บทที่ 2
โปรดเชื่อใจข้า
รุ่งเช้าต่อมาขบวนนักสำรวจก็เร่งเดินทางต่อ ครั้งนี้พวกเขาสามารถร่นระยะทางไปได้มากเพราะทุกคนต่างอยู่บนหลังม้า ทำให้การเดินทางคืบหน้าได้เร็ว จางกู้ที่คุ้มกันสัมภาระมักจะหันมองเด็กน้อยด้านข้างตนอยู่เสมอ เดิมทีเขาก็ห่วงเ้าเด็กนี่มากพอแล้วนี่ยังไปเลือกม้าที่ขึ้นชื่อว่าขี้หงุดหงิดและดีดที่สุดในคอกมาอีก เขากลัวว่าหากมันใเพียงเล็กน้อยมันจะพุ่งออกไปโดยไม่ฟังคำสั่ง และคนที่อันตรายก็จะเป็เย่ิ
“คิก ไป๋ไป๋เด็กดี”
แต่สิ่งที่จางกู้นึกกังวลก็ต้องมะลายหายไปในพริบตาเมื่อเสียงหัวเราะสดใสดังขึ้น พร้อมทั้งเสียงครางรับในลำคอของเ้าม้าสีขาวปลอดตัวนั้น จางกู้จำได้ว่าเ้าของม้าบอกว่าจะนำมันไปฆ่าเพราะฝึกไม่ได้ ตอนที่ซื้อขายกันก็พยายามห้ามไม่ให้ซื้อมัน แต่มีหรือเด็กดื้อตาใสอย่างเย่ิจะยอม สุดท้ายเ้าม้าจอมพยศตัวนี้ก็ถูกยกให้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องซื้อขาย เย่ิดีใจมากทั้งยังตั้งชื่อให้มันเสร็จสรรถอีกด้วย
จางกู้มองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เมื่อเห็นว่าเ้าไป๋ไป๋นั่นยังสงบดีอยู่ แต่หากเมื่อไหร่ที่มันดูผิดปกติเขาจะเป็คนเข้าไปดึงเย่ิออกมาเอง
การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างราบรื่น ภายในวันเดียวพวกเขาก็เดินทางมาถึงอีกเมืองที่อยู่ถัดไปได้ทันก่อนมืดค่ำ เมื่อเข้าเมืองมาก็แยกย้ายกันหาห้องพักเมืองแห่งนี้มีชื่อเมืองว่า เมืองยุ่ยเลียน เป็เมืองขนาดกลางที่ค่อนข้างนึกคักเพราะเป็เส้นทางผ่านของนักเดินทางขาจร โรงเตี้ยมที่นี่ตั้งเรียงรายมากกว่าบ้านเรือน หรือ ร้านรวงเสียอีก เพราะนอกจากเหลาอาหารแล้ว ก็มีโรงเตี้ยมที่ขายดีเป็เทน้ำเทท่า
ครั้งนี้กลุ่มสำรวจได้พักห้องที่ดีที่สุดเหมือนเดิม และเหมือนจะโชคไม่ดีที่ห้องพักทั้งหมดเต็มแล้ว เพราะแบบนั้นจึงมีแค่กลุ่มสำรวจที่ได้เข้าพักส่วนกลุ่มคุ้มกันต้องหาที่อยู่ตามมีตามเกิดเอาเอง สำหรับเย่ินั้นไม่เป็ปัญหาเลยแม้แต่น้อยเพราะเดิมทีเขาก็นอนกลางดินกินกลางทรายมาแล้ว เพราะแบบนั้นที่พักของเย่ิจึงอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ คอกม้าและแน่นอนว่ามีเย่ิก็ต้องมีจางกู้คอยตามติดเป็เงา
“อาิข้าซื้อซาลาเปามาให้” จางกู้ยื่นซาลาเปาไส้เนื้อของโปรดไปให้เย่ิ หลังจากที่อยู่ร่วมกันมาหลายวันจางกู้ก็ค้นพบว่าเย่ินั้นชอบทานเนื้อมากที่สุด ไก่ไม่เอาหมูไม่ได้ต้องเนื้อเท่านั้นและอีกอย่างก็คือปลาที่ชอบรองลงมาจากเนื้อ แต่เพราะระหว่างทางที่มาหากไม่มีเนื้อเย่ิก็จะไปจับปลามาปิ้งกันแทน
“ขอบคุณท่านจาง” เย่ิยิ้มจนแก้มปริรับซาลาเปาสีขาวลูกโตมาถือไว้ด้วยสองมือ ดวงตากลมราวกับดวงตากวางจ้องมองอาหารตาวาว ก่อนจะก้มจัดการซาลาเปาที่ใหญ่เกือบเท่าหัวตัวเองจนหมดในเวลาไม่นาน จางกู้ที่พึ่งกัดกินไปครึ่งคำได้แต่มองแล้วอ้าปากค้างด้วยความตะลึง จะกินเร็วไปแล้วไอ้เด็กนี่!
