บทที่ 37
ต้นตอของโรคระบาด
“ เหตุใดจึงนั่งขบคิดแบบนั้นเจ้าค่ะคุณหนู ในช่วงเวลานี้ท่านควรจะรีบออกจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุด ได้ยินว่าโรคระบาดกำลังระบาดหนัก ” ลี่ถังตื่นตระหนกกับเรื่องข่าวลือโรคระบาดภายใน
ยามนี้เมืองตะวันออกแห่งนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องพวกโรคระบาดกระจายไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนภายในเมืองได้ล้มป่วยด้วยอาการเดียวกัน
นั่นคือร่างกายของพวกเขาอ่อนแอลงมีไข้ขึ้นสูง แล้วก็ยังท้องเสียอย่างหนัก ยามนี้กลายเป็นว่าเมืองแห่งนี้ตกอยู่ในความโกลาหล
ลี่ถังบ่าวรับใช้คนสนิท ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยากจะให้คุณหนูของนางออกไปจากเมืองนี้ให้เร็ว
“ ในตอนนี้พวกเราก็เก็บเงินได้ประมาณนึง คิดว่าถ้าออกไปอยู่เมืองอื่นคงจะสามารถอยู่ได้สักพัก ”
“ คุณหนูเจ้าคะได้ยินหรือไม่.. ” นางเรียกย้ำ
ยามนี้คุณหนูที่อยู่เบื้องหน้าของนางกำลังนั่งขบคิดบางอย่าง ซูฉีกำลังนั่งฮิตบางอย่างในใจ นางมีท่าทีที่สงบนิ่ง
“ ใจเย็นเย็นก่อน เหตุใดจึงแสดงท่าทางร้อนรนแบบนั้นเล่า ”
“ เรื่องโรคระบาดเป็นเรื่องใหญ่ก็จริง แต่เรื่องที่ใหญ่กว่ามันคือเรื่องพวกมือสังหารที่มาสังหารพวกเราไม่ใช่หรือ ”
ไม่ว่าทางไหนก็ตาย นางจึงคิดว่าตายด้วยโรคระบาดยังเจ็บปวดน้อยกว่าตายด้วยคมกระบี่ ยามนี้เรื่องที่นางควรสนใจก็ทั้งสอง
แต่ถ้าลองชั่งน้ำหนักดูแล้วเกรงว่าเรื่องพวกมือสังหารน่าจะเป็นเรื่องที่นางควรสนใจมากกว่า
“ ถึงแบบนั้นก็เถอะ… ถ้าแบบนั้นก็ออกจากเมืองนี้กันเถอะเจ้าค่ะ อย่างน้อยได้หนีทั้งโรคระบาดแล้วก็หนีพวกมือสังหารพวกนั้น ”
“ พวกมันตามเรามาถึงนี่เจ้าคิดว่าพวกเราจะสามารถนี้ปั่นไปได้งั้นรึ? ”
“ แล้วอีกอย่างอยากจะออกเมืองแห่งนี้แล้วก็ออกไม่ได้หรอก เกิดโรคระบาดเช่นนี้แม่ทัพหวงคงจะประกาศปิดเมืองไปแล้ว ”
ซูฉีอยู่กับแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นมาสักพัก นางรู้ดีว่าเขาเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว ถ้ามองถึงเรื่องโรคระบาดขนาดใหญ่ อีกฝ่ายคงจะเร่งมือในการปิดเมืองเพื่อยับยั้งการแพร่
เมืองทางตะวันออกที่เป็นเมืองชายแดนนับสิบ อยู่ภายใต้การดูแลของแม่ทัพหนุ่ม ถ้าเกิดว่ามีโรคระบาดเช่นนี้เกิดขึ้นมา
เพื่อไม่ให้เขตการดูแลอื่นๆได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ต้องทำการประกาศปิดเมืองเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโรคระบาดอย่างแน่นอน
ยามนี้ถึงยากจะถอนตัวออกไปจากเมืองก็คงจะทำไม่ได้ เพราะแบบนั้นนางจึงสงบนิ่งอยู่แบบนี้ดูไม่ร้อนรน
ถ้าร้อนรนไปมันก็ทำอะไรไม่ได้ “ เอาเถอะข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า การจะหวาดกลัวต่อโรคระบาดมันเองก็เป็นเรื่องปกติ”
