ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืนในแคมป์ฏชายขอบทะเลทรายลึกผืนฟ้าเบื้องบนไร้แสงดาวมีเพียงเมฆหมอกหนาทึบที่เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมราวกับลางร้ายลมทะเลทรายพัดกรรโชกหอบเอาเม็ดทรายสาดซัดเข้ากับผืนผ้าใบของกระโจมใหญ่เสียงดังพึ่บพั่บอย่างต่อเนื่องภายในกระโจมนั้น จาร์กัล หัวหน้ากองโจรผู้มีรอยแผลเป็ลากยาวบนใบหน้าและดวงตาสีดำดุดันกำลังเดินพล่านอยู่ด้วยความหงุดหงิดพลุ่งพล่าน
มันกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปนทุกครั้งที่หลับตามันยังคงเห็นภาพความพ่ายแพ้ย่อยยับเมื่อวันก่อนแผนการลักพาตัวแม่สาวต่างชาติผิวขาวนวลคนนั้นเพื่อนำไปประมูลในตลาดมืดทำกำไรมหาศาลต้องพังพินาศไม่เป็ท่า
"ไอ้ชีคอัมรันแกฝากรอยแค้นนี้ไว้กับข้า!" จาร์กัลสบถเสียงต่ำ สองตาเบิกกว้างด้วยความอาฆาต
มันเดินตรงไปที่โต๊ะไม้โบราณที่เต็มไปด้วยรอยมีดกรีดบนนั้นมีเครื่องมือสื่อสารดาวเทียมข้ามแดนระดับทหารที่ถูกเข้ารหัสลับอย่างหนาแน่นจาร์กัลกดปุ่มสัญญาณเพื่อต่อสายตรงถึงบุคคลผู้เป็ท่อน้ำเลี้ยงรายใหญ่และเป็ผู้บงการอยู่เื้ัความไม่สงบทั้งมวลในประเทศนี้ อามาน แกนนำคนสำคัญในสภาเมืองหลวงผู้มีหน้าฉากเป็นักการเมืองผู้ทรงเกียรติ แต่หลังฉากคือทรชนผู้กระหายอำนาจสูงสุด
สัญญาณเชื่อมต่อสำเร็จเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจทว่าแฝงไปด้วยความเ็าของอามานดังลอดมาจากปลายสายทันที
“แกทำงานพลาดจาร์กัล! ปล่อยให้ผู้หญิงคนเดียวหลุดมือไปได้ยังไง! เงินทุนและอาวุธที่ฉันส่งไปให้มันไม่ได้ทำให้สมองของแกฉลาดขึ้นเลยใช่ไหม?" คำตำหนินั้นราบเรียบแต่เฉียบขาดจนจาร์กัลถึงกับเสียวสันหลัง
"พวกมันระวังตัวเกินไปครับนาย!ไอ้ชีคอัมรันมันโผล่มาปกป้องยัยนั่นด้วยตัวเองเหมือนจงใจราวกับมันรู้ล่วงหน้าว่าข้าจะลงมือ" จาร์กัลกัดฟันกรอดพยายามอธิบายเพื่อเอาตัวรอด
"แต่ขอโอกาสให้ข้าอีกครั้งเถอะข้าจะวางแผนหาโอกาสใหม่คราวนี้ข้าจะกวาดต้อนยัยนกน้อยตัวนั้นมาอยู่บนเตียงและเอาไปทำเงินให้สาสมกับความแค้น!"
"เื่ผู้หญิงนั่นน่ะช่างมันก่อนตอนนี้มีเื่ที่ใหญ่และสำคัญกว่านั้นร้อยเท่า" อามานแค่นเสียงเ็าพลางหัวเราะในลำคออย่างผู้เหนือกว่า
"สายลับของฉันในพระราชวังรายงานมาว่าไอ้ชีคอัมรันมันใช้น้องสาวเป็ข้ออ้าง บังอาจทิ้งงานประชุมสภาที่กำลังเข้มข้นและลอบเดินทางออกนอกเมืองหลวงอย่างลับ ๆ เดินทางเข้าไปในทะเลทรายทางใต้"
ดวงตาของจาร์กัลเบิกกว้างขึ้นทันทีความหงุดหงิดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นอันบ้าคลั่งมุมปากของมันแสยะยิ้มอำมหิตเมื่อรู้ถึงการเดินทางมาทะเลทรายของชีคหนุ่ม
"มันมาติดกับถึงถิ่นของเราเองเลยเหรอครับนาย? ทะเลทรายฝั่งใต้คืออาณาเขตของข้า!"
