ภายในห้องยังคงมืดสนิทแต่หากเงี่ยหูฟังก็จะได้ยินเสียงที่ดังออกมาจากห้องหลัก คล้ายกับว่ามีเสียงคนกำลังกรีดร้องออกมา
หรือยังมีคนกล้าที่จะกำเริบเสิบสานอยู่ที่นี่?
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นลุกขึ้นจุดตะเกียงน้ำมัน พาลูกน้อยไปปัสสาวะแล้วให้นมอีกรอบจึงสวมชุดกระโปรงออกไปที่ห้องหลัก
คนชุดดำแปลกหน้าสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเมื่อเห็นติงเหว่ยเดินมาล้วนมีสีหน้าระมัดระวังและงุนงงโชคดีที่เฟิงจิ่วมีสายตาที่เฉียบคม เดินไปหาทั้งสองคนและพูดอะไรบางอย่างเบาๆสองคนนั้นจึงมีสีหน้าอ่อนลง แสดงความเคารพต่อติงเหว่ยอย่างสุภาพหลังจากนั้นก็ถอยจากไป
ติงเหว่ยได้ยินเสียงความวุ่นวายภายในห้องจึงถามเฟิงจิ่วเบาๆ ว่า “ความจริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น?หมอคนนั้นไม่ใช่เชิญมาหรือ?”
เฟิงจิ่วเองก็โมโหอยู่ไม่น้อยเมื่อได้ฟังคำพูดของติงเหว่ยก็ระบายความโกรธออกมาทันที เขาพูดอย่างโมโหว่า “พี่ติงท่านมีเรื่องที่ยังไม่รู้ หมอวิเศษที่มีชื่อเสียงในเรื่องหัตถ์เทพผู้นี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องความแปลกใครก็ตามที่ทำให้เขาขุ่นเคือง แม้เห็นคนกำลังจะตายด้วยตาของเขาก็ไม่ช่วยเหลือแต่หากใครที่เขาถูกชะตา ต่อให้เป็นขอทานเขาก็จะทำการรักษาครั้งนี้พี่ใหญ่และคนอื่นๆพบเขาที่ซงเยวี่ยหนานลู่ท่ามกลางภูเขานับหมื่นแต่เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ไม่ยอมออกมาพวกเรากลัวว่าจะล่าช้าและกระทบกับอาการของโรคนายท่านจึงจับเขามัดเอาไว้ตอนนี้เขากำลังโมโห จะเป็นจะตายก็ไม่มีทางแก้พิษให้นายท่าน”
ติงเหว่ยเพิ่งเคยได้ยินคนที่มีอารมณ์แปลกประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรกถามอย่างสงสัยว่า “นายน้อยทำสงครามเพื่อประเทศชาติ อยู่ในสนามรบถึงแม้เฟิงเหล่าต้าจะเคยล่วงเกิน แต่หมอท่านนี้ก็ยังไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยนายน้อยงั้นหรือ?”
เฟิงจิ่วกัดฟันด้วยความเกลียดชังแม้แต่ชื่อเรียกก็เปลี่ยนไป “ชายชราที่สมควรตายคนนี้บอกว่านายท่านฆ่าศัตรูสร้างบาปกรรม ถ้าเขายื่นมือเข้าช่วยจะทำให้สวรรค์ลงโทษแต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้ออ้างเขาก็แค่ไม่ยอมช่วยรักษาก็เท่านั้น!ท่านลุงอวิ๋นรับปากจะให้หยกล้ำค่าประจำตระกูลของนายท่าน ทั้งยังเพิ่มตัวยาสมุนไพรหายากอีกมากมายแต่เขาก็ยังไม่ยอมรับปากอยู่ดี”
พูดแบบนี้แล้วหมอวิเศษที่มีชื่อเสียงในเรื่องหัตถ์เทพคนนี้ความจริงก็คือเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ที่มีอารมณ์แปลกประหลาดนี่เอง
ติงเหว่ยกลอกตาไปมาแล้วถามย้ำอีกครั้งว่า “ก่อนหมอท่านนี้จะถูกจับกลับมาเขาอยู่บนเขามาตลอด?ระหว่างทางได้กินอะไรบ้างหรือไม่?”
