ณ ยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าที่สุดแห่งดินแดนเทพมาร ร่างของยอดฝีมือทั้งหกกำลังยืนสนทนาถึงเื่ราวที่สำคัญยิ่งยวด แม้มองจากระยะไกล กลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาก็บ่งบอกได้ทันทีว่าทั้งหกคือตัวตนที่ทรงพลังอำนาจเพียงใด
“บัดซบ! ข้าไม่มีวันยอมรับเื่พรรค์นี้เด็ดขาด!” จิ๋นกวาง ผู้าุโหนึ่งแห่งดินแดนเทพนภา แผดเสียงคำรามก้องดุจอสนีบาตฟาดฟัน สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว รังสีอำมหิตปะทุออกจากร่างจนห้วงมิติรอบด้านเกิดรอยปริร้าว ท่าทีแข็งกร้าวนั้นสร้างความตึงเครียดให้บรรยากาศโดยรอบทันที
“จิ๋นกวาง เ้าหมายความว่ายังไงกันแน่?” น้ำเสียงเยียบเย็นของอวิ๋นหยาง สตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มเอ่ยแทรกขึ้นมา
“เหอะ! ก็หมายความตามที่ข้าลั่นวาจาออกไปนั่นแหละ หนี้เืนับหมื่นปีระหว่างแดนเทพนภาและแดนมารล่ม์ ซากศพผู้ฝึกยุทธ์ที่กองสูงดั่งูเา จะให้ใช้เพียงลมปากมาลบเลือนความแค้นนี้งั้นรึ! ฝันไปเถอะ!!" จิ๋นกวางตวาดกร้าว ดวงตาแดงก่ำแผ่ซ่านจิตสังหารพร้อมจะฉีกทึ้งทุกสรรพสิ่ง
ผู้าุโสองและสามต่างพากันก้มหน้าส่ายหัว “เฮ้อ.. ขออภัยแทนจิ๋นกวางด้วยเถิด นิสัยใจคอของเขาก็หัวรั้นเช่นนี้แหละ เหอ เหอ.. ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆ” จิ่นเล่ย ผู้าุโสองแห่งดินแดนเทพนภากล่าวพลางหัวเราะเจื่อนๆ
“จะ... เ้า!” จิ๋นกวางถลึงตายังไม่ทันได้เอ่ยปาก
จิ๋นเลี่ยน ผู้าุโสามก็เอ่ยตัดหน้าขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดุจขุนเขา “พอได้แล้วจิ๋นกวาง! มันถึงเวลาที่เราต้องฝังความเคียดแค้นชิงชังนี้ลงหลุมเสียที! ไฟาหมื่นปีเผาผลาญจนข้าเบื่อหน่ายเกินทนแล้ว ถึงเวลาที่์และมารจะต้องหลอมรวมเป็หนึ่ง!” คำพูดที่แฝงไปด้วยสัจธรรมของจิ๋นเลี่ยน ทำให้ยอดฝีมือทั้งห้าต่างพากันนิ่งงัน
“ข้าเห็นด้วยกับคำพูดของท่านนะ ท่านจิ๋นเลี่ยน...” หลวนซาน ผู้าุโแห่งดินแดนมารล่ม์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ทว่า... กงล้อแห่งความแค้นหมุนมาเนิ่นนาน จะมีวิถีทางใดเล่า ที่จะสามารถผสานสองดินแดนที่แตกต่างราวฟ้ากับเหวให้เป็หนึ่งได้”
คำถามนั้นราวกับเมฆหมอกที่เคลื่อนเข้ามาปกคลุม ทำให้บรรยากาศของผู้คนในที่นั้นกลับมาหม่นหมองอีกครั้ง
“เื่นั้นง่ายดายยิ่ง! ในเมื่อว่าที่องค์จักรพรรดิแห่งแดนเทพนภา และว่าที่องค์จักรพรรดินีแห่งแดนมารล่ม์ต่างก็ยังไร้คู่ครอง... เช่นนั้นก็ผูกวาสนา จัดงานมหาอภิเษกสมรสเชื่อมสองสายเืให้เป็หนึ่งเสียเลยสิ!” เสียงดังกังวานของ หลวนคุน ผู้าุโแห่งดินแดนมารล่ม์ทำลายความเงียบขึ้น ข้อเสนอที่คาดไม่ถึงนี้ทำเอายอดฝีมือทั้งห้าถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที
“ประเสริฐ! ช่างเป็แผนการที่แยบยลนักพี่หลวน! หากสายเืสูงสุดของทั้งสองดินแดนหลอมรวมกัน ไฟาย่อมดับมอด! หมื่นปีแห่งการอาบเืมันเกินพอแล้ว ข้าล่ะเบื่อหน่ายที่จะต้องมาเห็นคนตายเต็มที!” จิ่นเล่ยเอ่ยสนับสนุน บรรยากาศที่เคยตึงเครียดพลันสลายตัวไป
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้... นี่คือประกาศิตที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของสองดินแดนตลอดกาล เอาล่ะ.. แยกย้ายกันไปเตรียมการเถิด หากมีเื่อันใดให้ส่งกระแสจิตหากัน” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงอำนาจเด็ดขาดของอวิ๋นหยาง สะกดให้ทุกคนพยักหน้ารับคำ ก่อนที่ร่างทั้งหกจะพลิ้วไหวกลายเป็ลำแสงพุ่งทะยานตัดขอบฟ้า แยกย้ายกันกลับคืนสู่ดินแดนของตน
************************************************************************************************
วันเวลาไหลผ่านไปดุจสายน้ำ เพียงพริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาถึงสิบห้าวันให้หลัง
วันนี้คือวันมงคลที่ดินแดนเทพนภาครึกครื้นและสว่างไสวไปด้วยแสงปราณตระการตา งานมหาอภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสองจ้าวผู้ครองพิภพ ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์นับร้อยล้านจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาร่วมเป็สักขีพยานจนเนืองแน่น
ทว่า ลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามชั้นในสุดของตำหนักจักรพรรดิเทพนภา...
