“สารวัตรครับ! ผมพบอาวุธที่ใช้ก่อเหตุแล้ว!”ผมะโเรียกเฮย์สและเ้าหน้าที่คนอื่นๆ ให้กรูเข้ามาดู
“เยี่ยมมาก...ในที่สุดมันก็โผล่หัวออกมา” เฮย์สใช้ผ้าสะอาดหยิบมีดเล่มนั้นขึ้นมาพิจารณาภายใต้แสงตะเกียงใบมีดของมันยาวเรียวและคมกริบเพียงด้านเดียวทว่าจุดที่น่าสังเกตที่สุดคือบริเวณปลายที่มีรอย “กัด” หรือรอยบิ่นเล็กๆซึ่งเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัว
“มีดแบบนี้ไม่ใช่ของที่คนทั่วไปจะพกไว้ป้องกันตัวครับ”เ้าหน้าที่อีกนายเสริมขึ้นขณะก้มลงดูใกล้ๆ“มันคือมีดแกะสลักไม้ปลายเรียวที่ช่างทำลังไม้หรือช่างซ่อมเฟอร์นิเจอร์เก่ามักจะใช้กันมันถูกออกแบบมาเพื่อเซาะร่องไม้ที่ละเอียดอ่อน”
ในเมื่อพบหลักฐานชิ้นสำคัญแล้วผมจึงเดินกลับไปสำรวจร่างของผู้ตายอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์แสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างตกกระทบลงบนาแบริเวณซี่โครง รอยแทงนั้นมีลักษณะแคบลึก และมีทิศทางเฉียงเข้าหาทางด้านขวาของร่างกายที่สำคัญคือไม่มีรอยลากยาวของคมมีดรอบปากแผล ซึ่งบ่งบอกถึงความรวดเร็วและแม่นยำ
ผมลองขยับเก้าอี้ที่เหยื่อนั่งอยู่ออกเพียงเล็กน้อยเพื่อสังเกตทิศทางการกระจายของหยดเืที่สาดลงบนพื้นไม้
“คราวนี้คุณพบอะไรเพิ่มอีกไหมคุณดัสก์บอร์น?” เฮย์สถามพลางเตรียมจดบันทึก
“จากทิศทางของาแและวิถีของเืที่กระเซ็นลงบนพื้น...คนร้ายยืนอยู่ทางด้านซ้ายของเหยื่อ และลงมือด้วยมือขวาครับ” ผมวิเคราะห์“เป็การจู่โจมจากมุมอับขณะที่เหยื่อกำลังก้มหน้าทำงานทำให้ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ขัดขืน”
เฮย์สพยักหน้าพลางรีบจดรายละเอียดนั้นลงในสมุดบันทึกทันที“และคุณยืนยันนะว่ามีดที่พบในช่องลับคืออาวุธสังหารจริง?”
“ยืนยันครับทั้งขนาดของใบมีดและรอยกัดที่ปลายมันสอดคล้องกับแผลที่ลึกและแคบนี้อย่างสมบูรณ์”ผมสรุป ก่อนจะดึงนาฬิกาพกสีทองเหลืองออกมาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อเช็กเวลา
หน้าปัดบอกเวลา18:30 น.ผมมองกลับไปที่สภาพร่างของผู้ตายที่เริ่มแข็งตัวและคราบเืที่จับตัวเป็ลิ่มจนข้นคลัก
“จากสภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังการตาย...ผมคาดว่าเหตุฆาตกรรมน่าจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ถึง 4ชั่วโมงก่อนหน้าที่เราจะมาถึงครับสารวัตร”
เฮย์สขมวดคิ้วคำนวณเวลาในใจ“ถ้าอย่างนั้น เหตุเกิดใน่บ่ายแก่ๆ...่เวลาที่ห้องสมุดแห่งนี้ควรจะมีคนพลุกพล่านที่สุด”
“นอกจากนี้ยังมีหลักฐานอื่นอีกไหมครับสารวัตร?” ผมถามพลางกวาดสายตาไปรอบห้องที่เริ่มดูคับแคบลงทุกทีเมื่อความลับถูกเปิดเผย“ผมรู้สึกว่ามันยังมีบางอย่างที่ขาดหายไป...บางสิ่งที่ควรจะอยู่ตรงนี้แต่กลับไม่มี”
“เราพบเศษกระดาษที่ถูกฉีกหายไปครึ่งหนึ่งวางอยู่ข้างตัวผู้ตายครับ”เฮย์สตอบพลางกวักมือเรียกเ้าหน้าที่ให้นำซองหลักฐานเข้ามา“ตอนนี้ทางเรากำลังพยายามแกะรอยจากส่วนที่เหลืออยู่”
ผมรับเศษกระดาษแผ่นนั้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียดเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนนั้นคือรายการ ‘บัญชีสินค้าผิดกฎหมาย’ที่ถูกลักลอบนำเข้ามาทางท่าเรืออย่างเป็ระบบมีทั้งตัวเลขปริมาณและรหัสปลายทางที่ซับซ้อน รอยฉีกที่กระดาษดูรุนแรงและรีบร้อน...
