาช่วยเหลือนางทั้งสองกลับไม่บอกความจริงกับนางไป ไม่บอกออกไป ใช่ว่าเขามีเจตนาบิดเบือนเพียงแต่เขามีเหตุผลส่วนตัวเช่นกันดังนั้นคิดว่าคงไม่เป็ความผิดหนักหนาสาหัสเท่าใดนักไว้มีโอกาสค่อยบอกนางทั้งสองภายหลัง จึงกล่าวตอบกลับไปว่า
“ข้าพเ้าแซ่จ้าว ชื่อจ่านจือเดินทางมาจากแดนใต้กังหนำ เพื่อจะไปคารวะหลุมฝังศพมารดาบุญธรรมข้าพเ้าเองไม่ได้เดินทางมาจงหยวน เป็เวลาห้าปีกว่าแล้ว เลยมิทราบว่าบริเวณแถบนี้มีอันตราย ขอบคุณท่านทั้งสอง ที่กล่าวเตือนข้าพเ้าเอาไว้ก่อนมิทราบว่าท่านทั้งสองมีนามสูงส่งว่ากระไร? ดูจากลักษณะคงเป็ชาวยุทธ์ถูกต้องหรือไม่?หากไม่สะดวกต่อการบอกกล่าวแก่ข้าพเ้า พวกท่านทั้งสองก็มิต้องบอกกล่าวเื่ราวของชาวยุทธ์ซับซ้อนนัก”
สองดรุณีได้ยินเช่นนั้นถึงกับปล่อยเสียงหัวร่อออกมาจากนั้นส่งยิ้มให้กับจ่านจืออย่างเป็มิตร จากนั้นแนะนำชื่อของตนเองว่า
“เราสองคนเป็ศิษย์ของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวข้าเป็ศิษย์พี่ชื่อซื่อเหมี่ยน”
จากนั้นดรุณีที่อ่อนวัยกว่า ส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“ข้าเป็ศิษย์น้อง ชื่อเอวี้ยอี้เซินอาจาย์ของเราทั้งสองมีนามว่า เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้า เราสองคนได้รับคำสั่งอาจารย์ให้เดินทางล่วงหน้ามาก่อน เพื่อไปงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลิน”
ดรุณีนามว่าซื่อเหมี่ยนซึ่งเป็ศิษย์พี่ตามคำแนะนำ ส่งเสียงกล่าวสืบต่อว่า
“แต่ระหว่างทาง รู้ตัวว่ามีคนติดตามมาพอมาถึงบริเวณนี้คนร้ายจึงได้ลงมือต่อเราทั้งสอง ข้ากับศิษย์น้องยังไม่ทราบว่าเป็คนของฝ่ายใด?ทำไมพวกมันถึงคิดทำร้าย หมายเอาชีวิตเราสองคน”
จ่านจือ เขาไม่ค่อยทราบเื่ราวยุทธจักรมากนักเื่ราวที่ทราบมา ส่วนใหญ่จากปากของสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นกับอาจารย์ของเขาเท่านั้นเอง แต่เยาว์วัยไม่ข้องแวะเื่ราวบู๊ลิ้ม อาศัยอยู่กับมารดาบุญธรรมใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นชาวบ้านทั่วไป หมู่บ้านเย้ยอรุณ เขาเติบโตที่นั่นตอนนี้เขากำลังจะได้กลับไปยังสถานที่นั้นอีกครั้งหนึ่ง
หยกเหินลม/ชลชโลทร