"ใช่!และนี่คือโอกาสทองที่เบื้องบนและพวกเราทุกคนรอคอยมานาน" น้ำเสียงของอามานแปรเปลี่ยนเป็เด็ดขาดเด็ดเดี่ยวและไร้ความปรานี
"สั่งคนของแกให้พร้อมกระจายกำลังออกไปสังหารมันซะก่อนที่มันจะกลับเข้าตัวเมืองหลวงได้!ทะเลทรายลึกคือสุสานที่ไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีหลักฐานจัดการหัวของชีคอัมรันมาให้ฉัน แล้วอำนาจในเมืองหลวงทั้งหมดจะตกเป็ของพวกเราแกจะได้เป็าาแห่งทะเลทรายใต้สมใจอยาก!"
"รับทราบครับนาย!คราวนี้ข้าจะใช้ทรายทุกเม็ดสูบเืมันทะเลทรายแห่งนี้จะเป็สุสานที่ไม่มีวันเปิดออกของไอ้ชีคอัมรัน!"จาร์กัลหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ แผนการร้ายเริ่มถักทอขยายวงกว้างขบวนรถกระบะดัดแปลงพร้อมอาวุธหนักเริ่มเคลื่อนตัวออกจากค่ายฏในคืนนั้น มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางทะเลทรายลึกเพื่อตามรอยราชสีห์หนุ่มโดยที่เป้าหมายยังไม่รู้ตัวเลยว่าอันตรายระดับล้างบางกำลังคืบคลานเข้ามา
*****************************
เวลาหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคงในความรู้สึกมันเป็หนึ่งอาทิตย์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของ มนัสวี ไปอย่างสิ้นเชิง
หากมีใครมาบอกเธอเมื่อหนึ่งเดือนก่อนว่าเธอจะต้องมาติดอยู่กลางทะเลทรายลึกกับชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและน่าเกรงขามที่สุดในแถบนี้เธอคงจะหัวเราะและคิดว่าเป็เื่ตลกในนิยาย แต่บัดนี้ จากวันแรกที่เธอมอง ชีคอัมรันเป็เพียงผู้ชายอันตราย เป็คนเถื่อนที่พรากเธอมาจากการเดินทางที่ควรจะสงบสุขบัดนี้ชายหนุ่มั์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคนนี้กลับกลายเป็คนที่อยู่ในทุกลมหายใจของเธอไปเสียแล้ว
ทุกย่างก้าวท่ามกลางผืนทรายที่เคยว้างเปล่าน่าสะพรึงกลัว และไร้ขอบเขตบัดนี้กลับดูมั่นคงและปลอดภัยเพียงเพราะมีแผ่นหลังกว้างของเขาเดินนำอยู่เบื้องหน้าเสมอความระแวงในหัวใจของหญิงสาวถูกทำลายลงไปทีละน้อยด้วยความอบอุ่นและการปกป้องที่เขาหมั่นมอบให้โดยไม่ร้องขอ
คืนนี้ใจกลางทะเลทรายลึกที่ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ไม่มีแสงไฟวับแวมจากเมืองใหญ่ ไม่มีเสียงอื้ออึงของผู้คนมีเพียงความเงียบสงัดที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาบรรยากาศรอบกายถูกโอบล้อมด้วยความหนาวเหน็บของอากาศธาตุในยามค่ำคืนที่อุณหภูมิลดฮวบลงจนเกือบแตะศูนย์องศาทว่าภายในกระโจมพักผ่อนกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากกองไฟเล็ก ๆ ที่ส่งเสียงปะทุเป็ระยะสาดแสงสีส้มรำไรไปกระทบกับผนังผ้าใบ
มนัสวีนั่งกอดเข่าอยู่บนฟูกบางที่ปูทับด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่มลมทะเลทรายคืนนี้พัดแรงกว่าปกติ เสียงผืนผ้าใบสะบัดไหวพึ่บพั่บเธอมองจ้องไปที่เปลวไฟที่ร่ายรำอยู่เบื้องหน้าความคิดล่องลอยไปถึงัักระชับที่ข้อมือสายตาห่วงใยอันลึกซึ้งของอัมรันที่นับวันจะยิ่งทวีความหมายลึกซึ้งขึ้นทุกทีจนเธอเริ่มกลัว กลัวว่าถ้าวันหนึ่งต้องจากที่นี่ไปเธอจะสามารถมีชีวิตอยู่โดยไม่มีเขาได้อย่างไร
เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและหนักแน่นดังขึ้นใกล้เข้ามามันเป็จังหวะการเดินที่มั่นคงทว่านุ่มนวล
“ยังไม่นอนอีกเหรอ แคล”
เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ในเงามืดชีคอัมรันเดินเข้ามาในรัศมีแสงไฟใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาของเขาอาบชโลมด้วยแสงสีส้มรำไรผมสีเข้มดกดำมีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่เล็กน้อยยิ่งทำให้เขายิ่งดูเหมือนประติมากรรมชั้นเลิศที่สลักเสลาขึ้นจากความมืดและความแข็งแกร่งมนัสวีไม่ได้หันไปมองในทันทีเพื่อซ่อนความตื่นเต้นแต่ริมฝีปากบางกลับคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ลมน่ะค่ะ มันเสียงดัง ฉันก็เลยนอนไม่หลับ”เธอตอบพลางกระชับผ้าคลุมไหล่
อัมรันขยับเข้ามานั่งลงข้างเธอระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดน้อยลงจนเธอรู้สึกได้ถึงคลื่นความร้อนจากกายหนาและได้กลิ่นไอแดดผสมกลิ่นเครื่องหอมจาง ๆ ที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยในทุกครั้งที่ได้กลิ่น
“หรือเพราะผมไม่อยู่?”