มันอาจจะเป็สิ่งที่ผู้ตายพยายามฉีกเพื่อทำลายหลักฐานก่อนจะสิ้นลมหรือไม่ก็เป็คนร้ายที่จงใจฉีกส่วนสำคัญออกไป
“สารวัตรครับ ห้องสมุดแห่งนี้มีการตรวจค้นอาวุธก่อนจะอนุญาตให้คนภายนอกเข้ามาด้านในไหมครับ?”ผมหันไปถาม
“มี ผู้ดูแลห้องสมุดยืนยันว่ากฎของที่นี่เข้มงวดมากทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นที่โถงด้านหน้าก่อนเสมอ”เฮย์สหันไปขอการยืนยันจากเ้าหน้าที่อีกนาย ซึ่งก็ได้รับการพยักหน้ายืนยัน
“ถ้าอย่างนั้น... ผมรบกวนคุณช่วยรวบรวมตัวผู้ต้องสงสัยให้ผมหน่อยครับ”ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จากที่ผมวิเคราะห์เวลาย้อนหลังคนที่น่าสงสัยที่สุดคือใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาในห้องสมุดใน่เวลา 14:00 น. ถึง 17:00 น.โดยเฉพาะคนที่พกพาวัสดุแหลมคมที่เป็แท่ง หรืออุปกรณ์ที่ดูคล้ายเครื่องมือช่าง...และที่สำคัญ อย่าลืมคนที่ ‘อ้างว่า’ เป็ผู้พบศพคนแรกด้วยนะครับ”
เฮย์สไม่รอช้าเขาสั่งการให้เ้าหน้าที่กระจายกำลังไปตรวจสอบบันทึกการเข้า-ออกและเชิญตัวบุคคลตาม่เวลาที่ผมระบุทันที
แม้คนร้ายอาจจะพยายามทำลายหลักฐานหรือหลบหนีไปแล้วผมรู้ดีว่ามนุษย์ก็เหมือนกับกลไกที่ซับซ้อน... ต่อให้พยายามซ่อนความผิดไว้แค่ไหนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ และจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปเพียงนิดเดียวก็เพียงพอที่จะกระชากหน้ากากฆาตกรออกมาได้และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องเผชิญหน้ากับพวกเขาด้วยตัวเอง
เวลาผ่านไปเพียงสามสิบนาทีเ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับมาพร้อมกับกลุ่มคนสี่คน ชายสองและหญิงสองทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดและสับสนเฮย์สส่งสัญญาณให้เ้าหน้าที่แนะนำตัวบุคคลเหล่านี้ซึ่งเป็กลุ่มคนที่วนเวียนอยู่ในห้องสมุด่บ่ายแก่ๆและทุกคนต่างพกพาอาวุธหรืออุปกรณ์แหลมคมติดตัวมาด้วย
อัลเบิร์ตโคล: ชายร่างกำยำ ถนัดขวา เขาทำงานเป็เสมียนท่าเรือมือหยาบกร้านจากการจับเชือกปอพาดบ่าเขาพกมีดขนาดเล็กที่มีลักษณะและขนาดเดียวกับอาวุธสังหารเป๊ะทว่าจุดที่น่าสงสัยคือตอนเขาเดินออกไป เขาไม่ได้พกมีดเล่มนั้นกลับไปด้วยโดยเขาอ้างว่า ‘ทำหาย’ หลังจากฝากไว้ที่จุดตรวจก่อนเข้าห้องสมุด
