ท้องฟ้าเหนือสำนักเมฆาเขียวถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับหยาดโลหิต ทว่าไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์อัสดง แต่เป็แสงจากยันต์ะเิและปราณธาตุที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่งที่ชายป่าทิศตะวันตก าระหว่างสำนักเมฆาเขียวและสำนักเขี้ยวพยัคฆ์ปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบเพียงเพราะคำลวงคำเดียวของเยี่ยฉิน
ภายในสำนักที่บัดนี้เหลือเพียงศิษย์าเ็และผู้าุโเฝ้ายามไม่กี่คน เยี่ยฉินเดินทอดน่องผ่านระเบียงไม้อย่างใจเย็น กลิ่นอายของความตายที่ลอยมาตามลมทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด มันเป็กลิ่นที่เขาคุ้นเคยตลอดห้าร้อยปีในชาติก่อน
ที่ศาลาพักใจ เยี่ยฉินพบเยี่ยฟานนั่งเหม่อมองไปทางสมรภูมิ ในมือของเขาถือกระบี่เมฆาที่สั่นระริก ใบหน้าของอัจฉริยะหนุ่มเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาและความสับสน
"ท่านพี่... ทำไมโลกถึงเป็เช่นนี้?" เยี่ยฟานถามด้วยเสียงสั่นเครือ "เพียงเพราะความเข้าใจผิดเื่ภูตน้ำแข็งนิรันดร์ ศิษย์ร่วมสำนักเราต้องล้มตายไปเท่าไหร่แล้ว? ข้าพยายามจะออกไปช่วย แต่ผู้าุโมู่สั่งกักบริเวณข้า บอกว่าข้าคือ 'สมบัติ' ที่ห้ามสูญเสีย"
เยี่ยฉินเดินเข้าไปวางมือบนไหล่น้องชาย ััที่ดูอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ "โลกนี้ไม่ได้หมุนด้วยความถูกต้องเยี่ยฟาน... แต่มันหมุนด้วย 'ผลประโยชน์' และ 'อำนาจ' ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะกำหนดว่าอะไรคือความจริง เ้าควรดีใจที่เ้ามีค่าพอให้พวกเขาปกป้อง"
"แต่ข้าไม่อยากให้ใครตายเพราะข้า!" เยี่ยฟานะโ "ถ้าข้าไม่มีพร์ระดับ์ เื่พวกนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น!"
‘ช่างน่าขันสิ้นดี...’ เยี่ยฉินคิดในใจ ‘เ้ามีพร์ที่คนนับล้านถวิลหา แต่กลับรังเกียจมันเพราะมโนธรรมจอมปลอม’
แผนการยึดครองหอจดหมายเหตุ
ในขณะที่เยี่ยฟานกำลังจมปลักอยู่กับความรู้สึกผิด เยี่ยฉินรู้ดีว่านี่คือโอกาสทอง หอจดหมายเหตุของสำนักที่เคยมีข่ายอาคมป้องกันแ่า บัดนี้ถูกลดทอนพลังงานลงเพื่อนำไปสนับสนุนค่ายกลป้องกันสำนักชั้นนอก
เยี่ยฉินแยกตัวออกมาอ้างว่าจะไปพักผ่อน แต่เขากลับเร้นกายมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ เป้าหมายของเขาไม่ใช่ทองคำหรืออัญมณี แต่เป็ "บันทึกร้อยภูตเร้นลับ" ซึ่งบันทึกตำแหน่งของภูตธรรมชาติที่ยังไม่ถูกค้นพบ
ระหว่างทางเขาพบกับศิษย์เฝ้ายามคนหนึ่ง "หยุด! ใครน่ะ? เขตหอจดหมายเหตุห้ามเข้าในยามวิกาล!"
เยี่ยฉินไม่เสียเวลาเจรจา เขาเรียก ภูตพิรุณเยือกแข็ง ออกมา ปราณสีน้ำเงินเข้มข้นพุ่งเข้าใส่ลำคอของยามผู้นั้นโดยไม่ทันตั้งตัว ความเย็นสุดขั้วทำให้เส้นเสียงแข็งตัวจนไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ร่างกายจะถูกแช่แข็งจากภายในจนแตกสลายเป็ละอองน้ำแข็ง
"ััปราณ ขั้นที่ 3 ขั้นสูงสุด... ช่างทรงพลังนัก" เยี่ยฉินพึมพำพลางสะบัดมือลบเลือนร่องรอย
ภายในหอจดหมายเหตุ เยี่ยฉินใช้ "เนตรกาลเวลา" กวาดสายตามองผ่านชั้นวางหนังสือมากมาย จนกระทั่งหยุดอยู่ที่แผ่นจารึกหินโบราณที่ดูผุพัง เขาใช้มือลูบไล้ไปตามรอยสลัก และพบสิ่งที่เขากังวลมาตลอด
ในชาติก่อน เขาคิดว่าสำนักเมฆาเขียวเป็เพียงสำนักระดับกลางที่ไม่มีความลับอะไรมากนัก แต่จารึกนี้กลับระบุว่า ใต้ฐานของสำนักนี้มี "แท่นบูชาภูตแกนกลางชีวิต" ผนึกอยู่ ซึ่งมันคือภูตที่เป็ขั้วตรงข้ามกับ ภูตแกนกลางกาลเวลา ของเขา
‘ภูตกาลเวลาครองอดีตและอนาคต... ส่วนภูตชีวิตครองปัจจุปันและการดำรงอยู่’ หัวใจของจอมมารเต้นรัว ‘หากข้าสามารถหลอมรวมภูตทั้งสองเข้าด้วยกันได้ ข้าจะบรรลุระดับ นิพพาน ได้เร็วกว่าเดิมถึงสิบเท่า!’
