เวลาหมุนเวียนผ่านพ้นไปราวห้าเดือนเต็ม...
หลังเหตุการณ์คดีอันเลวร้ายของสองพี่น้องลูมิน่าและการล่มสลายของตระกูลอัลดริช เมืองฮาร์เรนที่เคยจมอยู่ใต้เงามืดและอำนาจมืดเริ่มกลับคืนสู่ความสงบสุข ร้านรวงต่าง ๆ เปิดทำการค้าขายอย่างเต็มรูปแบบ ผู้คนเริ่มใช้ชีวิตตามปกติอย่างยิ้มแย้มสดใส ราวกับเหตุการณ์การประลองประวัติศาสตร์ในวันนั้น กลายเป็เพียงเื่เล่าขานระดับตำนานที่ถูกส่งต่อกันปากต่อปากในร้านเหล้ายามค่ำคืน
ทว่า... ภายใต้ความสงบสุขนั้น กลับมีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ณ นอกกำแพงเมืองฮาร์เรนทางทิศเหนือ
บริเวณหน้าผาหินสีดำชันสูงที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาตัดกับผืนฟ้ากว้าง
ร่างของชายหนุ่มเรือนผมสีแดงเพลิงยืนตระหง่านอยู่เพียงลำพัง ลมูเาพัดพาชายเสื้อคลุมป่านของเขาพริ้วไหว
โซร่าค่อย ๆ สูดลมหายใจลึกเข้าสู่ปอด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั่วสรรพางค์กาย ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ
"..."
วูบ...
มวลแสงสีแดงสดค่อย ๆ รวมตัวก่อกำเนิดขึ้นใจกลางฝ่ามือหนา ทว่าความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อหลายเดือนก่อนคือ... ในครั้งนี้ พลังมานาไม่ได้สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ไม่ได้แตกกระจายเป็สปาร์กไฟที่ทรงพลังเกินควบคุม และไม่ได้แผดเผาเนื้อหนังกัดกินเส้นเืในท่อนแขนของเขาอีกต่อไป!
ฟุ่บ...
เปลวไฟลูกเล็กขนาดเท่าไข่นกนกปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือหมุนเวียนอย่างนุ่มนวล จากหนึ่งดวง... แปรเปลี่ยนเป็สองดวง... สามดวง... สิบดวง... จนกระทั่งสุดท้าย เปลวไฟสีแดงเข้มบริสุทธิ์นับร้อยดวง ลอยหมุนวนเวียนรอบกายของชายหนุ่มดุจหมู่ดาวเพลิงอย่างสงบนิ่งและแม่นยำ!
ปราศจากการะเิ...ปราศจากคลื่นความร้อนที่ควบคุมไม่ได้...
ทุกอณูพลังงานอยู่ภายใต้การบีบอัดและสั่งการจากจิตสั่งการของเขาโดยสมบูรณ์!
โซร่าจ้องมองภาพหมู่ดาวเพลิงรอบกายด้วยสายตานิ่งสงบ
"อืม...ดีขึ้นมาก"
ชายหนุ่มบีบกำมือขวาเข้าหากันเบา ๆ
ฟูมมมมม!
เปลวไฟนับร้อยดวงพลันยุบตัวรวมเข้าหากัน หลอมแปรสภาพกลายเป็ หอกเพลิงยาว ส่องสว่างโร่อยู่ในมือ ก่อนจะสลายหายกลายเป็ละอองแสงระยิบระยับไปในอากาศภายในเสี้ยววินาที!
เขาก้มลงมองฝ่ามือและท่อนแขนขวาของตนเอง... ร่างกายไม่รู้สึกถึงความเ็ปรวดร้าว ไม่มีกล้ามเนื้อฉีกขาด ไม่มีเส้นเืปูดโปนปริแตก และไม่มีาแลวกไฟจากการฝืนพลังเหมือนในอดีตเลยแม้แต่น้อย
มุมปากคมคายของชายหนุ่มขยับยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ ที่ยากจะได้เห็น
"...ในที่สุด" ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง "...ร่างเนื้ออันเปราะบางนี้ของเ้า ก็เริ่มปรับตัวและรับพลังของข้าได้แล้วสินะ"
โซร่าค่อยๆ หลับตานิ่ง ััถึงขอบเขตกระแสพลังมานาที่ไหลเวียนหมุนวนอยู่ลึกลงไปในดวงิญญา...