“เฮ้อ... อิสรภาพของข้าคงจบสิ้นลงเพียงเท่านี้ การอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธ์แผ่นดิน ช่างเป็ภาระที่หนักอึ้งเสียจริง เหตุใดข้าต้องนำชีวิตคู่ของตนเองไปผูกมัดกับสตรีที่ข้าไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าด้วย!” จิ่นลี่ ว่าที่องค์จักรพรรดิหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสั่นเครือไปด้วยความกดดัน ร่างสูงสง่าในชุดเรียบหรูยืนไพล่หลัง ทอดสายตาคมกริบมองออกไปนอกหน้าต่าง
เมื่อจิ่นลี่ตวัดสายตาอันทรงพลังกลับมาเห็นท่าทีของผู้าุโทั้งสองที่ยืนเฝ้าอยู่ เขาก็ถอนหายใจแ่เบา รังสีความกดดันรอบกายคลายตัวลง "ขออภัยผู้าุโทั้งสอง ข้าเพียงแค่ระบายความอึดอัดในใจออกมาเท่านั้น ในฐานะว่าที่จักรพรรดิ ข้าแสดงท่าทีหวั่นไหวเช่นนี้ช่างไม่เหมาะสมนัก"
“ว่าที่องค์จักรพรรดินีมารผู้นี้ หากท่านได้พบนาง... ต่อให้มีบุปผาไม้งามมายืนอยู่ตรงหน้าเป็แสนเป็ล้าน ข้าเชื่อมั่นว่าสายตาของท่านจะไม่ปรายมองสตรีใดอีกเลย” จิ่นเล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบทว่าหนักแน่น
“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ... เล่าลือกันว่า โฉมหน้าของจักรพรรดินีมารผู้นั้น งดงามหยดย้อยจนสะกดฟ้าดินให้หยุดนิ่ง หากท่านได้พบหน้านางสักครั้ง... เกรงว่าิญญาของท่านคงถูกนาง่ชิงไปจนหมดสิ้นเป็แน่” จิ๋นเลี่ยนเอ่ยสมทบ
“งดงามแล้วอย่างไร? สำหรับข้า... หากนางไม่อาจช่วยค้ำจุนแผ่นดิน หรือมีสติปัญญาที่คู่ควรกับบัลลังก์ ความงามก็เป็เพียงเปลือกนอกที่ไร้ค่า!” จิ่นลี่สะบัดแขนเสื้ออย่างเด็ดขาด แววตาฉายความมุ่งมั่น “แต่เอาเถิด... ในเมื่อนี่คือลิขิต์และภาระหน้าที่ ข้าก็จะขอรอดูโฉมหน้าและจิตใจของสตรีผู้นี้ด้วยตาตนเอง ว่านางจะคู่ควรกับตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งข้าหรือไม่!”
************************************************************************************************
ณ ห้วงเวลาเดียวกัน ลึกเข้าไปในตำหนักหมื่นมาร... ดินแดนมารล่ม์
“องค์จักรพรรดินี... ได้ฤกษ์งามยามดีสำหรับการก้าวขึ้นสู่เกี้ยวแล้วเพคะ” สาวรับใช้เอ่ยเรียกด้วยความนอบน้อม สตรีโฉมสะคราญที่นั่งอยู่มีใบหน้างดงามหมดจดราวกับเทพธิดาจุติลงมาจากสรวง์ รูปลักษณ์ที่แสนจะบอบบางนี้ หากผู้ใดพบเห็นย่อมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าแท้จริงแล้วนางคือว่าที่ประมุขแห่งดินแดนมารล่ม์ ร่างอรชรขององค์จักรพรรดินีค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากประตูทันที
“วันนี้เ้าช่างงดงามเหนือล้ำกว่าสตรีใดในสามโลก... องค์จักรพรรดินี” อวิ๋นหยางเอ่ยชื่นชมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านน้า... การที่ข้ายอมสละวิถีชีวิตตนเองเช่นนี้... มันคือหนทางที่ถูกต้องแล้วจริงๆ หรือเ้าคะ?” อวิ๋นเหมยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ท่าทีของนางยามนี้ช่างดูเปราะบาง ไม่ต่างจากนกน้อยที่กำลังถูกบังคับให้โบยบินเข้าสู่กรงทองที่ตนไม่ได้เลือก!
“เฮ้อ... อวิ๋นเหมยเอ๋ย ภาระของแผ่นดินเราตกอยู่บนบ่าของเ้าแล้ว ท่าทีอ่อนแอเช่นนี้หาใช่สิ่งที่องค์จักรพรรดินีพึงมีไม่ เ้าจงเข้มแข็งเข้าไว้” อวิ๋นหยางถอนหายใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปสวมกอดร่างบางของหลานสาวไว้แน่น ในอ้อมกอดนั้น นางััได้ถึงความสั่นเทาจากร่างของอวิ๋นเหมยอย่างชัดเจน... แม้ภายนอกนางจะเยือกเย็นดุจเทพธิดามาร ทว่าลึกลงไปในก้นบึ้งของจิติญญา นางกำลังกรีดร้องและขัดขืนต่อโชคชะตาที่ถูกยัดเยียดให้นี้อย่างถึงที่สุด!