ตอนที่6 ทรงใหม่เป็แบบไหนหรือครับ
จากนั้นเสิ่นอี้รีบจ่ายเงินค่าห้องพักเป็เงินสดทันทีเพราะ้าออกไปจากบริเวณนี้อย่างรวดเร็วอีกทั้งเขารู้สึกกังวลใจที่ตนเบิกถอนเงินสดไว้กับตัวมากเกินไปจึง้าใช้จ่ายให้หมดโดยเร็ว
เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องพักส่วนตัวที่โอ่อ่าสมราคาแพงโดยมีราคาห้องพักสูงถึงสามพันหยวนต่อคืนทำให้เขารู้สึกใจหายเล็กน้อยที่เงินหายออกจากตัวคราวเดียวมากถึงหกพันหยวน
“เอาน่า.....หากฉันทำภารกิจพิเศษสำเร็จเงินที่ใช้ไปก็ไม่ต้องใช้หนี้แล้ว อย่างน้อยมันก็เป็เงินของฉันเอง”
เสิ่นอี้พึมพำปลอบใจตัวเองเขาสังหรณ์ใจว่าภารกิจพิเศษจากระบบโกลาหลไม่น่าที่จะยากเกินไปสำหรับเขาซึ่งเขาคิดเข้าข้างตัวเองว่าการสุ่มเลือกภารกิจตลอดชีวิตได้มากถึงยี่สิบเก้าภารกิจนั้นระบบโกลาหลคงไม่ยินยอมให้เสียชีวิตก่อนปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแน่นอน
เขาหยิบโทรศัพท์ใหม่ขึ้นมาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุสานแห่งใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบซึ่งเป็ข้อมูลที่ได้ยินขณะกำลังติดต่อห้องพักพอดี โดยรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังขึ้นมาทันใด
“ขอให้สุสานแห่งใหม่มีเทเลพอร์ตด้วยเถอะ”
เสิ่นอี้ภาวนาขอให้ตนโชคดีซึ่งเขาพบข้อมูลน่าสนใจหลายอย่างที่ทำให้มีความหวังมากยิ่งขึ้นนั่นคือข้อมูลสุสานแห่งใหม่ที่คาดการณ์ว่าน่าจะเป็สุสานของขุนนางชั้นสูงในสมัยราชวงศ์ถัง
ประการสำคัญคือมีการค้นพบสิ่งของประหลาดหลายอย่างซึ่งเป็สิ่งของที่ไม่ควรมีในสมัยโบราณที่ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับเหล่านักโบราณคดีเป็จำนวนมากโดยเขาพยายามสืบค้นข้อมูลจนพบภาพจากบัญชีเวย ป๋อหนึ่งที่ถูกนำมาโพสต์เพียงไม่กี่ภาพทว่าภาพเ่าั้เรียกความสนใจจากเขาเข้าอย่างจัง
“เอ๊ะ!นี่มันเหมือนอุปกรณ์ย้อนเวลาของปราชญ์เพี้ยนเลย”
เสิ่นอี้ตาโตเป็ประกายอย่างยินดีเมื่อมองเห็นภาพหนึ่งที่ไม่ชัดนักทว่ายังพอมองเห็นเค้าโครงร่างคร่าว ๆ ได้ เป็ภาพของอุปกรณ์โลหะทรงกลมคล้ายลูกบอลสูงหนึ่งเมตรภายนอกแตกหักไปมาก ทว่าโครงสร้างภายในมีลักษณะเหมือนที่นั่งขนาดเล็กซึ่งมีพื้นที่เพียงพอให้คนหนึ่งคนนั่งชันเข่าได้พอดี
อนึ่งภาพที่นั่งและซากหักพังภายในลูกบอลโลหะนั้นเหมือนกับอุปกรณ์ย้อนเวลาของปราชญ์เพี้ยนซึ่งเขาเคยเห็นในห้องทดลองของอีกฝ่ายมาก่อนจึงรู้สึกตื่นเต้นเพราะตรงกับข้อมูลที่ระบบโกลาหลบอกเขาไว้ก่อนหน้า
“พรุ่งนี้ฉันจะไปแต่เช้าฉันต้องไปถึงก่อนเ้าหัวขโมยสองคนนั่นไม่งั้นหากพวกมันเห็นเทเลพอร์ตแล้วขโมยไปก่อน ฉันคงซวยแน่ ยิ่งใช้เงินไปมากแล้วฉันไม่อยากทำภารกิจอื่นใช้หนี้หรอกนะ”
เสิ่นอี้ตั้งความหวังอย่างมุ่งมั่นที่จะไปถึงสุสานแห่งใหม่ก่อนชายสองคนที่สนทนากันในห้องโถงเหตุเพราะเนื้อหาที่ทั้งคู่พูดคุยกันนั้นเป็การแสดงเจตนาชัดเจนในการขโมยสมบัติในสุสานไปขาย
จากนั้นเสิ่นอี้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนถึงค่ำไปทำภารกิจแรกให้สำเร็จเร็วขึ้น ด้วยการไปตัดผมเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองใหม่รวมทั้งอาจซื้อเครื่องประดับติดตัวอย่างเช่น นาฬิกาข้อมือสักเรือน
ส่วนที่อยู่ใหม่นั้นเขาเลือกตามเงินที่พอมีอยู่จริงในเวลานี้ไปก่อน โดยตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองหลวงที่สะดวกในการเดินทางได้หลากหลายซึ่งกลับไปเมืองหลวงคราวนี้เขาจะต้องรีบไปตรวจสอบที่อยู่ใหม่พร้อมทำสัญญาซื้อขายให้เรียบร้อย
“หากพรุ่งนี้ฉันเสร็จสิ้นภารกิจก็คงดีอย่างน้อยจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ดูสิ!.....เวลาถอยลงเรื่อยๆ จนฉันรู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว”
เสิ่นอี้จ้องมองภาพฮอโลแกรมในหัวที่มีเวลานับถอยหลังทุกวินาทีเขารู้สึกถูกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ต่อจากนั้นเขารีบไปทำตามแผนโดยไม่รั้งรอโดยเริ่มจากการเปลี่ยนภาพลักษณ์ก่อนเพราะต้องใช้เวลาทำผมนานหลายชั่วโมงทีเดียว
เขานั่งรถแท็กซี่ไปยังห้างสรรพสินค้าของเมืองซีอานอันใหญ่โตหรูหราโดยตรงเข้าไปในร้านเสริมสวยสำหรับบุรุษทันที
“สวัสดีค่าลูกค้าสนใจตัดผมทรงไหนดีคะ?ว่าแต่หล่อ ๆ แบบนี้ เอาทรงเทรนด์ใหม่ของปีนี้เลยดีไหมคะ?”
ชายตุ้งติ้งอายุมากกว่าเสิ่นอี้หลายปีเขาปราดเข้ามาทักทายเสิ่นอี้อย่างเป็มิตร เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้าร้านเสริมสวยโดยชายตุ้งติ้งเหลือบมองเขาั้แ่หัวจรดเท้าด้วยตาเป็ประกายเหมือนเห็นเหยื่อหรือสมบัติชิ้นเลิศ
“เอ่อ.....ทรงใหม่เป็แบบไหนหรือครับ?”เสิ่นอี้ยังรู้สึกประหม่าเเพราะไม่เคยทำอะไรแปลกใหม่แบบนี้มาก่อน
“มานั่งก่อนค่ะเดี๋ยวพี่จะเอาแบบทรงผมหล่อ ๆ ให้ดูนะคะ หลายคนชอบทรงผมแบบหนุ่มเกาหลี”
ชายตุ้งติ้งลากแขนเสิ่นอี้ให้ไปนั่งบนเก้าอี้ก่อนเพราะกลัวชายหนุ่มจะเปลี่ยนใจแล้วเดินหนีออกจากร้านโดยซินดี้้าแปลงโฉมหนุ่มหล่อที่ดูเชยเฉิ่มตรงหน้าให้กลายเป็เ้าชายผู้หล่อเหลาแห่งยุค
อนึ่งซินดี้เคยทำงานเป็ผู้จัดการดาราโนเนมคนหนึ่งมาก่อนทว่าดาราคนนั้นกลับทำตัวเละเทะจนทำให้อาชีพผู้จัดการตกต่ำสุดท้ายดาราติดยาเสพติดและถูกจำคุกตลอดชีวิตทำให้ซินดี้ต้องมาทำอาชีพเก่าในการเป็ช่างทำผม
อย่างไรก็ตามเมื่อซินดี้มองเห็นเสิ่นอี้เดินมาแต่ไกลเขาได้แต่หวังว่าชายหนุ่มจะเลือกเข้าร้านตน แล้วทำให้ตนมีโอกาสแสดงฝีมือจนสามารถสานสัมพันธ์ให้กลับไปยืนในวงการบันเทิงได้อีกครั้ง
ซินดี้ส่งสัญญาณให้ลูกน้องในร้านที่มีอยู่เพียงคนเดียวให้รีบเอาหนังสือแบบทรงผมมาให้เสิ่นอี้เลือกดูอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับให้คำแนะนำอย่างจริงใจว่า
“ทรงนี้ก็ดีนะคะน้องชายทำผมด้านหน้าปรกลงมาเล็กน้อย ด้านข้างซอยสั้นเดี๋ยวพี่จะเนรมิตให้น้องชายหล่อที่สุดในเมืองซีอานเองค่ะ”
เสิ่นอี้ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับด้านแฟชันหรือความงามเท่าใดนักเพราะที่ผ่านมาเขาทำตัวตามสบายจนเคยชินจึงพยักหน้ารับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอย่างยินดีว่า
“ก็ได้ครับเอาแบบที่หล่อและดูดี ทำสีผมใหม่ด้วยนะครับ”
“ได้เลยค่าสบายมาก น้องชายนั่งให้สบายเลยนะคะ รับรองว่าออกจากร้านพี่ไปแล้วคนจะต้องมองเหลียวหลังแน่นอนค่ะ
ว่าแต่พี่อยากแนะนำนิดนึงได้ไหมคะ?”
ซินดี้รู้สึกคันปากจนอดไม่ไหวจึงเอ่ยถามชายหนุ่มขึ้นมาทันที เนื่องด้วยเขาเคยอยู่ในแวดวงคนร่ำรวยมาก่อนซึ่งพบเห็นผู้คนหลากหลายรูปแบบทำให้คิดว่าหากแนะนำให้ชายหนุ่มใส่เสื้อผ้าในรูปแบบเฉพาะย่อมช่วยให้ชายหนุ่มดูดีขึ้นไปได้มากมายนัก
“อะไรหรือครับ?”เสิ่นอี้ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจพลางถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“รูปร่างสูงเพรียวเหมือนนายแบบอย่างน้องชายเนี่ยไม่ควรใส่เสื้อผ้าแบรนด์ทั่วไปนะคะ มันดูโลว์เกรดยังไงไม่รู้พี่ว่าถ้าน้องชายพอมีเงินละก็ น่าจะใส่ชุดแบรนด์เฉพาะ หรือไม่ก็ตัดเย็บเฉพาะตัวไปเลยประเภทที่หนึ่งชุดหนึ่งคนอะไรแบบนี้แหละค่ะ”
ซินดี้พยายามสื่อสารด้วยภาษาทั่วไปเพื่อให้ชายหนุ่มเข้าใจง่ายดายโดยเขาตั้งใจแปลงโฉมชายหนุ่มหล่อเหลาให้ดูดีสุดฤทธิ์ซึ่งิญญาของการเป็ผู้จัดการดาราฟื้นตื่นขึ้นมาทันที
เสิ่นอี้ก้มมองดูตัวเองก่อนคิดไตร่ตรองตามคำพูดของซินดี้จากนั้นเขาสอบถามเื่เงินก่อนเพราะต้องบริหารให้ดี จนกว่าภารกิจพิเศษจะเสร็จสิ้นจึงจะมั่นใจได้ว่าตนไม่ต้องทำงานใช้หนี้ในอนาคตว่า
“หากเป็ชุดใหม่สักชุดอย่างที่พี่ว่าน่าจะต้องใช้เงินมากแค่ไหนครับ?”
ซินดี้หรี่ตามองชายหนุ่มที่น่าจะพอมีเงินติดตัวบ้างจากเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่เขาสวมใส่ถึงแม้จะเป็แบรนด์ที่มีขายทั่วไปในห้างสรรพสินค้าก็ตามทีเขาจึงเสนอตัวเลขให้ชายหนุ่มได้พิจารณาก่อนว่า
“หากเป็ทั้งตัวเลยเสื้อ กางเกง รองเท้า ยกเว้นชุดชั้นในนะคะ พี่ว่าสามหมื่นหยวนพอได้ค่ะเป็แบรนด์หรูจากต่างประเทศที่ตัดเย็บเพียงหนึ่งชุดต่อหนึ่งแบบเท่านั้นค่ะ”
เสิ่นอี้ตาโตด้วยความตกตะลึงเพราะไม่คาดคิดว่าจะเป็ตัวเลขสูงอย่างนั้นทว่าเขาเข้าใจดีเพราะเคยศึกษาข้อมูลมาบ้างระหว่างนั่งรถแท็กซี่มาซึ่งกล่าวได้ว่าเป็ราคาที่ไม่แพงจนเกินไปหาก้าเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ชนิดพลิกหน้ามือเป็หลังมือแบบนี้
“ตกลงครับ สามหมื่นก็สามหมื่น”เสิ่นอี้กัดฟันตอบกลับซินดี้อย่างตัดใจ
ทั้งนี้ความซื่อและเชื่อใจคนง่ายของเสิ่นอี้ร่างเก่าและร่างใหม่ไม่แตกต่างกันมากนักเขารู้สึกเชื่อใจอีกฝ่ายอย่างไม่มีเหตุผลเหมือนกับว่าตนอาจได้ผู้ช่วยเหลือหรือเลขานุการที่รู้ใจจึงตั้งใจทดสอบการทำงานของอีกฝ่ายด้วยว่ามีความจริงใจให้กับตนมากน้อยเพียงใด
“ดีค่ะน้องชายเชื่อใจพี่ได้เลย ว่าแต่น้องชายชื่ออะไรหรือคะ?พวกเราคุยกันมาตั้งนานแล้ว ส่วนพี่ชื่อซินดี้นะคะเรียกชื่อนี้พี่จะมีความสุขกว่าชื่อจริง”
ซินดี้ตาโตเป็ประกายอย่างมีความสุขเขากำลังนึกภาพชายหนุ่มหล่อเหลาปานเทพบุตรที่เป็หนุ่มไฮโซและดาราระดับแถวหน้าของประเทศทำให้เขายินดีให้ความช่วยเหลือชายหนุ่มโดยไม่คิดค่าตัวหรือค่าเสียเวลาใด ๆ
เสิ่นอี้บอกชื่อตนตามจริงว่า“ผมชื่อเสิ่นอี้ครับ”
“โอเคค่ะเสิ่นอี้ว่าแต่จะโอนเงินให้พี่เลย หรือว่าจะให้เป็เงินสดค่ะ แต่สมัยนี้น่าจะโอนมากกว่านะ”
ซินดี้พยักหน้ารับรู้พร้อมสอบถามวิธีการรับเงินเพื่อจะได้ไปจัดการธุระสำคัญให้ชายหนุ่มตามแผน
“เอาเงินสดไปดีกว่าครับพอดีผมว่าจะซื้ออะไรบางอย่าง ก็เลยถอนเงินมาเตรียมไว้”
เสิ่นอี้หยิบเงินจากกระเป๋าเป้โดยเขาล้วงมือเข้าไปหยิบแบบคะเนเอาเพราะไม่้าดึงเงินออกมาทั้งปึกใหญ่เนื่องด้วยยังรู้สึกกังวลในความปลอดภัยของตนเองอยู่ พอหยิบออกมานับเงินให้กับอีกฝ่ายปรากฏว่าเขาหยิบมาได้แบบพอดี จึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ว้าว! เสี่ยวอี้พกเงินเยอะจริงแบบนี้พี่จะจัดให้เต็มที่เลยค่ะ ทำผมรอไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่กลับมาค่ะ”
ซินดี้ตาลุกวาวที่เห็นเงินสดจำนวนมากจากชายหนุ่มเขากระตือรือร้นที่จะออกไปปฏิบัติภารกิจให้อีกฝ่ายทันที