มีเรียมเคน: หญิงสาวท่าทางมาดมั่น ถนัดขวา เ้าของร้านรับจำนำดวงตาคมกริบและสวมชุดสีเข้มที่ส่งกลิ่นน้ำมันสนจางๆ ออกมาตลอดเวลาเธอพกมีดแกะสลักไม้ติดตัวมาด้วยเช่นกัน แต่เธอพกมันกลับออกไปอย่างปกติ
ไซมอนเวก: นักข่าวท้องถิ่นร่างผอมแห้ง ถนัดซ้ายในมือถือสมุดจดและแสดงท่าทางไม่ไว้ใจใครตลอดเวลา สิ่งที่เขาพกมาด้วยไม่ใช่มีดแต่เป็ไขควงปากแบนที่ปลายแหลมคม
โรซาลินด์: บรรณารักษ์ผู้ช่วยร่างเล็ก ถนัดขวาเธอเกล้ามวยผมเรียบร้อยและมีคราบหมึกจางๆ ติดอยู่ที่นิ้วชี้ซ้าย และที่สำคัญ...เธอคือคนแรกที่อ้างว่า ‘พบศพ’
ผมจ้องมองคนทั้งสี่พลางประมวลผลในใจหากมองด้วยสายตาคนทั่วไป อัลเบิร์ต โคล คือคนที่น่าสงสัยที่สุดเพราะข้ออ้างเื่มีดที่หายไปมันฟังดูประจวบเหมาะจนเกินไปอีกทั้งภาพลักษณ์เสมียนท่าเรือร่างั์ที่เดินเข้าห้องสมุดมาอ่านหนังสือนั้นดูจะขัดหูขัดตาพิลึก
ทว่าในฐานะนักสืบผมรู้ดีว่าฟันเฟืองที่ดูสกปรกที่สุดอาจไม่ใช่ตัวที่ทำให้กลไกพังเสมอไป
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับทุกท่าน”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่มพลางก้าวเข้าไปหาพวกเขา “ผมชื่อดัสก์บอร์น...และผมมีคำถามเล็กๆ น้อยๆ ที่จะรบกวนเวลาพวกคุณสักนิดเพื่อให้แน่ใจว่าความจริงจะไม่ถูกหมอกของลอนดอนบดบังไปเสียก่อน”
“ผมรบกวนช่วยชี้แจงสาเหตุที่พวกคุณเข้ามาในห้องสมุด่เวลานั้น...รวมถึงรายละเอียดของใช้ส่วนตัวที่พกติดตัวมาด้วยจะได้ไหมครับ?” ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าแฝงแรงกดดันโดยมีสารวัตรเฮย์สยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ข้างๆเพื่อย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่แค่การสนทนาทั่วไป
“เริ่มที่คนแรก... คุณอัลเบิร์ต โคล เชิญครับ”เ้าหน้าที่ตำรวจผุดมือไปทางชายร่างั์
อัลเบิร์ตขยับปกเสื้อโค้ทที่ดูอึดอัดเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูด“ผมเป็เสมียนคุมท่าเรือครับปกติ่บ่ายสี่ผมต้องส่งลูกน้องนำเอกสารแสดงน้ำหนักสินค้ามาฝากไว้ที่นี่แต่บังเอิญวันนี้เ้าลูกน้องตัวดีมันติดต่อไม่ได้ผมเลยต้องถ่อมาจัดการด้วยตัวเอง...”