ทว่าเงื่อนไขการปลุกภูตแกนกลางชีวิตคือ... ต้องใช้เืของ "ผู้ที่มีสายเืเดียวกันและมีพร์ระดับ์" เป็เครื่องสังเวย
เยี่ยฉินมองออกไปนอกหน้าต่าง ไปทางที่เยี่ยฟานพักอยู่ รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
"เยี่ยฟาน... เ้าไม่ได้เป็แค่โล่ของข้าอีกต่อไปแล้ว แต่เ้าคือ 'กุญแจ' ดอกสำคัญที่์ประทานมาให้ข้าจริงๆ"
ในขณะที่เยี่ยฉินกำลังซึมซับข้อมูล ทันใดนั้นเขาััได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แปลกปลอม มันไม่ใช่พลังของสำนักเมฆาเขียวหรือเขี้ยวพยัคฆ์ แต่มันคือปราณที่บริสุทธิ์และกดดันยิ่งกว่า
ร่างในชุดคลุมสีขาวเดินเข้ามาในหอจดหมายเหตุอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าภายใต้หมวกคลุมดูงดงามแต่เ็าดุจน้ำแข็ง นางคือ "หลิงเซี่ย" อัจฉริยะจาก "วังวารีศักดิ์สิทธิ์" สำนักมหาอำนาจที่อยู่เหนือกว่าสำนักระดับล่างเหล่านี้หลายเท่า
"ใครกันที่กล้าลอบเข้ามาในที่แห่งนี้?" เสียงของนางราบเรียบแต่ทรงพลังจนอากาศรอบตัวเยี่ยฉินเริ่มบีบคั้น
เยี่ยฉินรีบสลายพลังของเขาลง กลับสู่ท่าทางขี้ขลาดในทันที "ข้า... ข้าเป็เพียงศิษย์รับใช้ขอรับ! ข้าได้รับคำสั่งให้มาตรวจเช็คความเรียบร้อยของชั้นหนังสือ เนื่องจากผู้าุโเกรงว่าคนร้ายจะลอบเข้ามา"
หลิงเซี่ยหรี่ตามองเด็กหนุ่มที่ดูอ่อนแอตรงหน้า นางััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่ด้วยระดับพลังที่ต่างกันเกินไป (นางอยู่ระดับ ิญญา์) ทำให้นางไม่ได้ใส่ใจเยี่ยฉินมากนัก
"สำนักเมฆาเขียวตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ส่งขยะที่ยังไม่บรรลุขั้นที่ 4 มาเฝ้าสมบัติ..." นางแค่นหัวเราะ "ไสหัวไปเสีย! ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจฆ่าเ้าเพื่อล้างตาน่ารำคาญ"
เยี่ยฉินรีบก้มหัวปรกๆ แล้ววิ่งหนีออกมาทันที ทว่าในใจของเขากลับจดจำใบหน้าและกลิ่นอายของนางไว้
‘วังวารีศักดิ์สิทธิ์... พวกเ้าเริ่มเคลื่อนไหวแล้วสินะ แสดงว่าเวลาที่ภูตแกนกลางชีวิตจะตื่นขึ้นนั้นใกล้เข้ามาแล้ว’
เยี่ยฉินกลับมาถึงห้องพักโดยไร้รอยขีดข่วน เขาเริ่มวางแผนขั้นต่อไปในหัวทันที าข้างนอกนั่นเป็เพียงฉากบังหน้าเพื่อดึงยอดฝีมือออกไปจากสำนัก และการปรากฏตัวของหลิงเซี่ยบอกเขาว่า มีขุมกำลังอื่นที่รู้ความลับใต้ดินนี้เช่นกัน
เขานำศิลาจิตภูตที่ได้มาจากจางหู่และที่เหลืออยู่ทั้งหมดออกมา ครั้งนี้เขาจะไม่บ่มเพาะแบบธรรมดา แต่เขาจะใช้ ภูตแกนกลางกาลเวลา เพื่อ "ขโมย" ปราณฟ้าดินจากอนาคตมาใช้ล่วงหน้า!
"วิชามารยืมิญญาข้ามกาลเวลา!"
ร่างกายของเยี่ยฉินสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เส้นเืสีดำปูดโปนขึ้นตามใบหน้า ทะเลลมปราณของเขาเดือดพล่านราวกับลาวา พลังวัตรพุ่งทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป
"ระดับที่ 4: แก่นแท้มนุษย์... บรรลุ!"
ท่ามกลางเสียงะเิและเสียงร้องโหยหวนจากาด้านนอก เยี่ยฉินลืมตาขึ้น ดวงตาข้างหนึ่งเป็สีน้ำเงินเย็นเยียบ อีกข้างหนึ่งเป็สีทองหมุนวน
"เกมกระดานนี้เริ่มสนุกขึ้นแล้ว... หลิงเซี่ย เยี่ยฟาน มู่เฉิง... พวกเ้าทุกคนคือเหยื่อที่จะหล่อเลี้ยงการหวนคืนของจอมมารอย่างข้า!"
- - - - -
ความขี้ขลาดคือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด และความรู้คืออาวุธที่ไร้เทียมทานที่สุด จงซ่อนคมดาบไว้ในรอยยิ้ม และซ่อนความตายไว้ในคำลวง กงล้อกาลเวลาหมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง และ
ชัยชนะกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่เบื้องหน้า