เฟิงจิ่วไม่รู้ว่าเหตุใดติงเหว่ยจึงถามเช่นนี้แต่ก็ยังเดินไปทางชายชุดดำสองคนแล้วกระซิบถาม จากนั้นกลับมาพูดว่า“ข้าถามพี่น้องทั้งสองแล้ว ผู้เฒ่าท่านนี้ไปหายาสมุนไพรในหุบเขาเกือบจะหนึ่งปีแล้วที่ไม่ได้ออกมา ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนหาเขาอย่างยากลำบากระหว่างทางกลับ เขาโวยวายตลอด ไม่ยอมกินอาหารพี่ใหญ่เฟิงเลยให้น้ำแกงโสมเขาไปหลายถ้วย แล้วยังมีโจ๊กอีกสองถ้วย”
ติงเหว่ยได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“งั้นเจ้ารอข้าสักครู่ ข้าจะไปเข้าครัวทำอาหารนิดหน่อยไม่แน่อาจมีประโยชน์บ้าง”
เฟิงจิ่วขวางไว้“พี่ติง มันสายเกินไปแล้ว อีกอย่างถ้าท่านถูกชายชราทำร้าย มันจะไม่ไร้ประโยชน์หรือ?”
ติงเหว่ยโบกมือ“แม้หมอชราท่านนี้ไม่ได้กินพี่น้องที่เพิ่งจะกลับมาจากการเดินทางอันยาวนานก็ต้องมีอาหารตกถึงท้อง”พูดเสร็จนางก็นึกได้ว่าลูกชายของนางยังหลับอย่างสบายอยู่ในห้อง จึงพูดอีกว่า“เรียกอวิ๋นอิ่งมา ให้นางช่วยดูแลอันเกอเอ๋อร์สักพัก”
เฟิงจิ่วไม่มีทางเลือกทำได้แค่เดินไปที่ประตูของห้องด้านในและส่งสายตาให้อวิ๋นอิ่งไม่นานอวิ๋นอิ่งก็เดินออกมา เมื่อได้ยินติงเหว่ยเรียกนางให้มาช่วยดูแลอันเกอเอ๋อร์นานๆ ทีแม่นางคนนี้จะหน้าแดงขึ้นมา
ติงเหว่ยตบไปที่บ่าของนางจากนั้นก็ยิ้มแล้วเดินไปที่ครัว
……
เมื่อปีก่อนหมูและแพะที่ตระกูลอวิ๋นซื้อมาต่างก็ถูกฆ่าเพื่อทำอาหารมีเพียงแพะน้อยตัวหนึ่งที่ค่อนข้างผอม จึงถูกเก็บเอาไว้หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเป็นพิเศษ ตอนนี้มันอ้วนจนตัวกลมไปหมดเมื่อวานที่เรือนนอกท่านลุงหลี่จึงใช้มีดส่งมันไปเจอกับครอบครัวอีกครั้ง
ติงเหว่ยนึกถึงการบำรุงร่างกายของกงจื้อหมิงเนื้อแพะคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้นนางจึงไปหยิบกระดูกแพะมาครึ่งหนึ่งเครื่องในแพะมาอีกครึ่งหนึ่งใส่ลงไปในน้ำ และยังมีเนื้อแพะอีกสองก้อนเมื่อฟ้ามืดลงก็โยนลงไปในหม้อเหล็กขนาดใหญ่ ด้านล่างเผาไม้ที่ขัดกัน ใช้ไฟอ่อนๆ ต้มหนึ่งชามพรุ่งนี้เช้าตื่นมาเนื้อจะถูกตุ๋นจนเปื่อยจนน้ำแกงแพะได้ที่ต้มกับบะหมี่ทำมือให้กงจื้อหมิงสักถ้วยได้พอดี
ไม่คิดว่าคืนนี้จะมีคนกลับมามากมายขนาดนี้น้ำแกงแพะหม้อนี้กลับได้ช่วยในยามฉุกเฉิน
ตะขอเหล็กเขี่ยฟืนไม่กี่ครั้งไฟก็ติดกลับขึ้นมาในหม้อเล็กขนาดใหญ่ค่อยๆ เดือดปุดๆ เริ่มมีกลิ่นหอมของน้ำแกง
กะละมังบนเขียงยังมีบะหมี่ที่ทำเมื่อตอนบ่ายอยู่อีกครึ่งหนึ่งทว่าตอนนี้กลับเต็มไปด้วยฟองและมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว พอเติมแป้งบะหมี่แห้งไม่กี่ถ้วยก็กลายเป็นก้อนแป้งเติมผงหมัก นวดจนนุ่ม ปั้นเป็นเส้น แล้วหั่นให้ขาด คลึงจนเป็นแผ่นใหญ่ โยนลงให้โดนความร้อนจากในหม้อจนสองด้านเป็นสีทองแค่มองเพียงแวบเดียวในใจก็รู้สึกได้ทันทีว่าอิ่มแน่นอน