“คราวหลังก็ค่อยๆ กิน ไม่มีผู้ใดแย่งเ้าหรอก” จางกู้ส่ายหน้าช้าๆ ด้วยความระอา ก่อนจะชะงักเมื่อเย่ิเอ่ยแทรกขึ้นมา
“ไม่จริงหรอก เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ข้าถูกแย่งเสมอ หากไม่รีบกินก็จะไม่ได้กิน” เย่ิแย้งเสียงแข็งเมื่อก่อนตอนเร่ร่อนแรกๆ เขาต้องยื้อแย่งอาหารกับพวกเร่ร่อนไม่ต่างกัน บางทีก็ชนะบางทีก็แพ้เพราะฝั่งนั้นตัวใหญ่กว่า หลังจากนั้นเมื่อได้อาหารมาหากอยู่กับผู้อื่นเขามักจะรีบกินเสมอเพราะกลัวถูกแย่ง แม้จะรู้ว่าตอนนี้ไม่มีใครแย่งแต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำตามสันดานเดิม
“ไม่มีแล้ว จากนี้ไปจะไม่มีใครมาแย่งอาหารเ้าอีก หากใครมันแย่งข้าจะไปทุบมือมันให้ ตกลงไหม” จางกู้บอกเสียงอ่อนโยน เขาลืมไปได้อย่างไรว่าเย่ิเติบโตมาอย่างไร คนที่มีครอบครัวพร้อมแบบเขาไม่สามารถจิตนาการได้เลยว่าเย่ิเผชิญกับอะไรมาบ้าง
“อื้อๆ” เด็กน้อยพยักหน้ารับรัวๆ เพราะในปากกำลังคาบซาลาเปาลูกโตไว้อยู่
จางกู้ชะงักก้มมองซาลาเปาอีกลูกที่วางอยู่ข้างๆ ตนที่ตอนนี้กลายเป็พื้นที่ว่างเปล่าแล้วเพราะมันได้ลอยไปอยู่ในปากเ้าเด็กจอมตละแล้ว!
หลังออกจากเมืองยุ่ยเลียนการเดินทางจะยาวนานขึ้น เพราะเมืองสุดท้ายก่อนถึงดินแดนห้วงเหลียงนั้นอยู่ไกลออกไปเกือบสี่ร้อยลี้ (ราวๆ 200กิโลเมตร) ซึ่งเป็ระยะทางที่ไกลเอาเื่นักเดินทางหลายคนล้วนถอดใจเพราะระยะทางก็มีให้เห็นประปราย
แม้จะใช้ม้าก็ต้องใช้เวลาเกือบสิบวันอีกทั้งระหว่างทางมีแต่ป่าหนำซ้ำยังต้องผ่านใจกลางป่าอีกด้วย ซึ่งป่าที่อยู่ใกล้ดินแดนลับแลนั้นย่อมไม่ธรรมดา เย่ิได้ยินเหล่าผู้ใหญ่เขาพูดกันว่า มันคือป่าอสูรระดับสาม ถือว่าอันตรายไม่น้อยเลย เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็ถิ่นสัตว์อสูรแล้วก็ต้องเผชิญกับพวกมันอย่างน้อยห้าตัวอย่างต่ำต่อการเดินทาง เพราะแบบนั้นก่อนออกจากเมืองยุ่ยเสียนทุกคนจึงตระเตรียมทั้งยันต์ อาคมคาถา และอาวุธจนเต็มเกวียนซึ่งเป็เกวียนที่ลงทุนซื้อใหม่เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะด้วย
“อาิอยู่ตรงกลางเข้าไว้ เลยต้นไม้นั่นไปเราจะเข้าถิ่นป่าอสูรแล้ว” จางกู้จัดให้เย่ิเข้ามาอยู่ตรงกลางกลุ่มคุ้มกัน พลางชี้ให้ดูต้นไม้ต้นใหญ่ที่สูงจนแหงนคอตั้งบ่าก็หาปลายยอดมันไม่เจอ จุดสังเกตอีกอย่างคือทั้งต้นเป็สำดำ ต้นไม้รอบๆ ก็ยังคงเป็สีเขียวปกติแต่ต้นนั้นกลับมีสีดำทมิฬ เมื่อเย่ิมองตามก็รับรู้ได้ถึงพลังงานอันรุนแรงที่ไหลเวียนอยู่ “ตรงนั้นคือจุดสิ้นสุดของอาคมป้องกัน เตรียมตัวให้ดี มันไม่สนุกแล้วล่ะหลังจากนี้”
กร๊าซ!
