แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนส่องกระทบกับโต๊ะไม้เก่าในห้องสมุดอันหลานนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องเงียบ ๆ ที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงลิบหนังสือหลายร้อยเล่มที่เรียงตัวอย่างเป็ระเบียบกลับให้ความรู้สึกเงียบเหงาเหมือนอยู่คนละมิติเธอยังไม่ชินกับการทำงานในเวลากลางคืน แต่เมื่อเงินค่าเช่าห้องเพิ่มขึ้นการทำงานล่วงเวลาในห้องสมุดก็กลายเป็ทางเลือกเดียวที่เธอมี
"อีกไม่นานก็จะปิดแล้ว" เธอบ่นเบา ๆพลางมองนาฬิกาข้อมือที่ชี้เวลาเกือบเที่ยงคืน
เสียงลมที่พัดผ่านกระจกทำให้เธอสะดุ้งแม้จะบอกตัวเองว่าไม่ควรกลัวแต่ความมืดและเงาสะท้อนของชั้นหนังสือก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังมองอยู่
"หยุดคิดฟุ้งซ่านเถอะ อันหลานแค่จัดหนังสือให้เสร็จก็กลับบ้านได้แล้ว" เธอพึมพำปลอบใจตัวเอง
ขณะที่เธอกำลังดึงหนังสือเล่มสุดท้ายจากชั้นล่างสุดออกมาเพื่อจัดระเบียบสายตาของเธอกลับสะดุดกับอะไรบางอย่างในมุมมืดที่ลึกที่สุดของชั้นหนังสือ
"อะไรน่ะ?" เธอก้มลงไปมองใกล้ ๆ
มันคือหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูเก่ามากปกหนังสีน้ำตาลเข้มแตกลายคล้ายรอยของต้นไม้เก่ามีฝุ่นหนาปกคลุมจนมองไม่เห็นรายละเอียด เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วเป่าฝุ่นออกเผยให้เห็นตัวอักษรโบราณที่ประดับบนปก
"คัมภีร์แห่งโชคชะตา"
แม้ว่าเธอจะไม่เคยเรียนภาษาจีนโบราณแต่แปลกที่เธอสามารถอ่านชื่อหนังสือได้อย่างชัดเจนมันเหมือนกับว่าตัวอักษรเ่าั้กำลังพูดกับเธอโดยตรง
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้อันหลานเปิดหนังสือออกแม้กระดาษจะเปื่อยยุ่ย แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยภาพวาดและข้อความที่แปลกตา
"นี่มัน...ศิลปะโบราณหรืออะไรบางอย่าง?" เธอพึมพำ
แต่ในหน้าถัดมามีบางอย่างที่ทำให้เธอหยุดหายใจภาพวาดของดอกไม้หลากสีที่แผ่แสงสว่างออกมาเหมือนมีชีวิตจริงปรากฏบนกระดาษเก่าที่ไม่ควรมีความสดใสแบบนี้
ใต้ภาพนั้นมีข้อความที่เหมือนจะเรืองแสง"ผู้ที่ถูกเลือกจะไม่มีวันหลีกเลี่ยงชะตากรรม"
คำพูดนั้นทำให้อันหลานรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านตัวเธอ
ทันใดนั้นห้องสมุดทั้งห้องสั่นไหว ราวกับมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นหนังสือบนชั้นร่วงลงมากระจัดกระจาย ไฟนีออนริบหรี่จนเกือบดับอันหลานใและรีบวางหนังสือลง
"เกิดอะไรขึ้น?!"
แต่ก่อนที่เธอจะก้าวถอยหลังจากชั้นหนังสือลมแรงที่มองไม่เห็นก็พัดวนรอบตัวเธอ กระดาษในหนังสือเปิดพลิกอย่างบ้าคลั่งและก่อนที่เธอจะทันตั้งตัว แสงสว่างจ้าก็ปกคลุมทั้งตัวเธอ
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้งอันหลานพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องสมุดอีกต่อไป
เธอยืนอยู่กลางป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงชะลูดเสียงนกร้องและลมพัดใบไม้ปลิวเป็สิ่งเดียวที่เธอได้ยินดวงอาทิตย์ที่อยู่บนท้องฟ้าส่องแสงจ้า เธอหรี่ตาลงเพื่อปรับสายตา
"นี่มัน...ที่ไหนกัน?" เธอพูดกับตัวเองพลางก้มมองเสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่
เธอพบว่าชุดนักศึกษาของเธอถูกแทนที่ด้วยชุดผ้าไหมสีอ่อนที่ดูสง่างามและวิจิตรเธอแตะผ้าสีขาวที่ห่อหุ้มตัวเธอด้วยความสับสน
"ฉันฝันอยู่หรือเปล่า?" เธอหยิกแขนตัวเองเบา ๆแต่ความเ็ปทำให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทำให้เธอหันขวับไป
ชายคนหนึ่งในชุดเกราะวิ่งมาทางเธอใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียด แต่เมื่อเขาเห็นเธอ เขาก็ยิ้มโล่งอก
"ท่านหญิงหาน! ข้าหาท่านจนทั่ว!"
"ท่านหญิง...อะไรนะ?" อันหลานถามด้วยความงุนงง
"ท่านหญิงหาน! ท่านต้องกลับจวนเดี๋ยวนี้! ท่านแม่ทัพกำลังรอ!"ชายผู้นั้นพูดอย่างร้อนรน
อันหลานสับสนยิ่งกว่าเดิมแต่เธอไม่มีเวลาได้ถามคำถามเพิ่ม เพราะชายผู้นั้นจับแขนเธอเบา ๆและนำทางไปยังรถม้าคันหนึ่ง
ระหว่างทางอันหลานพยายามทำใจให้สงบ เธอเริ่มเข้าใจว่าเธออาจไม่ได้อยู่ในโลกปัจจุบันอีกต่อไปคำว่า "ท่านหญิงหาน" และ "แม่ทัพ"ทำให้เธอคิดถึงหนังสือที่เธอเปิดในห้องสมุด
"คัมภีร์แห่งโชคชะตา...นี่มันเกี่ยวอะไรกับฉัน?"
รถม้าวิ่งผ่านหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยบ้านไม้และผู้คนที่แต่งกายแบบโบราณผู้คนเ่าั้มองมาทางเธอด้วยความนอบน้อมและยำเกรงเธอเริ่มสงสัยว่าคนที่พวกเขาเรียกว่า "ท่านหญิงหาน"มีบทบาทสำคัญอะไรในโลกนี้
เมื่อถึงจวนขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงอันหลานถูกพาเข้าไปข้างใน หญิงสาวในชุดโบราณหลายคนเข้ามาต้อนรับเธอพวกเธอก้มหัวต่ำและพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
"ท่านหญิงหาน! ท่านปลอดภัยแล้ว!"
อันหลานมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง เธอไม่รู้ว่าควรตอบอะไร
ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไรต่อชายวัยกลางคนที่ดูสง่างามในชุดแม่ทัพเดินเข้ามาหาเขาเขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
"หานอวิ๋น ลูกของข้า เ้าหายไปไหนมาทั้งวัน?"
คำพูดนั้นทำให้อันหลานอึ้งไป"หานอวิ๋น...เขาเข้าใจผิดว่าฉันเป็ลูกของเขางั้นเหรอ?"
อันหลานต้องปกปิดความจริงว่าเธอไม่ใช่หานอวิ๋นเธอเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายและความลับ
อันหลานยืนมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจากระเบียงของจวน"นี่มัน...ไม่ใช่ฝันแล้ว"