อวิ๋นอิ่งเฝ้าอันเกอเอ๋อร์อยู่ในห้องเห็นเจ้าเด็กอ้วนกำลังนอนหลับอย่างสงบ ก็กลัวว่านายหญิงจะยุ่งวุ่นวายอยู่คนเดียวจึงเดินไปดูที่ห้องครัวด้วย
ติงเหว่ยกำลังเตรียมทำซาลาเปาเนื้อแพะสองจานบนเตายังตุ๋นโจ๊กข้าวฟ่างที่นุ่มหนึบ ด้านในยังใส่พุทราจีนและเก๋ากี้ ส่วนกับข้าวสี่อย่างประกอบด้วยเต้าหู้เส้นผัดผัก ถั่วฝักยาวดองผัดหมู มันฝรั่งเส้นพริกแดงยำฟองเต้าหู้กับเห็ดหูหนูขาว ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว วางบนจานสีขาวเล็กๆ ที่ดูสะดุดตา
เมื่อเห็นอวิ๋นอิ่งเข้ามาติงเหว่ยก็รีบเรียกให้นางมาช่วย “อิ่งเอ๋อร์ใส่เกลือนิดหน่อยลงไปในเนื้อแพะแล้วเอาใส่ในอ่าง ส่วนแผ่นแป้งปิ่งให้จัดเรียงใส่ตะกร้าพี่น้องที่กลับมาจากการเดินทางไกลกลุ่มนั้นไม่รู้ไปพักผ่อนตรงไหนเจ้าส่งไปให้พวกเขากินรองท้อง ส่วนอาหารอื่นๆ อีกสักพักข้าจะเอาไปในห้อง”
แม้ว่าอวิ๋นอิ่งจะถูกท่านลุงอวิ๋นเก็บจากมุมถนนกลับมาในบ้านและรับนางเป็นลูกสาวบุญธรรมแต่นางก็มีพรสวรรค์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ ฝีมือในค่ายที่ฝึกการปกป้องก็นับว่านางเป็นอันดับต้นๆนางจึงไม่เคยขาดความภูมิใจสองคำนี้ไปโดยปริยาย
แต่พอมาติดตามแม่นางติงหญิงสาวชาวนาคนนี้ได้ปีกว่านางพยายามทั้งแรงกายแรงใจ ทุกอย่างล้วนแต่คำนึงถึงแม่ลูกทั้งสองคนหนึ่งคือเชื่อฟังคำสั่งของพ่อบุญธรรม สองคือภักดีกับเจ้านายของนางแต่ที่สำคัญที่สุดก็ยังเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมกับติงเหว่ย
กองกำลังทหารที่ดูแลทั้งสี่กองเป็นเพื่อนและพี่ชายในวัยเด็กของนาง แต่กับติงเหว่ยแล้วล้วนเป็นคนแปลกหน้านางลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อต้มน้ำแกงทำปิ่งให้กับคนแปลกหน้าควันฟุ้งกระจายเปลวไฟลุกโชนความมีน้ำใจและใส่ใจนี้เป็นสาเหตุให้นางยิ่งอยู่ร่วมกันยิ่งผูกพัน
ติงเหว่ยยุ่งอยู่กับการก่อไฟไม่ได้ยินเสียงตอบรับของอวิ๋นอิ่งมาครู่ใหญ่ยังคิดว่านางเป็นห่วงว่าหมอชราท่านนั้นจะไม่แก้พิษให้กับกงจื้อหมิงดังนั้นจึงเริ่มขัดหม้อไปพลางพร้อมปลอบว่า “อิ่งเอ๋อร์ เจ้าวางใจเถอะนายน้อยต้องทำให้หมอชรานั้นยอมจำนนได้อย่างแน่นอน ข้าทำอาหารส่งไปก่อนนิดหน่อยไม่แน่ว่าอาจช่วยอะไรได้บ้างเจ้ารีบนำน้ำแกงแพะกับแป้งปิ่งไปส่งให้เหล่าพี่น้องเถอะอีกเดี๋ยวเย็นแล้วกลิ่นจะแรงขึ้น จำไว้ว่าต้องหั่นไชโป๊วหวานใส่ไปอีกจะช่วยให้รสชาติดีขึ้น”