เย่ิอดที่จะสะดุ้งกับเสียงคำรามอันแสนโหยหวนนั่นไม่ได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินมัน นับั้แ่เดินเลยผ่านต้นไม้ดำนั่น บรรยากาศรอบๆ ก็เปลี่ยนไปจนรู้สึกได้ อากาศก่อนหน้านี้ยังคงอบอุ่นจากแสงแดดอ่อนๆ แต่เมื่อก้าวผ่านต้นไม้สีดำมา ทั่วทั้งตัวของเย่ิก็ขนลุกซู่ กายเล็กหนาวสั่นขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมแม้ว่าก่อนหน้านี้จางกู้จะให้เขาใส่เสื้อกันหนาวตัวหนาๆ ไว้แล้ว แต่ความหนาวเย็นก็ยังทะลุเนื้อผ้าชั้นดีของเถ้าแก่จูเข้ามาัักับผิวเขาจนหนาวสะท้าน
เย่ิกำเชือกเ้าไป๋ไป๋ไว้แน่น สองดวงตากลมกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกกลัว ก้อนเนื้อภายในอกเต้นกระหนำไม่มีทีท่าว่าจะลด สารบางอย่างในตัวหลั่งออกมาจนสัญชาตญาณเขาแจ่มชัด ป่าอสูรแห่งนี้ไม่มืดและไม่สว่าง มันเป็บรรยากาศขมุกขมัว ที่คนธรรมดาสามัญแบบเขามองได้ลำบากมาก ราวกับว่ารอบๆ ตัวตอนนี้เต็มไปด้วยหมอกหนาทำให้ระยะการมองเห็นสั้นลงและทัศนวิสัยแย่มากๆ อีกด้วย
“จุดไฟ” สิ้นเสียงแสงสีเหลืองทองก็ค่อยๆ สว่างขึ้นทำให้รับรู้ตำแหน่งของแต่ละคนแต่ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นรอบกายเลยแม้แต่น้อย “จับกลุ่มกันดีๆ อย่าให้คบเพลิงดับ” เย่ิกระชับคบเพลิงในมือแน่น ไอร้อนจากไฟตรงหน้าไม่อาจทำให้เขาหายหนาวเหน็บ
กลุ่มของพวกเขายังคงเดินทางต่อ ม้าแต่ละตัวต้องค่อยๆ ย่องไปอย่างผิดธรรมชาติ เย่ินึกแปลกใจที่พวกมันค่อยย่องเท้าเดินทั้งๆ ที่ปกติพวกมันต้องออกวิ่งอย่างร่าเริงไปแล้ว เย่ิลูบคอของไป๋ไป๋เบาๆ ฉับพลันเขาก็รับรู้ถึงความตึงเครียดของม้า แม้จะเป็ไป๋ไป๋จอมเกเรยังหวาดกลัวเมื่อเข้ามาในนี้
แกร๊ก
เฮือก!