เขาหยุดเว้นจังหวะพลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง“ผมมาถึงที่นี่ตอนบ่ายสี่โมงเป๊ะ แต่ไม่เห็นตัวภัณฑารักษ์ที่โถงกลางพอถามคนแถวนี้เขาบอกว่าท่านอยู่ในห้องอ่านหนังสือส่วนตัวผมไม่อยากเข้าไปรบกวนเลยนั่งรออยู่แถวนั้นประมาณสิบห้านาทีเห็นว่าท่านไม่ออกมาสักทีผมเลยกลับไปทำงานต่อ... ใช่ครับผมไม่มีพยานยืนยันที่อยู่ตอนที่ผมนั่งรอ”
“แล้วเื่มีดล่ะครับ?” ผมแทรกถาม
“ผมพกมีดติดตัวเป็อาชีพครับเอาไว้ตัดเชือกปอหรือซ่อมลังไม้แทนพวกลูกน้องที่ชอบอู้งาน”เขาตอบพลางชี้นิ้วกระแทกกระทั้นไปทางโรซา ลินด์“ก่อนเข้าผมฝากมันไว้กับคนดูแลตามกฎเฮงซวยของห้องสมุดที่ห้ามพกอะไรนอกจากเครื่องเขียนเข้าไปแต่พอผมจะกลับ... ยัยนี่กลับบอกว่าทำมีดของผมหายไปเฉยๆ!”
สายตาของอัลเบิร์ตจ้องเขม็งไปที่บรรณารักษ์สาวราวกับจะกินเืกินเนื้อทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของผมกลับโฟกัสไปที่ ‘ข้อมือเสื้อ’ ของเขามีเศษเส้นใยปอสีงาช้างติดอยู่หลายเส้น...มันคือเส้นใยชนิดเดียวกับที่ผมพบตกอยู่บนโต๊ะข้างศพไม่มีผิดเพี้ยน
เกียร์ขยับปีกเสียงดังแกรก มันเอียงคอจ้องมองอัลเบิร์ตก่อนจะพึมพำเบาๆ ให้ผมได้ยิน “นายท่าน...ลมจากตัวชายคนนี้มีกลิ่นเหงื่อเค็มจัดผสมกับความโกรธแต่ไม่มีกลิ่นน้ำมันสนเลยครับ”
คนต่อมาคือมีเรียม เคน เธอไขว้แขนมองมาที่ผมด้วยท่าทางมั่นใจเกินกว่าจะเป็ผู้ต้องสงสัยทั่วไป
“ฉันมาที่นี่ตอนบ่ายสามโมงครึ่งค่ะ” เธอเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ“เป้าหมายคือมาหาข้อมูลในหนังสือราคาประเมินของเก่าเพื่อเอาไปเทียบราคาสินค้าให้ลูกค้าร้านของฉันอยู่ถัดไปแค่หัวมุมถนนนี้เอง ่เวลาประมาณสี่โมงยี่สิบนาทีฉันเดินผ่านหน้าห้องอ่านหนังสือเล็กๆ นั่นพอดีและเห็นภัณฑารักษ์เดินออกมาข้างนอกก่อนจะกลับเข้าไปใหม่... ส่วนเื่มีดฉันพกมันติดตัวเป็นิสัยอยู่แล้วเพราะงานของฉันต้องใช้แงะหรือแกะรอยประทับบนของเก่าเสมอ”
ขณะที่เธอพูดกลิ่นน้ำมันสนที่โชยมาจากชายเสื้อของเธอมันช่างรุนแรงและชัดเจน...มันคือกลิ่นเดียวกับที่ผมได้กลิ่นบนชั้นหนังสือในห้องเกิดเหตุอย่างไม่ต้องสงสัย
ถัดมาคือไซมอน เวก นักข่าวท้องถิ่นผู้ดูลุกลี้ลุกลนเขาขยับแว่นพลางยื่นเศษกระดาษที่ถูกพับอย่างบรรจงมาให้ผม