“ตกลง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” อวิ๋นอิ่งเรียกสติกลับมารีบจัดการตักน้ำแกงห่อแป้งปิ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น นางรีบตักน้ำแกงใส่แป้งจนมือยุ่งเป็นระวิง
ในห้องฝั่งตะวันออกของเรือนหลักชายชุดดำสิบกว่าคนกำลังยกกาน้ำและถ้วยระยะทางจากซงเยวี่ยหนานลู่ถึงอำเภอชิงผิงจะบอกว่าใกล้ก็ไม่ใกล้จะบอกว่าไกลก็ไม่ไกล การเดินทางครั้งนี้รวมๆ แล้วก็ประมาณเจ็ดแปดร้อยลี้พวกเขาค้นหาในป่าและภูเขาลึกเป็นเวลาสามเดือนท้ายที่สุดก็หาหมอวิเศษที่มีชื่อเสียงในเรื่องหัตถ์เทพพบ เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อจะส่งคนกลับมาระหว่างทางไม่ต้องพูดถึงกินข้าวแค่เวลาจะดื่มน้ำยังแทบไม่มี
ยามนี้จู่ๆก็เห็นอวิ๋นอิ่งยกน้ำแกงเข้ามา สะพายตะกร้าที่เต็มไปด้วยแป้งปิ่งมาส่งทุกคนราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต ในปากเต็มไปด้วยคำขอบคุณ
“ไอ้หยา น้องอิ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่ช่วยชีวิตจริงๆ การเดินทางครั้งนี้ข้าเกือบจะหิวตายแล้ว!”
“ใช่ ไม่เจอกันหนึ่งปีน้องจิ่งก็สวยขึ้นมากจริงๆ!”
อวิ๋นอิ่งอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาทว่าปากก็ยังเป็นอาวุธเหมือนเดิม “หิวตายก็ดีพวกพี่ใหญ่ที่ยังอยู่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องฝึกปรือพวกท่าน!”
ทว่าทุกคนไม่ได้มีท่าทีเศร้าใจแต่กลับตกใจจนเบิกตากว้างจ้องกันไปมาแล้วพูดว่า “ไอ้หยา นี่ข้าตาฝาดไปใช่ไหม? นึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อครู่น้องสาวอิ่งจะยิ้มออกมา?”
“หรือว่าพรุ่งนี้เช้าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกอย่างนั้นหรือ?”
“ตกลงพวกท่านจะกินหรือไม่กิน ถ้าไม่กินข้าจะยกออกไปแล้ว!”อวิ๋นอิ่งหน้าแดงเพราะถูกหยอกล้อ ตั้งแต่เด็กนางก็ไม่ชอบยิ้ม ติดตามติงเหว่ยแม่ลูกประมาณปีกว่ากลับมีอารมณ์ความรู้สึกประหลาดมากมายบางเวลาก็ยิ้มออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่ไปทำให้เจ้าคนโง่นั่นรบกวนข้าทั้งวันหรอก
“อย่าสิ พวกเรากินกันเถอะ กินตอนนี้เลย!”ทุกคนกลัวว่าอวิ๋นอิ่งจะเอาอาหารที่ช่วยชีวิตไปรีบแย่งแป้งปิ่งหนึ่งแผ่นยัดเข้าไปในปาก เคี้ยวคำใหญ่สุดท้ายยื่นชามเครื่องเคลือบออกไปเร่งให้อวิ๋นอิ่งตักน้ำแกงให้
นานแล้วที่อวิ๋นอิ่งไม่ได้เห็นการกินอาหารที่สภาพดูแย่ขนาดนี้นางกลอกตาพร้อมเร่งมือตักน้ำแกง “ช่างเหมือนกับวัวเคี้ยวดอกโบตั๋น [1] จริงๆ น่าเสียดายฝีมือของแม่นางติง”
“โอ้ น้ำแกงแพะนี้ทำยังไง อร่อยมาก!รสชาติดีกว่าตอนที่ข้าไปทำภารกิจที่เปียนซีเสียอีก”เฟิงลิ่วคือคนที่ตะกละที่สุดในบรรดาพี่น้องดื่มน้ำแกงแพะหนึ่งอึกแล้วชื่นชมออกมาเป็นคนแรก
