ใบหน้าหล่อค่อยๆเผยยิ้มให้กับเธอ
“แล้วถ้าผมบอกว่าจะรอล่ะ”
เธอยิ้มขึ้นเบาๆด้วยความดีใจ
“คุณหนู คุณหนูจินซีคะ คุณหนู”เสียงสาวใช้ในบ้านของเธอดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เธอรีบหีนไปมองยังเสียงนั่นในทันที
“ป้าจู มีอะไรเหรอคะ”
“คุณนายค่ะ คุณนายเกิดล้มหมดสติค่ะคุณหนู”
“อะไรนะคะ คุณแม่งั้นเหรอ”เธอพูดขึ้นด้วยความใ
“แล้วให้คนไปตามหมอรึยังคะ”
“ป้าให้เด็กในร้านไปตามหมอแล้วค่ะ รีบไปเถอะค่ะคุณหนู”ป้าจูสาวใช้ในบ้านพูดขึ้น
หยินจินซีที่เป็ห่วงแม่ของเธอเป็อย่างมากเธอจึงรีบกลับไปบ้านของเธอในทันซึ่งมีผู้พันเยว๋ติดตามไปด้วย
ครั้นมาถึงบ้านเธอก็พบว่าหมอกำลังตรวจดูอาการคุณแม่ของเธออยู่
“คุณแม่ คุณแม่เป็ยังไงบ้างค่ะ”เธอรีบเดินมานั่งข้างๆแม่ของเธอด้วยความเป็ห่วง
จินหยงยิ้มให้บุตรสาว
“จินซีแม่ไม่ได้เป็อะไรแล้วจ๊ะแม่แค่พักผ่อนน้อยเลยเป็ลมหมดสติไปน่ะจ๊ะ”
“ใช่ครับ คุณนายคงจะพักผ่อนน้อยเกินไปหมอแนะนำให้หาเวลาพักผ่อนให้มากกว่านี้เดี๋ยวหมอจะจัดยาบำรุงเพิ่มให้”
“ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ”หยินจินซีพูดขึ้นอย่างสุภาพก่อนจะหันไปกอดแม่ของเธอ
“คุณแม่เห็นมั๊ยคะเพราะคุณแม่เอาแต่ทำงานหนักเลยไม่สบายต่อไปนี้ลูกจะช่วยคุณดูแลที่ร้านเอง”
จินหยงยิ้มให้กับบุตรสาว
“แค่ที่ลูกทำอยู่ก็ช่วยแบ่งเบาแม่ไปได้มากโขแล้วล่ะจ๊ะ ต่อไปแม่จะไม่โหมงานหนักอีก”
สองแม่ลูกต่างกอดกันด้วยความรัก
“คุณแม่พักผ่อนเถอะนะคะลูกไม่รบกวนคุณแม่แล้วคุณแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ”เธอผละตัวออกจากคุณแม่ของเธอก่อนจะดึงผ้าขึ้นมาห่มให้อย่างอ่อนโยนก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ผู้พันเยว๋ที่เดินตามออกมาด้วยเขาหันไปยิ้มให้กับเธอที่อุตส่าห์เดินออกมาส่ง
“คุณหยินจินซีเดินมาส่งผมแค่นี้ก็พอครับรีบกลับเข้าไปข้างในเถอะแสงแดด่นี้ค่อนข้างแรงประเดี๋ยวคุณจะไม่สบายไปอีกคน”
“ค่ะ คุณก็กลับดีๆนะค่ะ”
เขาพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้เธอก่อนจะเดินจากไป
เธอมองตามเขาที่เดินจากไปจนลับตาก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไปในบ้านทันที
“จินซี คุณน้าเป็ยังไงบ้าง”เสียงของลั่วเหวินเหย่เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นหยินจินซีเดินข้ามาด้านใน
“คุณแม่ไม่เป็อะไรแล้วตอนนี้ท่านกำลังพักผ่อนอยู่”
“จินซี แล้วเธอไปไหนมาฉันเป็ห่วงแทบแย่”หวงเต๋อจงถามขึ้น
เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าก่อนปรายหางจะเหลือบไปเห็นรอยลิปสติกที่ติดอยู่บนริมฝีปากเขา
มือเล็กรีบยื่นขึ้นไปเช็ดที่ริมฝีปากนั่นก่อนจะมองรอยลิปสีแดงอมส้มที่อยู่บนนิ้วมือของเธอ ดวงหน้างามเงยขึ้นจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
หวงเต๋อจงสะดุ้งตัวโหยงด้วยความใ
“เอ่อ รอย”
“รอยลิปสติกงั้นเหรอ”เธอพูดโพล่งขึ้นแม้ว่าเขาจะยังพูดไม่ทันจบ
“จะ จินซีคือว่า”
เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดที่มือราวกับรังเกียจก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่มีสีลิปเช่นเดียวกับสีลิปเมื่อคู่ร่างเล็กเดินไปนั่งที่เก้าอี้ก่อนจะยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง
“นี่เต๋อจงเดี่ยวนี้คุณทาลิปสติกของผู้หญิงงั้นเหรอคะแต่เอ๊ะช่างน่าแปลกที่สีลิปสติกของคุณดันไปเหมือนสีลิปสติกที่อยู่บนริมฝีปากของเหวินเหย่เลยนะคะ”เธอพูดประชดขึ้นพร้อมกับจ้องมองคนทั้งสอง
“จินซีไม่ใช่นะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะคือว่า”
“อะไรกันเต๋อจงดูท่าทางของคุณจะดูร้อนรนนะคะฉันยังไม่ทันว่าอะไรเลยฉันเพียงแค่ถามด้วยความสงสัยฉันยังไม่ทันได้คิดอะไรซักหน่อย”
“เอ่อจินซีคุณหวงคงคิดว่าเธอจะเข้าใจผิดน่ะ”
“เข้าใจผิด เข้าใจผิดเื่อะไรนี่ทำไมทั้งสองถึงได้ทำท่าทางร้อนตัวกันจังคะฉันไม่ได้คิดอะไรซักหน่อยไปทานของว่างกันเถอะค่ะ”เธอแสร้งเหมือนไม่รู้เื่ก่อนจะรีบเดินนำหน้าไปยังห้องทานอาหาร
ฮู้! เสียงของหวงเต๋อจงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“นังโง่”ลั่วเหวินเหย่พูดขึ้นเบาๆในใจราวกับเยาะเย้ย
เช่นเดียวกับหยินจินซีที่แสยะยิ้มออกมาเบาๆอย่างเ้าเล่ห์ เพราะเธอไม่ได้โง่และรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“หึคิดจะสวมเขาฉันเหรอถ้าอยากสวมก็สวมไป ถ้าฉันเปิดโปงความชั่วของคนทรยศอย่างพวกเธอเมื่อไหร่อย่ามาหาว่าฉันใจร้ายก็แวกัน คนอย่างหยินจินซีจะไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายและเจ็บช้ำซากเป็ครั้งที่สอง มันควรเป็พวกเธอทั้งสองต่างหากที่ต้องเจ็บและทุกข์ทรมาณเพราะความไม่ซื่อสัตย์”เธอพูดขึ้นเบาๆในใจด้วยความโกรธแค้น