“ผมเข้าห้องสมุดมาตอนบ่ายสามครึ่งครับเพื่อมาอ่านหนังสือฆ่าเวลาก่อนจะถึงนัด” ไซมอนรีบอธิบาย“ความจริงผมมีนัดสำคัญกับผู้ตายตอนสี่โมงเย็นครับ เพื่อมาขอรับเอกสารบัญชีเรือ‘อีกครึ่งหนึ่ง’ ที่เขาเคยฉีกให้ผมดูเมื่อวานนี้เขาบอกให้ผมกลับมาเอาส่วนที่เหลือวันนี้ตอนสี่โมงเป๊ะเพื่อเอามาเทียบรอยฉีกกันแต่พอผมไปถึงห้องนัดหมาย ประตูกลับล็อกสนิท ผมยืนรออยู่หน้าห้องประมาณสิบห้านาทีเห็นว่าไม่มีใครมาเปิดเลยตัดสินใจกลับออกไป... ส่วนไขควงที่ผมพกผมเอาไว้ใช้ซ่อมกล้องถ่ายรูปของผมเองครับ”
ผมรับเศษกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่ดู...มันคือส่วนบนของบัญชีเรือเข้า-ออกท่าเรือลายมือบนนั้นตรงกับเศษกระดาษที่พบค้างอยู่ข้างศพอย่างสมบูรณ์และเมื่อลองกะด้วยสายตา รอยฉีกขาดของมันก็ดูจะเข้ากันได้อย่างพอดิบพอดี
ผมส่งหลักฐานชิ้นสำคัญให้เ้าหน้าที่เก็บรักษาไว้ก่อนจะหันไปสบตาเกียร์ที่เกาะอยู่บนไหล่ เ้านกกลไกเอียงหัวมองไซมอนพลางกระซิบเบาๆ“นายท่าน... เ้านักข่าวนี่พูดจามีพิรุธนะครับน้ำเสียงเขาสั่นเหมือนเข็มนาฬิกาที่เฟืองรูดเลย”
คนสุดท้ายคือโรซา ลินด์ บรรณารักษ์ผู้ช่วยร่างเล็กเธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้
“ฉัน... ฉันทำหน้าที่ช่วยคุณภัณฑารักษ์คัดสำเนาบันทึกเป็ประจำทุกวันค่ะ”เธอเริ่มเล่าพลางกุมมือตัวเองไว้แน่น “่เวลาประมาณสี่โมงสิบนาทีฉันเดินไปที่ห้องเพื่อจะแจ้งเื่เอกสารที่จะให้ท่านช่วยตรวจแต่ตอนนั้นประตูล็อกสนิท ฉันคิดว่าท่านคง้าความเป็ส่วนตัวเลยตัดสินใจออกไปซื้อเทียนที่ร้านค้าแถวนี้เพื่อเตรียมไว้ใช้คืนนี้ค่ะ...ฉันใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง พอกลับมาอีกที... ฉันก็เจอศพแล้วค่ะ”
ผมจ้องมองใบหน้าที่ดูตื่นตระหนกของเธอก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เ้าหน้าที่ตำรวจเป็เชิงบอกว่าเรียบร้อยสารวัตรเฮย์สจึงสั่งให้เ้าหน้าที่พาทั้งสี่คนออกไปรอที่ห้องโถงด้านนอกก่อน
บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้งเฮย์สเดินเข้ามาหาผมแล้วถามด้วยความสงสัย “เป็ยังไงบ้างคุณดัสก์บอร์น?จากคำให้การทั้งหมดคุณพอจะตีวงแคบลงได้หรือยังว่าใครคือฆาตกรตัวจริง?”
ผมไม่ได้หันไปมองหน้าเขาแต่เลือกที่จะก้มลงสำรวจรอยต่อของไม้บนพื้นห้องอีกครั้งอย่างใจเย็น
“สารวัตรครับ...” ผมเอ่ยเสียงเรียบ“สิ่งที่ผมได้จากการฟังพวกเขาทั้งสี่คนเมื่อครู่นี้มีเพียงอย่างเดียว...”