หากเปรียบเทียบเมื่อห้าเดือนก่อน ยามที่เขาฝืนใช้พลังในการประลอง พลังมานาของเขาอาจจะกลับคืนมาเพียงสิบส่วนในร้อยส่วน... แต่ในเวลานี้ มันกลับคืนมาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว!
และที่สำคัญยิ่งกว่าปริมาณพลัง...คือเขาสามารถััได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งที่คุ้นเคย และเป็แก่นแท้ดั้งเดิมของดวงิญญาจนแทบทำให้ลมหายใจหยุดชะงัก!
ตึก...ตึก...ตึก...
ราวกับมี หัวใจอีกดวงหนึ่ง กำลังเต้นกระเพื่อมสะท้อนรับอยู่ภายในขั้วิญญาของเขา!
โซร่าค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ั์ตาสีแดงเพลิงส่องประกายสว่างวาบ ฉายรังสีความกดดันโบราณสะท้อนออกมาวูบหนึ่ง
"...พลังแห่งัเพลิงในตำนาน...กำลังตื่นขึ้น"
ถึงแม้จะเป็เพียงเศษเสี้ยวแรงดันที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว แต่เขาจำความรู้สึกอันลึกล้ำนี้ได้ดี... มันคือพลังดั้งเดิมของ ราชันัเพลิงโซเบล! พลังที่เคยมลายหายไปพร้อมกับการกลับชาติมาเกิดใหม่ บัดนี้กำลังค่อย ๆ ไหลซึมย้อนคืนกลับมาสู่ร่างเนื้อนี้อีกครั้งอย่างมั่นคง
แม้กระบวนการจะเนิ่นช้า... ทว่ามันกลับชัดเจนยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โซร่ากำหมัดแน่น พลังความร้อนแผ่ซึมออกจากข้อแต้ม
"...อีกไม่นาน ข้าก็คงไม่จำเป็ต้องกังวลว่าร่างกายนี้จะแตกสลายเพราะรับพลังไม่ไหวอีกต่อไป"
แปะ... แปะ... แปะ...
ทันใดนั้น เสียงปรบมือดังขึ้นเบา ๆ จากด้านหลังพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ
"น่ายินดีจริงๆ เลยน้า..." เสียงหวานคุ้นเคยเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มซุกซนและลึกล้ำ "ในที่สุดัั์ตัวเดิมก็เริ่มตื่นจากการหลับใหลเสียที..."
โซร่าไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือใคร
"...สเตลร่า"
ร่างบางของหญิงสาวเรือนผมสีเงินก้าวเท้าเดินออกมาจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่ข้างหน้าผา ั์ตาสีเหลืองของนางทอประกายขบขัน
"ข้าแอบยืนดูเ้าฝึกควบคุมพลังมาั้แ่ต้นแล้ว..." สเตลร่ายักไหล่เย้าหยอก "...ครั้งนี้ไม่มีเืซึมออกจากข้อมือเลยสักหยด แถมยังควบคุมเกลียวไฟได้ละเอียดยิบย่อยกว่าตอนแรกหลายสิบเท่าตัวเลยนะ"
โซร่าหันกลับมาปรายสายตามองนางเพียงเสี้ยววินาที "ข้าเองก็เพิ่งรู้... ดูเหมือนการเปิดใช้วงจรมานาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จะช่วยบีบบังคับให้เส้นเืและกล้ามเนื้อของมนุษย์ร่างนี้ขยายตัวและปรับสภาพเพื่อรองรับพลังได้เร็วขึ้น"
สเตลร่าพยักหน้ารับ รอยยิ้มมุมปากแปลเปลี่ยนเป็ความอ่อนโยนลึกล้ำ
"ไม่ใช่แค่สภาพร่างกายหรอกนะ โซเบล..." หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา "...จิตใจของเ้าต่างหากที่เริ่มเปลี่ยนไป"
โซร่านิ่งเงียบ