“ แต่ว่าเจ้าไม่ต้องกังวลมาก ยามนี้เจ้าก็เห็นแล้วนี่สองวันที่ผ่านมา โรคระบาดที่ระบาดภายในเมือง ไม่ได้แพร่กระจายเป็นวง จึงทำให้เห็นว่า โรคระบาดนี้มันอาจจะเป็นโรคระบาดที่ระบาดเพียงแค่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ได้”
ซูฉีอยู่ภายในยุคที่ล้ำสมัย นางรู้ดีแม้ว่านางจะไม่ใช้ แต่ว่าโรคระบาดประเภทนี้ที่ผ่านมาหลายวันมันยังไม่ได้ระบาดขณะที่ผู้คนทั้งเมืองจะได้รับ
มีเพียงแค่ผู้คนส่วนใหญ่เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดที่เกิดขึ้น นางจึงคาดการณ์ว่ามันไม่น่าจะใช่โรคระบาดที่ระบาดในด้านการหายใจหรือว่าติดเหมือนไข้หวัด
บางทีมันอาจจะเกิดจากต้นตอสาเหตุอะไรสักอย่าง โรคระบาดภายในยุคสมัยของนาง มันหนักๆกว่านี้มากนัก
อาการที่เป็นอยู่ในตอนนี้แม้ผู้คนจำนวนมากได้รับ แต่ว่าก็ยังไม่มีข่าวว่าผู้ใดตาย นางจึงแสดงท่าทางสงบนิ่งได้แม้ว่าภายในเมืองจะเกิดเรื่องโรคระบาดครั้งใหญ่
“ เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ทีนี้เจ้าเองก็เลิกแสดงท่าทางกังวล อีกไม่นานกองทัพคงจะสามารถหาต้นตอของสาเหตุได้อย่างแน่นอน ”
“ ในตอนนี้พวกเรามาระดมความคิดและสมองของตนเพื่อหาดีกว่าว่าใครที่เป็นคนส่งมือสังหารมาสังหารพวกเรา ”
ลี่ถังนั่งลงข้างกายของคุณหนู หลังจากได้ยินคำพูดของคุณหนูของนางทำให้นางเบาใจลงไปบ้าง
“ คนที่เครียดแค้นคุณหนูมีมากมาย ถ้าจะให้คิดข้าก็คงจะนับไม่หมดเจ้าค่ะ ”
“ บางทีคนที่ส่งมือสังหารมาลอบสังหารคุณหนูในครั้งนี้อาจจะเป็นศัตรูภายในอดีตของคุณหนูก็ได้ ” ถ้าจะให้ลองไล่เรียงรายชื่อคนที่มีความแค้นกับคุณหนูของนางต่อให้นางเอาสมุดมาสักสิบเล่มก็คงจะเขียนไม่หมด
ยามนี้มีชื่อมากมายผุดขึ้นมาภายในหัว จนนางไม่รู้เลยว่าควรจะคิดว่าเป็นผู้ใดกันแน่
ซูฉีได้ยินเช่นนั้น นางจึงก้มหน้าแล้วคิดในใจ ‘ มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆนั่นแหละ ไม่ว่ามองอย่างไรตัวละครซูมี่ก็มีพวกศัตรูภายในอดีตมากมาย ’
‘ เป็นเพราะว่าเรื่องราวทั้งหมดที่นางก่อเอาไว้ ทำให้พลทั้งหมดตามมาจนถึงตอนนี้สินะ แต่ว่าเหตุใดข้าต้องมารับเคราะห์แทนนางด้วย!!! ไอ้โชคชะตาเฮงซวย ’
นางเกือบโดนฆ่าแล้ว ทั้งที่เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนางก็ไม่ได้เป็นคนก่อตั้งแต่แรก เป็นเพราะว่านางร้ายผู้นี้แท้ๆ ดูแล้วมันก็ไม่เป็นธรรมนางไม่ได้เป็นคนก่อ แถมยังรู้สึกเกลียดชังนางร้ายผู้นี้เหตุใดต้องมาอยู่ภายในร่างกายนี้ด้วย
มันช่างเป็นโชคชะตาที่บ้าบอจริงๆ แต่ในยามนี้นางเองก็ไม่คิดจะตาย เพราะแบบนั้นจึงเรียกเร้นสมองของตนเองออกมาถึงขีดสุดคิดว่าจะเอาอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ คุณหนูซูขอรับ!!! ” เสียงเรียกดังมาจากด้านหน้าบ้าน
ประตูที่ถูกปิดเอาไว้อย่างมิดชิดถูกเคาะส่งสัญญาณเข้ามา ซูฉีลุกขึ้นนางจำได้ว่าเสียงนี้น่าจะเป็นเสียงของทหารยามที่ถูกส่งมาเฝ้า