กลุ่มคุ้มกันสัมภาระสะดุ้งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เย่ิหันไปมองด้านที่มีเสียง เขาหรี่ตาลงเพื่อหวังจะมองเห็นแต่นอกจากความขมุกขมัวไม่ชัดเจนก็มองไม่เห็นอะไรเลย แต่เย่ิรับรู้ได้ว่าข้างๆ พวกเขานี้มีอะไรบางอย่างยืนอยู่ เขารับรู้ถึงลมหายใจของมัน แต่พวกกลุ่มคุ้มกันยังไม่รับรู้อาจจะเพราะว่ามันไม่ได้มีจิตสังหาร พวกกลุ่มคุ้มกันที่จับััสัตว์อสูรผ่านสิ่งนั้นจึงยังไม่รู้ตัว
เย่ิยื่นมือออกไปทางคบเพลิงของจางกู้จนชนเข้ากับไหล่ของคนตัวโตที่สะดุ้งน้อยๆ เมื่อัักับมือเขา จางกู้เอียงตัวมาหาเย่ิแล้วถามเสียงเบา
“มีอะไรหรือ” จางกู้คิดว่าเย่ิคงใกล้สติแตกเต็มทน ตอนที่เขามาที่นี่ครั้งแรกเขาจำได้ว่าตัวเองทั้งร้องไห้และหวาดหลัวจนสิ้นท่า เมื่อนึกย้อนไปถึงก็สังเวชตัวเองไม่น้อย แต่สิ่งที่เย่ิกระซิบกลับมากลับทำให้เขาชาทั้งตัว
“มีอะไรบางอย่างมองพวกเราอยู่ข้างๆ” เย่ิกระซิบไม่เบานัก อีกทั้งรอบด้านยังเงียบสงัดเพราะแบบนั้นเสียงของเขาจึงลอยไปเข้าหูทุกคน พาลให้ขบวนที่เคลื่อนที่อย่างช้าๆ หยุดชะงักลง เย่ิชะงักไปนิดก่อนเอ่ยต่อ “เขาแค่มาดู เดินทางต่อได้เลย แต่ช้าๆ นะ”
เย่ิได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังมารอบด้าน ก่อนม้าจะเริ่มเดินย่องอีกครั้ง ความอึดอัดและกดดันแผ่ปลุกคลุมไปทั่ว แม้แต่จางกู้ที่เคยผ่านทางนี้มาแล้วยังกลั้นหายใจเกือบขาดใจตายเสียเอง ราวๆ ครึ่งชั่วยามพวกเขาก็หลุดพ้นจากกลุ่มหมอกไร้ตัวตน การมองเห็นกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง แรงกดดันมหาศาลนั่นก็หายไปแล้วด้วย เย่ิมองกลับไปทางเดิมก็ไม่เห็นอะไรเห็นเพียงภาพเบลอๆ ที่ขยับไปมาก่อนเขาจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นอะไรบางสิ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น
มันมีตาสีชมพูสว่างเด่นชัดในความมึนเบลอ เขาเห็นเงาร่างของมันสูงใหญ่ราวสามจั้ง (1 จั้ง=3.3เมตร) มันมองนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นก่อนดวงตาสีชมพูคู่โตจะเบนหันมาเขา แล้วจากนั้นดวงตากลมโตนั่นก็โค้งขึ้นคล้ายว่ามันกำลังยิ้มให้เขาอย่างไรอย่างนั้น ก่อนตัวของมันจะเลือนหายไปพร้อมความขมุกขมัว เมื่อมันหายไปเขาก็มองเห็นทางที่เดินเข้ามา เย่ิกระพริบตาปริบๆ
เขาจำได้ว่าพวกเขาเดินกันมาไกลมากแล้ว แต่จากระยะสายตาของเขาตอนนี้ กลุ่มของพวกเขาอยู่ห่างจากต้นไม้ดำนั้นแค่หนึ่งจั้ง!
“เอ่อ ท่านจาง” เย่ิหันไปสะกิดจางกู้แล้วชี้ให้หันไปมอง เมื่อจางกู้หันมองเขาก็อุทานเสียงดังคนอื่นๆ ก็หันมองตาม ทุกคนมีสีหน้าซีดเผือกพลางคิดในใจเป็เสียงเดียวกันว่า พวกเขาเจอดีเข้าให้แล้ว!
พวกเขาอาศัยการมองเห็นที่ยังปกติห้อตะบึงม้าไปด้วยความเร็ว พวกม้าเองก็เหมือนไม่อยากอยู่ตรงนั้นต่อแม้เสียวพริบตา พวกมันต่างเร่งฝีเท้าอย่างเอาเป็เอาตายจนลิ้นห้อยไปตามๆ กัน ยามกลางวันยังเจอของแรงแบบนั้นเย่ิไม่อยากนึกถึงตอนกลางคืนเลยแม้แต่น้อย
และเหมือนความกังวลของเย่ิจะเป็จริง พอพระอาทิตย์ตกดินป่าแห่งนี้ก็ไม่ได้มืดอย่างที่คิด มันมีแสงสว่างที่ส่องออกมาจากต้นไม้แลดูแปลกตาแต่ก็สวยงาม ตอนแรกต่างก็คิดว่าคงไม่มีอะไร แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะได้แบ่งเวรยามเฝ้าในตอนกลางคืน เื่ก็พุ่งมาหา
“อือออ”
เสียงอะไรบางอย่างลอยออกมาตามสายลมนำพากลิ่นเหม็นคาวลอยตามมาด้วย กลิ่นของมันเหม็นมากจนพวกเขาต้องหันไปอ้วกเอาอาหารเย็นออกมาจนหมดท้อง เย่ิเองก็พะอืดพะอมไม่น้อยแต่เขาไม่อ้วกหรอกของกินน่ะมีค่าจะตาย ให้ตายยังไงเขาก็ไม่คาย!