คำถามที่ดูเหมือนเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเย้าแหย่และความนัยลึกซึ้งทำให้มนัสวีชะงักไปครู่หนึ่ง เธอหันไปสบตาเขาตรง ๆ แววตาของอัมรันคู่นั้นมันไม่ได้ดุดัน แข็งกร้าว หรือเต็มไปด้วยปริศนาเหมือนวันแรกที่เจอแต่มันกลับนุ่มนวล ทอประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าและมันกำลังจับจ้องเธอไว้แน่นจนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังละลาย
“ก็ นิดนึงค่ะ”เธอสารภาพเสียงเบาในลำคอความร้อนผ่าวลามไปถึงพวงแก้มขาวนวลจนกลายเป็สีชมพูระเรื่อ
อัมรันขยับกายอีกครั้งเขาลดตัวลงเอนหลังนอนลงบนพื้นพรมและฟูกข้าง ๆ เธอท่าทางของเขาดูผ่อนคลายจากภาระหน้าที่อันหนักอึ้งแต่สายตายังคงจดจ้องที่ใบหน้าหวานของหญิงสาวไม่ลดละ
“คืนนี้ผมจะนอนเป็เพื่อนคุณตรงนี้”
“มันไม่เหมาะนะคะ ฉันเป็ผู้หญิง คุณเป็ผู้ชายและคุณยังเป็ถึงชีค”
“ผมไม่สนว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะในสายตาคนอื่น”เขาตัดบทเสียงนิ่งทว่าอบอุ่นและนุ่มนวลอย่างที่สุด
“อยู่ที่นี่ไม่มีชีคไม่มีสามัญชน มีเพียงผมกับคุณ และตอนนี้ผมสนแค่ว่าคุณจะไม่ต้องหวาดกลัวลมแรง และคุณจะหลับฝันดีในอ้อมกอดของผม”
เขาไม่ได้รวบรัดตัดความหรือใช้กำลังบังคับแต่กลับเว้นระยะห่างไว้อย่างสุภาพเปิดทางให้เธอได้เลือกว่าจะก้าวข้ามเส้นกั้นนั้นมาหรือไม่
หญิงสาวค่อย ๆขยับกายเข้าไปหาความอบอุ่นนั้นศีรษะบางเอนลงซบลงบนต้นแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาอย่างเชื่องช้าเป็การยอมรับที่ไร้เสีย
เขาจะค่อย ๆวาดแขนหนาโอบรอบไหล่บางของเธอไว้กระชับอ้อมกอดดึงรั้งร่างน้อยให้เข้ามาแนบชิดกับกายหนาจนแทบไม่มีช่องว่างให้ลมหนาวผ่านซึม
“ราม”เธอเรียกชื่อเล่นของเขาเบา ๆ ชื่อที่มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่มีสิทธิ์เรียก
“ครับ” เขาขานรับชิดเรือนผมสลวย
“คุณเคยทำแบบนี้กับใครไหมคะ? เคยพาผู้หญิงคนไหนมาเดินลุยทรายลุยความลำบากแบบนี้ไหม”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่ใหญ่ดวงตาคมกริบมองขึ้นไปยังช่องว่างของประตูกระโจมที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยทำให้เห็นหมู่ดาวพราวระยับอยู่บนฟากฟ้า
“ไม่เคยชีวิตของผมมีแต่า การเมือง และความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง แคลคุณเป็คนแรกที่ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อพามาที่นี่และคุณจะเป็คนเดียวที่ได้พื้นที่ตรงนี้”
ท่ามกลางความเวิ้งว้างของทะเลทรายที่อาจจะดูโหดร้ายร้ายกาจสำหรับคนอื่นแต่สำหรับเธอในตอนนี้อ้อมกอดนี้คือสรวง์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทรายอันหนาวเหน็บ
****************************
วันเวลาในสัปดาห์ที่สามเริ่มต้นขึ้นด้วยความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงความอึดอัดขัดเขินละลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงความสนิทเสน่หาอัมรันเริ่มพาเธอออกไปัักับหัวใจของทะเลทรายในแง่มุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาจูงมือเธอเดินย่ำทรายขึ้นไปบนยอดสันทรายสูงชันเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าตรู่
“ดูนั่นสิ แคล”อัมรันชี้ชวนขณะที่แสงแรกของวันสาดส่องตัดขอบฟ้าแสงสีทองประกายส้มจับขอบผืนทรายกว้างใหญ่จนดูเหมือนทะเลเพลิงที่เย็นเฉียบและงดงามจนแทบหยุดหายใจ
“ทรายพวกนี้ดูเหมือนไม่มีชีวิตแต่มันเคลื่อนไหวตลอดเวลา มันเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปตามแรงลมไม่มีวันสิ้นสุดเหมือนกับหัวใจของคนที่ต้องรู้จักปรับตัว ทะเลทรายไม่ได้ใจร้ายมันแค่คัดกรองคนที่เข้มแข็งพอที่จะอยู่ร่วมกับมัน”
เธอมองดูภาพความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติตรงหน้าด้วยความทึ่งสายลมพัดเอาปอยผมของเธอปลิวไสว
“แต่มันก็ดูเหงาจังเลยนะคะกว้างใหญ่ขนาดนี้แต่กลับไม่มีใครเลย มองไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่า”
“คุณไม่ได้ว่างเปล่าคุณมีผม” อัมรันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับกระชับมือที่กุมมือเธอไว้แน่นขึ้นแรงบีบเบา ๆ นั้นส่งผ่านความมั่นใจมาถึงหัวใจของเธอ
“จำไว้นะแคลในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้คุณ หรือในวันที่คุณไม่เหลือใครทะเลทรายแห่งนี้และผู้ชายที่ชื่ออัมรันจะยังคงยืนอยู่ที่เดิมเพื่อคุณเสมอ”
เขาก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของเธอเบาๆ มันเป็จุมพิตที่ปราศจากความใคร่ ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพและการทะนุถนอมอ่อนโยนจนมนัสวีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะละลายไปกับไอร้อนของแดดเช้า
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถักทอขึ้นจากความเชื่อใจที่ค่อยๆ ก่อตัวท่ามกลางบทสนทนาที่เปิดอกและการดูแลเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็เื่อาหารการกินหรือความสะดวกสบายที่เขาพยายามจัดหาให้ดีที่สุดเท่าที่ชายแดนทะเลทรายจะมีได้
เย็นวันหนึ่งขณะที่พวกเขากำลังนั่งพักผ่อนบนโขดหินใหญ่หลังจากมื้อค่ำที่เรียบง่ายอัมรันได้นำกล่องกำมะหยี่สีเข้มใบเล็กออกมาจากอกเสื้อแสงไฟจากกองไฟสะท้อนให้เห็นสร้อยข้อมือเงินแท้ทำมือสไตล์เบดูอินโบราณลวดลายที่สลักเสลาอยู่บนเนื้อเงินนั้นดูแปลกตา ทว่าแฝงไปด้วยความเข้มขลังและงดงาม
“นี่คือพันธนาการแห่งทราย” บรรจงจับข้อมือเล็กของเธอขึ้นมาแล้วสวมสร้อยข้อมือเส้นนั้นให้อย่างเบามือ
“ในชนเผ่าพื้นเมืองของผมการมอบสิ่งนี้ให้สตรีคนใด หมายถึงการฝากชีวิตและิญญาไว้กับอีกฝ่ายไม่ว่าในอนาคตคุณจะไปอยู่ที่ไหน ไกลแสนไกลแค่ไหนทรายทุกเม็ดที่นี่จะจำกลิ่นอายของคุณได้ และสร้อยเส้นนี้จะนำทางคุณกลับมาหาผมเสมอไม่มีวันหลงทาง”
มนัสวีมองสร้อยข้อมือเงินบนแขนตัวเองน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอเบ้าตาอย่างห้ามไม่ได้
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายที่ดูแข็งกระด้าง ดุดัน และน่ากลัวอย่างคุณจะมีมุมที่อ่อนโยนและโรแมนติกได้ขนาดนี้”
“ความอ่อนโยนของผมไม่ได้มีไว้แจกจ่ายให้ทุกคน”อัมรันตอบพลางใช้นิ้วหัวแม่มือเชยคางหญิงสาวขึ้นให้สบตากับดวงตาคู่คมที่บัดนี้มีกระแสความรักพุ่งพล่านและเอ่อล้นอยู่ภายในจนปิดไม่มิด
“มันมีไว้สำหรับคนที่คู่ควรเท่านั้นและสำหรับคุณ แคล ผมยอมมอบให้ได้ทั้งชีวิตและจิติญญา”