“อะไร?” เฮย์สขมวดคิ้ว
“พวกเขาทุกคนกำลังโกหกครับ”
เฮย์สทำหน้าใปนสงสัย เขาถามขึ้นทันควัน“คุณรู้ได้ยังไงว่าทั้งสี่คนโกหก? ในเมื่อคำให้การของพวกเขาดูจะสอดรับกับหลักฐานบางส่วนที่เรามี”
“ก็เพราะหลักฐานมันสอดคล้องเกินไปจนผิดปกติน่ะสิครับสารวัตร”ผมเริ่มไล่เรียง “คนแรก อัลเบิร์ต โคลเขาบอกว่ารออยู่ข้างนอกและไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั้นเลยแต่ที่จุดเกิดเหตุกลับมีเศษใยปอสีขาวงาช้างตกอยู่มันเป็ใยชนิดเดียวและเฉดสีเดียวกับที่ติดอยู่บนข้อมือเสื้อของเขาเป๊ะแม้ใยปอจะมีอยู่ทั่วท่าเรือ แต่มันเป็ไปไม่ได้ที่เศษใยที่ ‘บังเอิญ’ติดเสื้อเขามา จะมาตกอยู่ในห้องที่เขายืนยันว่าไม่ได้เข้าได้เองหรอกครับ”
“คนที่สอง มีเรียม เคน เธอบอกว่าแค่เดินผ่านหน้าห้องแต่กลิ่นน้ำมันสนที่โชยมาจากตัวเธอมันฟ้องครับ กลิ่นมันเข้มข้นอยู่ในห้องนั้นรวมถึงคราบนิ้วมือน้ำมันสนบนสันหนังสือหลายเล่มนั่นด้วย เธอไม่ได้แค่เดินผ่านแน่ๆแต่เธอเข้าไปอยู่ในนั้นนานพอที่จะสำรวจชั้นหนังสืออย่างละเอียดทีเดียว”
“คนที่สาม ไซมอน เวกนักข่าวที่อ้างว่านัดเื่สำคัญไว้แต่กลับยอมถอดใจง่ายๆเพียงเพราะประตูสัญญาลูกบิดมันล็อกอยู่เนี่ยนะ? โดยธรรมชาติของนักข่าวที่้าข่าวหรือเอกสารลับเขาไม่มีทางยืนรอเฉยๆ 15 นาทีแล้วเดินจากไปแน่ๆอย่างน้อยต้องมีการเคาะเรียก หรือพยายามชะเง้อมองผ่านช่องกระจกบ้าง”
“เขาอาจจะเป็นักข่าวที่สุภาพกว่าที่คุณคิดก็ได้นะ” เฮย์สพูดแย้งขึ้น
“ก็ขอให้เป็แบบนั้นครับสารวัตร”ผมตอบพลางปรายตาไปมองไขควงของไซมอนที่วางอยู่ในกองของกลาง
“และคนสุดท้าย โรซา ลินด์ เธออ้างเหตุผลเื่ห้องล็อกคล้ายกับไซมอนแต่ที่น่าสงสัยที่สุดคือเธอเป็บรรณารักษ์ผู้ช่วยที่นี่นะครับเป็ไปได้หรือที่เธอจะไม่สังเกตเห็น ‘กุญแจ’ดอกที่เ้าหน้าที่ของคุณพบว่ามันตกอยู่ตรงหน้าประตูพอดีในตอนนั้น?” ผมหยิบกุญแจดอกนั้นขึ้นมาหมุนไปมาให้เฮย์สดู
“มันก็น่าคิดจริงๆ...” เฮย์สเริ่มคล้อยตามน้ำหนักของเหตุผล
“และจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมมั่นใจว่านี่คือการเตี๊ยมกันโกหก...”ผมเว้นจังหวะ “คือทั้งสี่คนอ้างว่าวนเวียนอยู่บริเวณนี้ใน่สี่โมงเย็นเหมือนกันและทุกคนต่างอ้างว่า ‘ไม่มีพยานรู้เห็น’ ...สารวัตรครับพื้นที่หน้าห้องสมุดมันไม่ได้กว้างขนาดที่คนสี่คนจะเดินสวนกันไปมาในเวลาเดียวกันโดยไม่เห็นหน้ากันเลยหรอกครับนอกเสียจากว่า... พวกเขาจะตกลงกันไว้ว่าจะไม่พูดถึงกันและกัน”