“เย่...เย่ิ เ้าััอะไรได้หรือไม่” อาเหิงเด็กอายุไล่เรื่อเย่ิเอ่ยถามเสียงสั่น หลังจากที่เย่ิบอกเื่เ้าตาสีชมพูให้ทุกคนรู้ พวกเขาก็ศรัทธาเย่ิขึ้นมาก ตอนนี้สัญชาตญาณของกลุ่มคุ้มกันห้วนไปหมดแล้ว เพราะสิ่งที่เจอตอนนี้ล้วนแต่เป็สิ่งที่พวกเขาไม่รู้จัก
เย่ิส่ายหน้าพลางว่า “ผีรึเปล่า”
“เย่ิ!” อาเหิงเอ็ดเย่ิเสียงเขียว เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำเด็กน้อยผู้นี้ถึงดูไม่กลัวอะไรเลยสักอย่าง ทั้งยังพูดถึงผีได้หน้าตาเฉย ทำไมกัน!
“อ้าว ห้ามพูดถึงหรือ” เย่ิว่าตาใสก่อนเงยหน้าไปมองจางกู้ที่ก้มมองอยู่ จางกู้ถอนหายใจพลางส่ายหน้าเบาๆ “อ้อ เช่นนั้นข้าก็ขอโทษด้วย เ้าเองก็กลับไปเถอะ เขาห้ามข้าพูดถึงน่ะ” เย่ิหันมาขอโทษอาเหิงก่อนเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปด้านหลังอาเหิงลึกเข้าไปในป่าและเอ่ยประโยคที่ทำเอาทั้งอาเหิงและจางกู้ขนลุกออกมา
“เย่ิ เ้าเห็นมันจริงๆ หรือ” จางกู้จับแขนเย่ิเบาๆ แล้วถามเสียงสั่น เขาก็กลัวน่ะ ผีน่ะ ใครไม่กลัวบ้างกัน!
“ฮึ ไม่เห็นสักหน่อยข้าก็พูดไปงั้นแหละ” ว่าจบก็หัวเราะคิกคัก จนจางกู้กับอาเหิงหมั่นเขี้ยวไม่น้อย อย่างจะบีบแก้มนิ่มๆ กับปากที่ช่างจ้อให้แดงก่ำแต่ก็ต้องยั้งมือไว้เมื่อเสียงครางสยองขวัญนั่นเปลี่ยนเป็เสียงกรีดร้องดังหญิงสาวแทน
“ฮึก ข้าจะตายแล้ว” อาเหิงกอดเย่ิแน่น สองแก้มเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างหมดท่า เย่ิที่มองอยู่ก็หัวเราะไม่ออก เพราะเขาเริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่ลอยมาตามกระแสลมแล้ว
“จางกู้ ไปกางเขตป้องกัน” ตั้วผางเอ่ยบอกจางกู้และเรียกทุกคนนำยันต์คุ้มภัยออกมา วาดอาคมลงพื้นเพื่อสร้างเป็เกราะป้องกัน ไม่นานม่านพลังสีขาวก็ปรากฏล้อมพวกเขาเอาไว้ กลุ่มสำรวจก็ต้องลงมาจากรถม้าเพื่อเข้ามาในม่านป้องกัน เนื่องจากเป็ม่านป้องกันระดับต่ำจึงไม่กว้างมาก จางกู้มองม่านพลังที่ติดๆ ดับๆ ด้วยใจไม่ดี เขามีลางว่าไอ้เ้านี่มันจะกันไม่ได้แม้กระทั่งลมในป่าอสูรและก็เป็ไปตามที่จางกู้กังวล เพียงหนึ่งจิบชา (3นาที) ม่านป้องกันสีขาวก็แตกละเอียดเพราะสายลมอันรุนแรงที่พัดมากระทบ