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวเดินตรงไปยังประตู เปิดประตูออกไปพบเห็นกองทัพเกราะดำจำนวนมากยืนอยู่เบื้องหน้า
“ มีเรื่องอันใดงั้นหรือเจ้าคะ? ” นางแสดงใบหน้าสงสัย เหตุใดกองทัพเกราะดำจำนวนมากจึงมาอยู่ด้านหน้าบ้านของนาง
“ ท่านแม่ทัพให้พวกข้าเชิญท่านไปที่กองทัพขอรับ ” ทหารผู้นั้นกล่าวเชิญอย่างสุภาพ
เขาก้มศีรษะลงคารวะคุณหนูเบื้องหน้าหวังว่าจะยินยอมเดินทางไปกับพวกเขา
เมื่อกองทัพเกราะดำจำนวนมากกดดันอยู่เบื้องหน้า แม้ว่านางจะไม่อยากไปแต่อย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้
ซูฉีและลี่ถังจึงเดินทางติดตามกองทัพก็ตามพวกนั้นไปหาแม่ทัพ ทั้งสองเดินตรงออกมาบริเวณด้านนอกเมือง
เมื่อเดินมาถึงบริเวณนี้พบว่ามันไม่ใช่ค่ายทหารเกราะดำ แต่ว่ามันเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เพิ่งขุดให้กับผู้คนภายในเมือง
แม่ทัพหนุ่มกำลังยืนกอดอกจ้องมองน้ำจำนวนมากภายในบ่อน้ำสะอาด บริเวณนี้มีกองทัพทหารเกราะดำคุ้มกันอยู่บริเวณ
ซูฉีเต็มไปด้วยความสงสัยนี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางเดินตรงเข้าไปหาแม่ทัพหนุ่ม “ ท่านแม่ทัพมีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ? ”
หวงเจียวลู่ที่ยืนอยู่ใช้นิ้วมือของตนชี้ตรงลงไปภายในบ่อน้ำ “ เจ้าคิดว่าอย่างไร? ”
ซูฉีทำหน้าฉงน คนพวกนี้ต้องการอะไร นางเดินมาถึงเขาก็กล่าวแบบนี้ “ ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพหมายความว่าอย่างไร? ”
“ นั่นอย่างไรเล่าน้ำภายในบ่อนี้เป็นต้นตอของโรคระบาดภายในเมืองที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ”
“ เอ๋!!! ” ซูฉีแสดงใบหน้าตกตะลึง
ผู้คนตามหาต้นตอของสาเหตุที่ทำให้ผู้คนภายในเมืองล้มป่วย กองทัพเกราะดำออกตามหาต้นตอของสาเหตุทั้งวันทั้งคืน
หลังจากใช้เวลาตามหาเป็นเวลาสองวันเต็มๆ ในที่สุดก็พบเจอต้นตอของสาเหตุจนได้ จึงได้รู้ว่าต้นตอของสาเหตุที่ทำให้ผู้คนภายในเมืองล้มป่วยเป็นจำนวนมาก ที่แท้แล้วมันคือน้ำภายในบ่อแห่งนี้
“ ว่าอย่างไรนะเจ้าคะน้ำภายในนี้อย่างนั้นหรือ? พวกนี้เป็นน้ำสะอาดที่มาจากลำธารด้านบนจะเป็นต้นตอของสาเหตุที่ทำให้ผู้คนภายในเมืองล้มป่วยได้อย่างไรเจ้าคะ”
“ เพราะว่าน้ำบริเวณนั้นผู้คนภายในเมืองก็ใช้เป็นประจำ ” นางรู้สึกสงสัย
น้ำที่นางเอามาไม่ใช่น้ำที่มาจากสถานที่ที่ไร้ที่มาที่ไป เพียงแต่ว่าน้ำส่วนนี้มันก็เดินทางมาจากสระบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นลำธารที่ผู้คนภายในเมืองมักจะใช้กันเป็นประจำ
แล้วน้ำพวกนี้จะเป็นต้นตอของสาเหตุได้อย่างไร แม่ทัพหนุ่มนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะพูดขึ้น “ ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วย… ”
จบบท