คนที่เหลืออยู่ก็พากันพยักหน้าในมือหยิบชามน้ำแกงและแป้งปิ่งเข้าปากไม่หยุด เฟิงลิ่วรีบตะโกนอย่างรวดเร็ว“พวกเจ้าช้าหน่อย พี่น้องต้องแบ่งอย่างเท่าเทียม เก็บน้ำแกงอีกชามไว้ให้ข้า”
อวิ๋นอิ่งดูแล้วรู้สึกขบขันอย่างมากช้อนในมือนางเติมน้ำแกงให้ทุกคนไม่หยุดในใจกำลังพิจารณาว่าควรจะเตือนพวกเขาสักหน่อยหรือไม่ถึงแม้เรื่องที่นายท่านมีทายาทต้องเก็บเป็นความลับ แต่พวกพี่ชายแต่ละคนนิสัยแตกต่างกันแล้วยังออกไปอยู่ข้างนอกมาหลายปีหากอารมณ์ไม่ดีปะทะกับภรรยาของนายท่านและคุณชายน้อยก็คงจะไม่ดี
เมื่อคิดเช่นนั้นนางจึงพูดออกไปอย่างระมัดระวังว่า“แม่นางติงที่ทำน้ำแกงแพะนี้เป็นคนที่พ่อบุญธรรมหามาเป็นพิเศษเพื่อให้รักษานายท่านนางได้รับความไว้วางใจจากนายท่านมาตลอดและมีจิตใจดี หากพวกท่านได้พบนางจำไว้ว่าอย่าได้ดูแคลน”
โดยปกติอวิ๋นอิ่งเป็นคนพูดน้อยภายนอกเย็นชาภายในอบอุ่น ทุกคนรู้จักนางตั้งแต่เด็กและคุ้นเคยเป็นอย่างดีครั้งนี้ได้ฟังที่นางกำชับเป็นอย่างดีก็ล้วนพยักหน้าแต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยในตัวแม่นางติงแม่ครัวผู้มากฝีมือผู้นี้
……
ติงเหว่ยไม่รู้ว่านางกลายเป็นผู้ได้รับความสนใจจากเหล่าองครักษ์เงาตอนนี้นางกำลังเตรียมกับข้าวใส่ลงในกล่องข้าว รอที่จะนำไปห้องโถงหลักเฟิงจิ่วก็กำลังรออย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อเห็นนางเข้ามาก็รีบไปกระซิบเบาๆ ว่า “พี่สาวติง ด้านใน…อืม… กำลังเละเทะเลย ท่านรออีกสักพักค่อยเข้าไปดีหรือไม่”
“ทำไมเละเทะล่ะ นายน้อยโมโหหรือ?”
“ไม่ใช่ คนที่ไม่รู้จักให้เกียรติผู้อื่น ไม่ว่าจะยื่นข้อเสนออะไรก็กัดไม่ยอมปล่อย”
เฟิงจิ่วกัดฟันด้วยความโกรธแค้นอยากจะชกต่อยกันสักยกทันที
ติงเหว่ยนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่งสุดท้ายก็ยังอยากลองสักครั้ง ดังนั้นจึงพูดว่า “ข้าจะเข้าไปดูสักหน่อยหากยังไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร”
พูดเสร็จนางก็ก้าวขาเข้าไปที่ประตูห้องด้านในเดินผ่านฉากบังลมภูเขาและน้ำทั้งสี่บาน เห็นในห้องจุดเชิงเทียนไว้สี่อันสว่างไสวราวกับแสงแดด
กงจื้อหมิงนั่งอยู่บนเตียงเตาหลังใหญ่สีหน้าดูเคร่งขรึม ด้านข้างคือท่านลุงอวิ๋นที่มีสีหน้าแดงมากขึ้นแขนเสื้อก็ถูกม้วนขึ้นมาด้วย
ซานอีและหลินลิ่วรวมถึงองครักษ์ชุดดำอีกสามคนที่ยืนอยู่ปลายเตียงต่างก็มีสีหน้าโมโหจนทำอะไรไม่ถูก
-----------------------------------------
[1]วัวเคี้ยวดอกโบตั๋น 牛嚼牡丹 หมายถึงผู้ที่ไม่เข้าใจในความงดงาม หรือไม่ปฏิบัติต่อสิ่งที่ดีงามตามมารยาทที่พึงกระทำ