“แย่แล้ว” ตั้วผางพึมพำ ในหัวคิดหัววิธีรับมืออย่างเร็วจี๋
เย่ิที่มองอยู่เม้มปากแน่นก่อนกระตุกชายเสื้อของตั้วผางให้หันมามองตน “ท่านตั้ว ตอนนี้ยังไม่สาย เราต้องเดินทางออกจากอาณาเขตของมัน” เย่ิบอกเสียงสั่น ลมนั่นไม่ใช่ลมตามธรรมชาติเขารับรู้ถึงกลิ่นคาวเื กลิ่นสาบสัตว์และจิตสังหาร ตอนนี้ตัวมันอยู่ด้านนอกไม่ได้เข้าใกล้แต่มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาคิดว่ามันสู้ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือต้องหนีเท่านั้น
“เ้ารู้ไหมมันเป็ตัวอะไร” ตั้วผางถามเย่ิเสียงเครียดพลางหันไปสั่งให้ทุกคนขึ้นม้า
“ข้าไม่รู้ รู้แค่ว่าเราสู้มันไม่ได้ ต้องหนีเท่านั้น” เย่ิบอกก่อนถูกจางกู้ลากไปขึ้นม้า
เมื่อทุกคนขึ้นม้าเรียบร้อยแล้ว ตั้วผางก็สั่งให้ออกเดินทางทันที ระหว่างที่หนีก็ถูกกระลมคาวเืพุ่งเข้ามาขวาง ทำให้ม้าใตื่นหยุดวิ่ง พวกเขาต่างก็เหงื่อท่วมตัวด้วยความหวาดกลัว เย่ิหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะลืมขึ้นใหม่ เขามองซ้ายขวาเพื่อหาทางออก ก่อนจะมองเห็น่ที่ลมกันทำให้มันตีกันจนเกิดเป็ช่องว่าง มันอยู่ไม่นานไม่ถึงจิบช้า เพียงเสี้ยวนกกระพืบปีกเท่านั้น
เย่ิเอ่ยบอกตั้วผางและจางกู้ออกไป มันเป็ทางรอดเดียวแต่ก็เสี่ยงมาก
“เช่นนั้นต้องไปทีละคน ข้าจะไปคนสุดท้าย” เย่ิบอกออกไปอย่างไม่เกรงกลัว
“ได้อย่างไรอาิ” จางกู้แย้งขึ้นทันควัน เขาไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างแรง ไม่ว่าไอ้ตัวในเงามืดนั่นจะเป็ตัวอะไรเขาก็ไม่อยากให้เย่ิเสี่ยง
“แต่ข้าเป็คนเดียวที่มองเห็นช่องว่างนั่น โปรดเชื่อใจข้า” เย่ิแย้งขึ้นด้วยเหตุผล จางกู้ก็ไม่มีคำโต้แย้งจึงบอกว่าจะอยู่กับเย่ิจนคนสุดท้าย “เช่นนั้นพารถม้าและเกวียนออกไปก่อน” ตั้วผางพยักหน้ารับ รีบจัดแจงคนโดยให้รถม้าไปก่อน อย่างไรชีวิตนายจ้างก็ต้องมาก่อน เย่มองมองไปรอบๆ ก่อนจะชี้ทางข้างๆ รถม้าที่เฉียงนิดๆ “ทางนั้น ไปให้เร็วที่สุดทันทีที่ข้านับถึงสาม” คนที่คุมม้าหันมาพยักหน้ารับด้วยใบหน้าเป็กังวล “หนึ่ง...สอง...สาม!”
ฮี่!!
ม้าฝีเท้าดีตัวสีน้ำตาลห้อตะบึงไปด้วยความเร็วผ่านทะลุช่องว่างของลมออกไป รถม้าเซเล็กน้อยเมื่อถูกกระแสลมกระแทกแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อรถม้าผ่านไปช่องว่างนั่นก็เลือนหาย เย่ิจึงมองหาช่องทางใหม่และให้สัญญาณม้าแต่ละตัวออกไปอย่างแม่นยำ จากคนนับสิบตอนนี้เหลือเพียงสี่คน “พี่เหิงตาท่าน” เย่ิหันไปหาพี่ชายคนใหม่ของตนที่สูดหายใจเข้าออกเรียกกำลังใจตัวเองอยู่
เย่ิมองหาอยู่นานก็ไม่เห็นช่องว่างที่ว่า ก่อนเขาจะเบิกตากว้าง “ลมมันเร็วขึ้น มันมาใกล้เรามากแล้ว” สิ้นคำคนทั้งสี่ก็หันมองเข้าไปในป่า พวกเขาขนลุกวาบยามเห็นดวงตาสีแดงสิบคู่กับรอยยิ้มสยดสยองในความมืด พวกมันมีมากกว่าหนึ่ง! แค่ตัวเดียวก็รับมือยากแล้วนี้เล่นเรียกพวกมาเพิ่ม ขี้โกงชัดๆ
“ทำอย่างไรดี” ตั้วผางมองอย่างกังวล ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่ถูกพวกมันสิบตัวล้อมเอาไว้ เขากระชับอาวุธในมือไว้มั่น ตั้งใจว่าแม้ตัวต้องตายแต่อาเหิงและเย่ิต้องรอด
เย่ิข่มสติที่ตื่นตระหนกของตัวเองให้สงบลงและใช้ดวงตาที่ดีกว่าคนทั่วไปมองไปรอบๆ อีกครั้ง เขาเพ่งจนตาแทบถลนก่อนจะพบช่องว่างอีกครั้ง เพราะลมกระแทกกันแรงขึ้นช่องว่างจึงกว้างขึ้นแต่ก็เร็วมากอีกทั้งยังมีกระแสลมซ้อนทับหลายชั้นหลังช่องว่างอีกด้วย แต่หากจะให้สู้กับตัวอะไรก็ไม่รู้เขาก็สู้ไม่ไหว เขาเป็เพียงเด็กกำพร้าที่ไร้ลมปราณเองนะ!
“ข้าเจอช่องแล้ว แต่ว่า” เย่ิมองมันชัดๆ อีกครั้ง เขาเห็นป่าไม้ปกติด้านหลังช่องว่างนั่น ทำไมวันนี้พวกเขาโชคดีหลุดเข้ามาในอาณาเขตของสัตว์อสูรถึงสองครั้งในวันเดียวแบบนี้ด้วยนะ
“แต่อะไรอาิ!” อาเหิงถามขึ้นอย่างร้อนใจ ไอ้ตัวบ้านั่นมันใกล้เข้ามาอีกแล้ว!
‘ฮิฮิ’
เสียงหัวเราะแปลกๆ ดังออกมาจากพวกมันสิบตัว สร้างความขนหัวลุกให้คนที่ฟังไม่น้อย
“มันกว้างพอให้เราสี่คนไปพร้อมกัน แต่ถ้าพลาดเราจะถูกกระแสลมพัดไปที่อื่น และอาจถูกมันจับได้” เย่ิชี้ไปมันที่ว่า ทุกคนที่ได้ฟังต่างกลืนน้ำลายดังเอื้อก นี่พวกเขาต้องเสี่ยงตายั้แ่ยังไม่เข้าป่าห้วงเหลียงเลยหรือ “ทุกคนเชื่อใจข้าไหม” เย่ิหันมองคนทั้งสาม เขามองจังหวะกระแทกของลมออก แต่ทุกคนต้องตามเขาที่นำทางเพราะแบบนั้นต้องใช้ความเชื่อใจเป็อย่างมากหากไม่แล้วก็คงไม่รอด
“ข้าเชื่อ” จางกู้เอ่ยบอกเป็คนแรก เขาเชื่อั้แ่ครั้งแรกที่เจอเ้าเด็กคนนี้แล้ว เด็กอะไรจะบ้าระห่ำไม่กลัวตายแบบนี้ เด็กอะไรไม่รู้ลมปราณก็ไม่มี ประสบการณ์ก็เป็ศูนย์แต่กลับเอาตัวรอดเก่งชะมัด
“ข้าก็เชื่อ” ตั้วผางตอบบ้าง ยิ่งเห็นว่าจางกู้และเย่ิสบตากันตั้วผางก็ยิ่งเชื่อ เชื่อว่าสักวันสหายของเขาจะมีฮูหยินที่เก่งและเหมาะสม อา สหายฮูหยินน้อย
“ข้าเชื่ออยู่แล้วอาิของข้า”