"เมื่อก่อน ยามที่เ้าคิดจะปลดปล่อยเปลวไฟ... ในหัวของเ้ามีเพียงแค่ความคิดเื่การทำลายล้างและการแผดเผาให้กลายเป็เถ้าถ่าน" สเตลร่ายกมือขึ้นทัดผมไว้ข้างใบหู "แต่ในตอนนี้... ยามที่เ้าจุดไฟ สิ่งแรกที่เ้าคิดคือการควบคุมและการปกป้องมันต่างหาก นั่นคือเหตุผลจริง ๆ ที่ดวงิญญาและพลังัยอมรับร่างนี้อีกครั้ง"
โซร่าแค่นหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "...พวกมนุษย์ชอบพยายามอธิบายกฎธรรมชาติและพลังงานให้กลายเป็เื่ไร้สาระของจิตใจอยู่เรื่อย"
สเตลร่าหลุดหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี "แต่บางครั้ง...ทฤษฎีของพวกมนุษย์ก็อาจพูดถูกต้องนะ"
สายลมบนยอดผาพัดผ่านร่างของคนทั้งสอง เปลวไฟเล็ก ๆ ที่ลอยรอบตัวโซร่าค่อย ๆ มอดดับลงกลายเป็ความเงียบสงบ ชายหนุ่มหมุนตัวหันหลังเตรียมก้าวเดินกลับ
"กลับกันเถอะ...วันนี้พอแค่นี้"
"อืม"
ทั้งสองออกเดินทางเดินกลับมุ่งหน้าสู่เมืองฮาร์เรนอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางแสงแดดยามเย็นที่ทอดเงายาว... โดยไม่มีชาวเมืองคนใดรู้เลยว่า ราชันัเพลิงในตำนานกำลังจะหวนคืนสู่โลกใบนี้อย่างสมบูรณ์ในอีกไม่ช้า!
.
.
.
.
ย้อนกลับมา ณ ตรอกแคบทรุดโทรมทางทิศตะวันตกของเมืองฮาร์เรน...สถานที่แห่งนี้เป็จุดอับสายตาที่ไร้ซึ่งการดูแลของอัศวินรักษาการณ์ กองลังไม้เก่า ๆ ซากขยะอับชื้น และเศษผ้าขาดวิ่นถูกใช้เป็ที่ซุกหัวนอนของเหล่าคนไร้บ้านที่ต้องนอนเบียดเสียดกันเพื่อแย่งชิงไออุ่นหลบลมหนาว
ณ มุมกำแพงอิฐแตกร้าวชื้นแฉะ... ชายคนหนึ่งนอนขดตัวสั่นสะท้านอยู่บนกองฟางเก่า เสื้อคลุมสีน้ำตาลขาดรุ่งริ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืแห้งและโคลนชื้น ใบหน้าซูบตอบเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวจากการถูกทำร้าย
เขาหลับไม่สนิท ลมหายใจติดขัดและหอบถี่ ริมฝีปากที่แห้งแตกเป็แผลพึมพำเสียงสั่นเครือออกมาตลอดเวลา...
"...ลิ... ลิซ..."
"...หนีไป... ลูก..."
"...พ่อขอโทษ... ฮึก..."
"...อย่า... อย่าร้องไห้..."
เฮือก!
ไอแซก โรเวน สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง! าแถูกมีดแทงที่ชายโครงและไหล่ซ้ายส่งอาการปวดแปลบระบมจนเขาต้องกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมอาบใบหน้าและลำคอ
ชายวัยกลางคนค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงกำแพงอิฐ ั์ตาแดงก่ำและลึกโหลจากการอดนอนและตื่นตระหนกมาตลอดห้าวันห้าคืน
"...ฝันร้ายอีกแล้ว..."
เขาก้มลงมองาแที่ชายนมที่มีเืซึมออกมา ยื่นมืออันสั่นเทาไปดึงผ้าพันแผลเก่า ๆ ให้รัดแน่นขึ้นเพื่อห้ามเื
"...ข้าจะตายตอนนี้ไม่ได้..." ไอแซกเค้นเสียงพูดกับตัวเองอย่างมุ่งมั่น "...อย่างน้อยที่สุด... ข้าต้องช่วยลูกสาวกลับมาจากพวกมันให้ได้ก่อน..."
ไอแซกค่อย ๆ พยุงร่างอันซมซานลุกขึ้นเดินโซเซไปตามถนนสายเล็กในย่านการค้า...
เขาหยิบผ้าคลุมผืนเก่าที่เก็บได้จากกองขยะขึ้นมาพันปิดบังใบหน้าเอาไว้มิดชิด พยายามก้มหน้าเดินชิดกำแพงเพื่อไม่ให้ผู้ใดจำได้ เพราะเขารู้ดีว่าพวกล่าสังหารของ "ขบวนการค้ามนุษย์สิงโตดำ" ยังคงกระจายกำลังออกตามล่าตัวเขาอยู่ทั่วทุกตรอกซอกซอย
ขณะที่เขากำลังเดินผ่านย่านตลาด เสียงพูดคุยของชาวบ้านหลายคนก็ดังแว่วเข้ามาในแก้วหู...
"นี่พวกเ้าได้ยินข่าวหรือยัง? ร้านตีเหล็ก Flame Nest ตรงสุดถนนสายเก่ารับงานใหม่อีกแล้วนะ"
"อ้อ! ช่างตีเหล็กผมแดงคนนั้นน่ะหรือ? ได้ข่าวว่าเขาช่วยสืบหาความจริงและแก้ปัญหาให้คนในเมืองมาหลายเื่แล้วนี่"
"ใช่แล้ว! แม้ค่าจ้างและเงื่อนไขของเขาจะประหลาดและแพงไปเสียหน่อย...แต่ขอเพียงแค่เขารับปากว่าจะช่วยแล้วล่ะก็ เขาทำจริงแน่นอน และไม่มีใครกล้าหลอกลวงเขาได้ด้วย"
ไอแซกชะงักเท้าลงกึก... ผ้าคลุมหน้าสั่นไหวเล็กน้อย
"...Flame...Nest...?" เขาพึมพำกับตัวเอง
พ่อค้าอีกคนหนึ่งเอ่ยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงยำเกรง "ข้าบอกตามตรงนะ... ถ้าเป็เื่เดือดร้อนเลวร้ายชนิดที่กฎหมายหรือพวกอัศวินรักษาการณ์ช่วยไม่ได้แล้วล่ะก็ ชาวเมืองหลายคนก็เลือกที่จะกำเงินเดินไปขอความช่วยเหลือจากช่างตีเหล็กคนนั้นกันทั้งนั้นแหละ"
ไอแซกกุมมืออันสั่นเทาเข้าหากันแน่น... หัวใจที่เคยดับมืดและสิ้นหวังดุจเถ้าถ่าน กลับปรากฏประกายไฟเล็ก ๆ จุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง!
‘เื่ที่กฎหมายและอัศวินช่วยไม่ได้... ช่างตีเหล็กผมแดงงั้นหรือ...’
"...บางที..." ไอแซกเค้นเสียงสั่นสะท้านออกมาในลำคอ "...นี่อาจจะเป็ 'หนทางสุดท้าย' ที่ข้าเหลืออยู่แล้วก็ได้"
ชายผู้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต... ตัดสินใจฝืนความเ็ปจากาแ ก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังสุดถนนสายเก่า ทิศทางที่ตั้งของร้านตีเหล็กเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Flame Nest ทันที!
โดยที่ไอแซก โรเวน ไม่เคยรู้เลยว่า...
การตัดสินใจก้าวเท้าเดินเข้าหาช่างตีเหล็กผมแดงในครั้งนี้... จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของ "คดีหนี้เืที่สอง" และการปะทะครั้งใหญ่กับ องค์กรค้ามนุษย์ที่ยิ่งใหญ่และมืดมนที่สุดในแคว้นเซซิลลาร์ ที่กำลังจะถูกัเพลิงาบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
.
.
.
.
ค่ำคืนอันเงียบสงัด...
สายฝนสีเทาพร่างพรูลงเหนือแนวป่าดงดิบเขตแดนทางทิศใต้ของแคว้นเซซิลลาร์ หยดน้ำฝนที่ตกลงกระทบยอดสนและแผ่นหินโบราณส่งเสียง ซ่า... ซ่า... อย่างน่าขนลุก
ลึกลงไปใต้ซากอารามศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่ถูกทอดทิ้งให้ร้างผู้คนมานานหลายร้อยปี...
แท้จริงแล้ว เบื้องล่างผืนดินแฉะชื้นคือห้องโถงใต้ดินขนาดมหึมาที่ถูกขุดสกัดขึ้นอย่างเป็ระบบ แสงไฟส้มแดงจากคบเพลิงนับสิบดวงสะท้อนผนังหินแฉะชื้น ควันไฟปะปนกับกลิ่นอับของเหงื่อ คราบเื และกลิ่นอุจจาระปัสสาวะจนกลายเป็กลิ่นเหม็นเน่าสาบชวนสะอิดสะเอียน ผนังหินแกรนิตถูกคราบเขม่าควันย้อมจนเป็สีแดงคล้ำ ราวกับถูกฉาบด้วยคราบเืแห้งกรังของมนุษย์นับพัน
ทั่วทั้งโถงใต้ดินถูกจัดเรียงไว้ด้วย กรงเหล็กหนาเตอะนับร้อยกรง วางซ้อนทับกันเป็แถวยาวสุดสายตา
เสียงร้องไห้สะอื้นแ่เบา...
เสียงอ้อนวอนขอชีวิตด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า...
เสียงโซ่เหล็กหนาที่ผูกล่ามข้อเท้ากระทบพื้นดัง ครืด... ครืด...
ดังคลอไปกับเสียงหัวเราะอย่างกักขฬะของบรรดากองกำลังฉกรรจ์ในชุดเกราะหนังสีดำ ที่กำลังเดินถือแส้และดาบตรวจเช็ก "สินค้า" ในกรง
ภายในกรงเหล็กเ่าั้...
มีทั้งเด็กชายเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่สะอื้นไห้จนดวงตาบวมปูด...
มีทั้งหญิงสาวสามัญชนที่เสื้อผ้าขาดวิ่นั์ตาไร้ซึ่งความหวัง...
มีทั้งชายหนุ่มวัยแรงงานที่ถูกตีตราเผาไฟบนิั...
และแม้กระทั่งเผ่าพันธุ์ุ์หายาก เช่น เอลฟ์ป่า ที่เรือนผมทองเกรอะกรัง หรือ บีสต์แมน (มนุษย์สัตว์) ที่หูและหางถูกพันธนาการด้วยโซ่ลงอาคมเวทมนตร์
เหยื่อทุกคนที่ถูกคุมขัง ต่างถูกคล้องป้ายเหล็กสีดำไว้ที่ลำคอ... ป้ายนั้นสลักระบุข้อมูลไว้อย่างละเอียด: ราคาตั้งต้น, อายุ, สุขภาพ, ประวัติาแ, และ "มูลค่าการนำไปขาย"
ชายร่างกำยำหนาในชุดนักล่า เดินชูคบเพลิงกวาดสายตามองเข้าไปในกรงทีละกรง พลางใช้ออกคำสั่งกับลูกน้องที่ถือกระดานบันทึกข้างกายด้วยน้ำเสียงเ็า
"คนนี้... สุขภาพดี กระดูกแข็งแรง ส่งไปทำงานหนักเหมืองแร่ทางเหนือ"
"ยัยนี่... หน้าตาใช้ได้ ส่งไปซ่องกามชั้นต่ำย่านชายแดน"
"เด็กผู้ชายสองคนนั้น... โครงสร้างใช้ได้ ส่งไปขายให้สนามประลองทาสทหาร"
"ส่วนเด็กผู้หญิงอายุไม่เกินสิบขวบกลุ่มนั้น..." ชายร่างกำยำหยุดสายตาจ้องมองเด็ก ๆ ที่กลัวจนตัวสั่น "...คัดแยกไว้ต่างหาก ส่งตรงให้แก่ 'ลูกค้าพิเศษชั้นสูง' ในเมืองหลวง"
คำสั่งถูกป่าวประกาศออกไปราวกับพวกเขากำลังเลือกซื้อขายสัตว์เลี้ยงหรือปศุสัตว์... ในสถานที่แห่งนี้ ไม่มีผู้ใดมองเห็นเหยื่อเป็มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีจิติญญาอีกต่อไป
ทันใดนั้นเอง...
กึก... กึก... กึก...
เสียงรองเท้าหนังเนื้อดีกระทบผืนหินแกรนิตดังขึ้นอย่างเนิบนาบ จากทิศทางของบันไดหินทางเข้าชั้นลึก!
น้ำหนักฝีก้าวไม่ได้หนักหน่วง ไม่ได้เร่งรีบ ทว่ามันกลับแฝงไว้ด้วยคลื่นความกดดันมหาศาลที่สยบทุกสิ่งทุกอย่างในห้องโถงให้เงียบกริบลงทันตา!
วูบ...
บรรดาลูกน้อง นักล่า และกลุ่มชายฉกรรจ์นับร้อยคนที่กำลังหัวเราะขบขัน พลันหน้าซีดเผือด! ทุกคนรีบหยุดมือ ทิ้งแส้และถาดอาหาร แล้วพร้อมใจกันก้มศีรษะลงต่ำราบกับพื้นหินแฉะชื้นทันที!
แม้กระทั่ง หัวหน้าหน่วยค้ามนุษย์ ชายร่างั์ผู้ผ่านการฆ่าตัดคอและสับร่างมนุษย์มานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับร่างกายสั่นสะท้าน หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมอาบใบหน้าจนหยดลงพื้น
ร่างของชายผู้หนึ่งค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดมิดของโถงบันได...
เขาสวมเสื้อคลุมสีกระโดนยาวสีดำสนิท ไร้ลวดลายประดับ บนใบหน้าสวม หน้ากากเหล็กสีดำสนิท ปิดบังเครื่องหน้าทั้งหมดไว้โดยสิ้นเชิง ไม่เห็นแม้แต่รอยยิ้มหรือไรเครา ช่องั์ตาของหน้ากากเปิดกว้างเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็น ดวงตาสีทองคำคมกริบและเย็นเยียบ คู่นั้น... ดวงตาที่จ้องมองทุกสิ่งบนโลกดุจสิ่งไร้ชีวิต
ไร้ซึ่งใครในองค์กรใต้ดินแห่งนี้ที่รู้จักนามจริงหรือสายเืของเขา...
ทุกคนั้แ่ลูกน้องชั้นต่ำไปจนถึงขุนนางผู้ซื้อขาย เรียกขานเขาด้วยคำสั้น ๆ เพียงคำเดียวด้วยความยำเกรงสูงสุด...
"นายท่าน"
ชายในหน้ากากเหล็กก้าวเดินอย่างสงบนิ่ง เขาไม่ได้ปรายสายตามองกรงเหล็ก ไม่ได้มองเหยื่อที่กำลังร้องไห้ และไม่ได้มองลูกน้องที่กำลังคุกเข่าราบกับพื้น
เสียงสะอื้นและเสียงโซ่เหล็กภายในโถงใต้ดินค่อย ๆ กลืนหายไปในความเงียบสงบ... ราวกับแม้กระทั่งความหวาดกลัวหรือความทุกข์ทรมาน ก็ยังไม่กล้าส่งเสียงรบกวนการก้าวเดินของชายผู้นี้!
"...ยอดการส่งสินค้าในเดือนนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าดังสะท้อนก้องไปในแก้วหูของทุกคนดุจคำตัดสินจากเหวนรก
"...ต่ำกว่าเป้าหมายที่ข้ากำหนดไว้"
เฮือก!
หัวหน้าหน่วยค้ามนุษย์รีบหมอบคุกเข่าลงยันฝ่ามือกับพื้นหิน เสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด
"ข...ขออภัยครับนายท่าน! ได้โปรดเมตตาด้วย!" ชายร่างั์ละล่ำละลักเตือนความ "...่ห้าเดือนที่ผ่านมา เมืองฮาร์เรนและแคว้นทางเหนือเริ่มมีการตรวจเข้มเส้นทางขนส่ง... สมาคมการค้าเดิมโดนทำลาย และมีร้านตีเหล็กเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง... เข้ามารุกรานและทำลายเส้นทางขนส่งกู้เงินของเราครับ!"
บรรยากาศภายในห้องโถงใต้ดินพลันลดอุณหภูมิลดต่ำลงทันตา! ความเย็นเยียบไร้รูปบดขยี้ประสาทััของทุกคนจนหายใจไม่ออก!
ชายในหน้ากากเหล็กหยุดก้าวเท้าลง...