ผมสรุปความเป็ไปได้ทั้งหมดให้เฮย์สฟังสารวัตรหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ใบหน้าของเขาเริ่มแสดงออกถึงความเข้าใจในกลไกของ‘คำลวง’ ที่บอร์นเพิ่งจะไขให้ดู
“หรือว่าทั้งสี่คนนั้นจะร่วมมือกันสังหารภัณฑารักษ์?” เฮย์สเสนอความเป็ไปได้ที่น่าขนลุก
“ก็เป็ไปได้ครับ... แต่มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น”ผมหยิบเศษกระดาษสองแผ่นมาวางเรียงกันบนโต๊ะ แผ่นหนึ่งคือหลักฐานจากข้างศพส่วนอีกแผ่นคือส่วนที่ไซมอน เวก มอบให้เรา เมื่อนำมาวางประกบกันรอยฉีกขาดนั้นเข้าล็อกกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ราวกับฟันเฟืองที่สวมกันสนิทเนื้อหาภายในก็ดูเหมือนจะเป็เื่เดียวกันว่าด้วยรายการสินค้าเถื่อนทว่าดวงตาของช่างซ่อมนาฬิกาอย่างผมกลับมองเห็น ‘จุดที่ผิดเพี้ยน’
“ดูนี่ครับสารวัตร” ผมชี้ให้เขาดูมุมกระดาษ“เอกสารทุกฉบับที่ภัณฑารักษ์คนนี้ทำ จะมีเลขหน้ากำกับไว้ทั้ง้าและด้านล่างเสมอเป็ระเบียบและแม่นยำ แต่ดูเศษกระดาษสองแผ่นนี้สิครับ...แม้รอยฉีกจะดูเหมือนเข้ากันได้ แต่เลขหน้าที่ปรากฏกลับไม่ต่อเนื่องกันแผ่นหนึ่งคือหน้า 12 ส่วนอีกแผ่นคือหน้า 21”
เฮย์สขยับเข้าไปดูใกล้ๆก่อนจะอุทานออกมา “คนละหน้ากัน! หมายความว่ามีใครบางคนตั้งใจฉีกกระดาษจากคนละฉบับเพื่อสร้าง ‘หลักฐานปลอม’ ให้เราเชื่อว่าไซมอนมีส่วนเกี่ยวข้อง!”
“ถูกต้องครับ มันคือความพยายามจัดฉากที่รีบร้อนเกินไป”ผมกล่าวต่อพลางหันไปมองมีดสองเล่มที่วางคู่กันเล่มหนึ่งคืออาวุธสังหารที่เปื้อนเื อีกเล่มคือมีดของมีเรียม เคน
สารวัตรเฮย์สเดินกลับมาหาผมพร้อมแฟ้มข้อมูลส่วนบุคคลที่เขาเพิ่งสรุปได้จากเ้าหน้าที่หน้าสนามสีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดกว่าเดิม
“คุณดัสก์บอร์นดูเหมือนทุกคนจะมีเหตุผลดีๆ ในการอยากให้ภัณฑารักษ์คนนี้หายไปจากโลกทั้งนั้นเลย”เฮย์สเริ่มไล่เรียงแรงจูงใจ “เริ่มจาก อัลเบิร์ต โคล เขาเคยมีปากเสียงกับผู้ตายอย่างรุนแรงเื่เอกสารสินค้าล่าช้าทั้งที่อัลเบิร์ตยืนยันว่าส่งตรงเวลาเสมอแต่ผู้ตายกลับดึงเื่ไว้จนอัลเบิร์ตต้องเสียเงินค่าปรับและค่าจัดทำบันทึกใหม่มหาศาล”
“ส่วนมีเรียม เคน... รายนี้หนักกว่า เธอเคยถูกผู้ตายขู่ว่าจะแจ้งตำรวจจับในข้อหาลักลอบค้าของหนีภาษี เพราะรายการของเก่าที่เธอรับมามัน ‘ไม่ตรง’กับรายการที่อัลเบิร์ตส่งมอบให้ผู้ตายตรวจสอบ พูดง่ายๆคือผู้ตายกุมหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะส่งเธอเข้าคุกได้ทันที”
“แล้วนักข่าวอย่างไซมอน เวก ล่ะครับ?” ผมถาม