สิ้นคำของอาเหิงตั้วผางก็หันขวับไปมองอาเหิงเขม็ง จนอาเหิงสะดุ้งพลางนึกว่าตนพูดอะไรผิดไปทำไมคุณหัวหน้าถึงมองเขาราวกับจะกัดหัวเขาแบบนั้น ตั้วผางที่กลัวว่าจะมีมือที่สามเข้ามาในความสัมพันธ์ของสหายก็ตั้งป้อมเป็ศัตรูกับอาเหิงไปเรียบร้อย
“เช่นนั้นก็ควบม้าตามข้าให้ดี อย่าให้พลาดแม้แต่จังหวะเดียว” เย่ิดีใจที่ทุกคนเชื่อเขาและเขาสัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง “เราจะหลบลมทั้งหมด หกครั้งห้ามพลาดเด็ดขาด” สิ้นคำเย่ิก็ปีนขึ้นบนหลังไป๋ไป๋คนอื่นก็พร้อมบนหลังม้าแล้ว เย่ิกระทุ้งไป๋ไป๋ให้เดินออกไปด้านหน้าเบาๆ เขาโน้มหน้าไปใกล้ๆ หน้าของมันพลางพูดเสียงอ่อนโยน “ไป๋ไป๋เด็กดี เชื่อใจข้านะ ข้าจะพาเ้ารอดเอง” ไป๋ไป๋ส่งเสียงตอบรับกลับมาเบาๆ เย่ิยืดตัวกลับมา หันมองผู้ร่วมชะตากรรมทั้งสามคนอีกครั้งก่อนพยักหน้า “จงจำไว้ว่า ฟังแค่เสียงข้า”
“เข้าใจแล้ว” ทั้งสามพยักหน้ารับ
“เอาล่ะ มาลองกันสักตั้ง ว่าระหว่างพวกเ้ากับข้า ใครจะเก่งกว่ากัน” เย่ิหันไปยิ้มเยาะใส่พวกตาแดงทีหนึ่งก่อนหันมาจ้องกระแสลมแรงตรงหน้า แรงขนาดที่ต้นไม้ใหญ่ยังไหวเอนราวกับจะหักโค่นลงมา “เตรียมตัว” เย่ิหมอบตัวลงเล็กน้อยเพื่อหลบลมที่พัดฝุ่นเข้ามาหา คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เขาจ้องไปทางขวามือของตนก่อนจะนับถอยหลัง “หนึ่ง...สอง...” เย่ิเงียบไปเมื่อช่องว่างหายไป “ตอนนี้แหละ ขวา!”
ฮี่!!
ทั้งสี่พุ่งทะยานไปทางเดียวกันรอดพ้นจากกระแสลมอย่างหวุดหวิด เย่ิกรอกไปรอบๆ ทันที “ขวา!” เขาพาทั้งสามฝ่าลมชั้นที่สองมาได้อีกครั้ง “เฉียงซ้าย!”
“ทางตรง!”
“เฉียงซ้าย!”
เหลือกำแพงลมชั้นสุดท้าย ชั้นนี้ฝุ่นตลบกว่าชั้นอื่นๆ ทำให้มองได้ยากมาก แต่เย่ิไม่อาจรอช้าเพราะลมชั้นอื่นๆ กำลังบีบตัวเข้าหากันเพื่อบีบพวกเขาให้บี้แบน เย่ิซ้ายขวาจนคอแทบเคล็ดก็มองไม่เห็นทางออก เขาวนม้าไปมาอย่างร้อนใจก่อนจะลองใช้มือข้างซ้ายแตะที่กำแพงลมดู
“โอ๊ย!” เย่ิร้องลั่นรีบดึงมือซ้ายมากุมไว้ เขามองมือที่ถูกเฉือนจนเืไหลเอ่อ ความปวดแสบปวดร้อนแล่นเข้าเล่นงานในทันที
“อาิ” จางกู้ดึงมือที่าเ็ของเย่ิาพันผ้าไว้จนแน่นพลางลูบผ้าพันแผลเบาๆ “เ้าระวังหน่อยสิ ลมพวกนี้ไม่ใช่ลมธรรมชาติ อันตรายมากนะ” จางกู้เอ่ยบอกเสียงนุ่มอย่างเป็ห่วงโดยที่ไม่รู้เลยว่าทำใครบางฟินจนเปียม้า จนเ้าม้าตัวสีดำแทบอยากจะสะบัดลงจากหลังมัน หากไม่ใช่สถานการณ์แบบนี้มันจะสะบัดลงจากหลังแล้วกระทืบซ้ำโทษฐานมาเด็ดขนม้าของมัน!
T B C
สวัสดีค่าา ผ่านมาสองตอนแล้วก็ยังไม่ได้ทักทายนักอ่านที่รักเลย
เื่นี้ไรท์ตั้งใจจะให้เป็แนวผจญภัยนิดๆ ผจญผีหน่อยๆ แล้วก็ต่อสู้น้อยๆ (มั้งนะ) ไรท์ยังคงมือใหม่กับแนวผจญภัยยังไงก็ขอคำติชมหน่อยนะคะ ติได้ ชมได้ ยังไงก็ฝากตัวด้วยนะคะ
enjoy!