"...ร้านตีเหล็กงั้นหรือ?"
"ข...ครับนายท่าน! มันเป็ร้านตีเหล็กสามัญชนชื่อ Flame Nest... ช่างตีเหล็กผมแดงคนนั้นเป็ผู้ลงมือทำลายเครือข่ายของเราในเมืองฮาร์เรนครับ!"
"..."
ไร้ซึ่งคำกล่าวตอบใด ๆ จากชายหน้ากากเหล็ก... ทว่าไอรังสีฆ่าฟันอันลึกล้ำกลับแผ่ซึมออกจากร่างของเขาอย่างเชื่องช้า
ผ่านพ้นไปครู่หนึ่ง... เขาจึงค่อย ๆ เอ่ยคำสั่งออกมารายเรียบเพียงสั้น ๆ
"...ไปตรวจสอบ"
"หากมันกลายเป็อุปสรรคต่อขบวนการการทำธุรกิจของเรา..."
"...จงกำจัดมันซะ"
สิ้นคำสั่ง ชายสวมหน้ากากเหล็กก็ออกก้าวเดินต่อไปทางประตูโถงชั้นในอย่างไม่เร่งรีบ...
ทว่าทุกคนในห้องโถงใต้ดินแห่งนี้ต่างรู้ดี... คำสั่งราบเรียบเพียงไม่กี่คำของชายผู้นี้ มีน้ำหนักและผลลัพธ์ที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งกว่าคำพิพากษาปะาชีวิตของศาลหลวงทั้งอาณาจักรเซซิลลาร์รวมกันเสียอีก!
คล้อยหลังย่างก้าวของชายหน้ากากเหล็กหายลับเข้าไปในเงามืดชั้นใน...
ฟู่...
หัวหน้าหน่วยค้ามนุษย์ค่อย ๆ ถอนหายใจยาวออกมาอย่างลนลาน เขายันกายลุกขึ้นยืน ั์ตาสั่นระริก พบว่าเสื้อเกราะหนังและแผ่นหลังของตนเองเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็นจนชื้นแฉะ
ลูกน้องคนสนิทคนหนึ่งค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ห...หัวหน้าครับ..."
"นายท่านหน้ากากเหล็กผู้นั้น... แท้จริงแล้วเขาเป็ใครมาจากไหนกันแน่ครับ? พลังและรังสีอำนาจแบบนั้น ไม่เหมือนขุนนางหรือนักฆ่าธรรมดาเลย..."
เพียะ!!
ยังไม่ทันที่ลูกน้องจะเอ่ยจบประโยค! ฝ่ามือหนาของหัวหน้าหน่วยก็หวดฉาดเข้าที่ใบหน้าของลูกน้องคนนั้นอย่างรุนแรงจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น!
"หุบปากของเ้าซะ ไอ้โง่!" หัวหน้าหน่วยตะคอกเสียงสั่นเครือ ั์ตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "อย่าได้คิดเอ่ยปากสืบหาหรือถามถึงตัวตนที่แท้จริงของนายท่านเด็ดขาด!"
เขายื่นหน้าเข้าไปข่มขู่ลูกน้องใกล้ ๆ
"ผู้ใดก็ตามในองค์กรสิงโตดำที่พยายามสืบหาชื่อจริง หรือถอดหน้ากากของนายท่าน...ไม่เคยมีใครมีชีวิตรอดกลับมาเห็นแสงตะวันอีกเลยแม้แต่คนเดียว!"
ลูกน้องคนนั้นกุมแก้มที่บวมแดง พยักหน้ารัวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
แสงไฟจากคบเพลิงบนผนังหินยังคงสั่นไหวตามสายลมหนาว... เสียงโซ่เหล็กกระทบกัน และเสียงร้องไห้สะอื้นของเหยื่อเคราะห์ร้ายยังคงดังสะท้อนอย่างต่อเนื่อง
ลึกลงไปใต้ดินแห่งนี้... เครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ "สิงโตดำ" ซึ่งเป็องค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุด สกปรกที่สุด และมืดมนที่สุดของอาณาจักรเซซิลลาร์ ยังคงขยายตัวและส่งกรงเล็บออกไปล่าเหยื่อในความมืดมนอย่างไม่หยุดยั้ง...