“คนนี้ดูจะเป็เื่ส่วนตัวผสมงานผู้ตายมักจะดุด่าเขาบ่อยครั้งเื่ที่ชอบแวะเวียนมาที่ห้องสมุดจนเกินพอดีเขาหาว่าไซมอนมาคอยเกาะแกะทำให้ โรซา ลินด์ เสียสมาธิในการทำงานจนผู้ตายถึงขั้นเคยเรียกทั้งคู่เข้าไปตักเตือนอย่างรุนแรงในห้องทำงานมาแล้ว”
ผมฟังจบแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วมองไปที่ประตูห้องโถงที่ทั้งสี่คนนั่งรออยู่ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้สารวัตร
“มีแต่‘คนดีๆ’ ทั้งนั้นเลยนะครับสารวัตรเฮย์ส” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความนัย“คนหนึ่งเสียผลประโยชน์ คนหนึ่งกลัวติดคุก ส่วนอีกสองคน... ก็ดูเหมือนจะถูกกีดกันเื่หัวใจเป็กลไกความขัดแย้งที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”
เกียร์ขยับเฟืองเสียงดังแค๊กๆ เหมือนกำลังหัวเราะเยาะ “นายท่านครับ...กลิ่นเหม็นเน่าของความลับเริ่มโชยมาแรงกว่ากลิ่นเืแล้วนะครับ”
จังหวะที่ผมกำลังใช้ความคิดอยู่นั้นหางตาของผมก็เหลือบไปเห็นเ้าเกียร์ที่กำลังเดินเตาะแตะด้วยขาเหล็กเล็กๆ สองข้างมุ่งหน้าไปยังกองเืที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นไม้
“หยุดเดี๋ยวนี้เกียร์!ถอยออกมา!” ผมส่งเสียงดุจนเ้านกสะดุ้งหยุดกึก
“โธ่นายท่าน...ผมก็แค่จะช่วยสำรวจพื้นผิว...”
“ฉันไม่อยากเสียเวลามานั่งขัดสนิมจากข้อต่อขาให้นายนะ”ผมตำหนิเสียงเข้ม “เืน่ะมีฤทธิ์กัดกร่อนเหล็กเบอร์ละเอียดที่ฉันใช้ทำขานายถ้ามันพังขึ้นมา ฉันต้องเสียเงินค่าอะไหล่เหล็กพิเศษมาเปลี่ยนให้ใหม่ซึ่งนายก็รู้ว่าตอนนี้เราถังแตกขนาดไหน”
ทว่าในขณะที่ผมกำลังบ่นเื่ค่าอะไหล่สายตาของผมที่จ้องมองไปยัง ‘ขาเหล็ก’ ของเกียร์ และ ‘รอยคราบเื’ บนพื้นกลับจุดประกายความคิดบางอย่างขึ้นมาในสมอง
ผมไม่รอช้ารีบพุ่งตัวออกไปสำรวจถังขยะทุกใบในห้องสมุดนี้อย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายตาฉงนของสารวัตรเฮย์ส จนกระทั่งในที่สุด... ผมก็พบหลักฐานชิ้นสำคัญที่ซ่อนอยู่ในกองขยะนั้น
ก่อนจะเริ่มการตัดสินผมแวะไปสอบถามเ้าหน้าที่ดูแลห้องสมุดที่เหลือเกี่ยวกับ ‘่เวลา’ และ ‘พฤติกรรม’ของใครบางคนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วจึงเดินกลับมาเพ่งมอง ไขควงของไซมอน และมีดทั้งสองเล่ม ของผู้ต้องสงสัยอีกที
คราวนี้ผมมองเห็นมันแล้ว...สิ่งที่ความเรียบง่ายหลอกตาให้เรามองข้ามไปในตอนแรก
ผมคลี่ยิ้มออกมาทันทีความซับซ้อนของเฟืองที่ติดขัดในหัวถูกปลดปล่อยจนหมุนวนได้อย่างราบรื่นตอนนี้ผมรู้แล้วว่าใครคือฆาตกรตัวจริง และเหตุการณ์แปลกๆที่ดูเหมือนทุกคนจะโกหกนี้ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร