อูมั่นเหนียงหลานสะใภ้คนโตแห่งบ้านสกุลโหยวเพิ่งจะถึงวัยออกเรือนในเดือนห้า แต่ด้วยเหตุเพราะต้องดูแลอาการป่วยของฮูหยินใหญ่จึงต้องออกเรือนเร็วกว่ากำหนด ดังนั้นจึงได้จัดพิธีปักปิ่น[1]ไปั้แ่ปีก่อน เมื่อออกเรือนมาได้ไม่ถึงสี่เดือน นางยังคงมีความเคอะเขินของสตรีที่เพิ่งแต่งงานใหม่ ขนาดที่เรือนตวนอี๋ย่วนนางยังไม่ค่อยได้มาเยือนเท่าใดนัก นางทำความเคารพหลังจากก้าวเข้ามา ปานซื่อบอกปัดอย่างเป็กันเอง เรียกให้นั่งลง นางถึงค่อยเอ่ยถามเสียงเบา “โจวหมอมอไปแจ้งกับหลานด้วยตัวเอง บอกว่าท่านย่ามีเื่สั่งการ ไม่ทราบว่าเื่อะไรเ้าคะ”
ฮูหยินใหญ่เจียงซื่อแห่งสกุลโหยวสิ้นใจไปเมื่อเดือนอ้าย ในฐานะสตรีที่เพิ่งแต่งงานใหม่และเป็หลานสะใภ้ใหญ่ของบ้านอย่างอูมั่นเหนียงจึงจำต้องถอดชุดแดงออกก่อนเวลาอันควรเพื่อสวมชุดไว้ทุกข์แทน ในระยะหนึ่งร้อยวัน แม้จะมีผู้สูงอายุอยู่ในเรือน แต่เมื่ออูมั่นเหนียงออกสู่ภายนอกก็ยังแต่งตัวด้วยชุดขาวเช่นเคย ที่นางไม่ค่อยได้ออกไปที่อื่นนอกจากเรือนตวนอี๋ย่วนและบ้านใหญ่ก็ด้วยสาเหตุนี้
อูมั่นเหนียงหน้าตาสะสวย อ่อนโยนละมุนละไมอันเป็เอกลักษณ์ของคุณหนูแห่งเจียงหนาน แต่หากต้องเข้ารับตำแหน่งฮูหยินผู้ดูแลบ้านแล้วล่ะก็ นางดูเหมือนยังมีบารมีไม่พอ และตอนนี้ใบหน้าของนางก็ยังมีความเป็เด็กที่ไม่อาจอำพรางได้ ฮูหยินรองนั่งอยู่ด้านข้าง แอบบ่นอยู่ในใจแม้ในตอนนี้จะมีปานซื่ออยู่ ตนเองกับฮูหยินสามเกรงกลัวปานซื่อ จำต้องมอบอำนาจให้อูมั่นเหนียง และถึงไม่แอบเล่นอะไรไม่ซื่อเป็การส่วนตัวหลังมอบอำนาจเสร็จ บ้านใหญ่หลังนี้ คาดว่าอูมั่นเหนียงก็คงดูแลได้ไม่ดีเช่นกัน สุดท้ายแล้วปานซื่อเกรงว่าคงต้องให้นางมาศึกษาจากบรรดาลูกสะใภ้ก่อนอยู่ดี
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในใจของฮูหยินรองนั้นก็สงบนิ่ง เผยรอยยิ้มขึ้นมา
คิดไม่ถึงว่าปานซื่อจะกล่าวขึ้นมาว่า “ก่อนหน้านี้มารดาของพวกเ้าได้จากโลกนี้ไป เนื่องจากยังอยู่ในระยะเวลาหนึ่งร้อยวัน ข้าเองจึงไม่รู้จะพูดอย่างไร และในเมื่อตอนนี้ได้ครบร้อยวันแล้ว แน่นอนว่ายังคงมีการไว้ทุกข์อยู่ แต่บ้านหลังนี้ ในฐานะที่เ้าเป็หลานสะใภ้คนโตก็สมควรต้องดูแลจัดการมันได้แล้ว” แต่กลับไม่เอ่ยถึงการให้ฮูหยินรองและฮูหยินสามเข้ามาช่วยเหลือเลย
ฮูหยินรองนิ่งชะงัก อูมั่นเหนียงเองก็ใเช่นกันจึงรีบสอบถาม “ท่านย่า หลานอายุยังน้อย เพิ่งเข้าบ้านมาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น แล้วจะเป็ผู้ดูแลบ้านได้อย่างไรกันเ้าคะ”
ปานซื่อกล่าว “มีอะไรที่เป็ไปไม่ได้หรือ ปีนั้นตอนที่แม่ของพวกเ้าแต่งงานเข้ามาอายุได้สิบหกปี แก่กว่าเ้าเพียงปีเดียวเท่านั้น เพิ่งจะแต่งเข้ามาได้ครบเดือน ข้าก็มอบอำนาจดูแลบ้านให้อยู่ในมือนาง นางทำได้ดีมาตลอดมิใช่หรือ ตอนนี้เ้าแต่งเข้ามาได้เกือบสี่เดือนแล้ว ไหนจะคนรับใช้ที่แม่ของพวกเ้าทิ้งไว้ให้อีก ถึงแม้หลายวันมานี้จะออกไปหลายคน แต่การติดตามพวกเขากลับมาก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง! หากมีพวกเขาคอยช่วยเหลือแล้วยังมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจอีกก็ถามพวกผู้ใหญ่ ค่อยๆ เรียนรู้ไป!”
เมื่อได้ยินดังนั้นฮูหยินรองก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาในทันที หลายวันที่ผ่านมาได้ออกไปหลายคน ปานซื่อพูดเช่นนี้ คงไม่มีอะไรนอกจาก้าให้เกียรตินางและฮูหยินสามต่อหน้าคนรุ่นเยาว์ ซึ่งความจริงแล้วยังเป็การตักเตือนเป็นัยๆ อีกด้วย มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าั้แ่ฮูหยินใหญ่จากไป ฮูหยินรองและฮูหยินสามก็เริ่มต้นผลัดกันรับหน้าที่ดูแลบ้าน สิ่งที่ทั้งสองเต็มใจร่วมมือร่วมแรงกันก็คือเปลี่ยนคนที่รับใช้ฮูหยินใหญ่มานานหลายปีให้มาเป็คนสนิทของตัวเอง
แม้ปานซื่อจะพูดเช่นนี้ แต่อูมั่นเหนียงก็ยังประหม่า “แต่บ้านนี้ยังมีพวกท่านน้าอยู่ หลานอายุยังน้อยยังไม่รู้เื่....”
ปานซื่อขมวดคิ้วแล้วตอบว่า “ใครๆ ก็เริ่มจากตอนที่อายุยังน้อยไม่รู้เื่ราวอะไรทั้งนั้นไม่ใช่หรือ อีกอย่างการที่สะใภ้ใหญ่ดูแลบ้าน ก็เป็กฎเกณฑ์ที่มีมาแต่โบราณ บรรดาท่านน้าของเ้าพวกนางต่างก็มีลูกชายลูกสาวที่ต้องคอยดูแล แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาคอยรับผิดชอบเื่นี้แทนเ้าล่ะ” คำพูดนี้ปิดทางไม่ให้ฮูหยินรองอาสาเข้ามาช่วยเหลือได้ จำต้องเงียบไว้ด้วยความขุ่นเคือง
อูมั่นเหนียงยังอยากปฏิเสธ แต่ปานซื่อไม่อยากจะทนเซ้าซี้ต่อจึงออกคำสั่งกับโจวหมอมอ “หลานสะใภ้เพิ่งแต่งงานเข้ามาไม่นาน ยังขาดประสบการณ์ ข้าเองก็ไม่มีอารมณ์จะไปเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอาอย่างนี้ ข้าจะให้เ้าไปอยู่กับนางชั่วคราวก่อน เ้าไปช่วยนางรวบรวมบรรดาคนเก่าแก่ของเจียงซื่อ แล้วนำสมุดบัญชีเมื่อครั้งที่เจียงซื่อยังมีชีวิตอยู่ไปอธิบายให้นางเข้าใจทุกอย่าง...กฎเกณฑ์ของเจียงซื่อก็ใช้มายี่สิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยเกิดปัญหาใดๆ ข้าก็เห็นว่าดี เมื่อเป็เช่นนี้ การปฏิบัติตามสิ่งที่เคยทำกันมาคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”
เมื่อเห็นอูมั่นเหนียงตอบรับมาด้วยความประหม่า ปานซื่อจึงพูดขึ้นอีก “ข้าก็ไม่ได้ให้โจวหมอมออยู่กับเ้าตลอดไป เ้าต้องตั้งใจเพื่อให้สามารถดูแลจัดการได้ตามลำพัง ทางข้าก็ไม่อาจห่างจากนางได้นานเหมือนกัน”
แล้วสั่งให้คนนำกล่องไม้เล็กๆ ออกมาจากในห้อง ภายในเต็มไปด้วยสมุดบัญชีมากมาย ทั้งหมดฮูหยินใหญ่เจียงซื่อได้แอบส่งมาให้ก่อนสิ้นลม
เมื่อเห็นสมุดบัญชีมากมายเช่นนี้ ฮูหยินรองก็ทำหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะ...จะว่าไปที่นางแก่งแย่งกับฮูหยินสามเพื่อเป็ผู้ดูแลบ้านก็เพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์บ้างมิใช่หรือ เดิมทีคิดว่าเมื่อฮูหยินใหญ่ตายไป ตนเองกับฮูหยินสามจะผลัดกันดูแลบ้าน ผลประโยชน์กองอยู่ตรงหน้าใครจะไม่เอา อีกทั้งสมุดบัญชียังอยู่ในมือตน แน่นอนว่าต้องบันทึกอย่างแเีไร้พิรุธ เจียงซื่อสมกับที่เป็ฮูหยินมายี่สิบกว่าปี คิดไม่ถึงเลยว่าจนสุดท้ายก็ยังทิ้งแผนการเช่นนี้เอาไว้!
นางเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ปานซื่อก็ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ พูดกับอูมั่นเหนียงว่า “นี่เป็เพียงสำเนาเท่านั้น เ้าเอากลับไปอ่านให้จบ สงสัยอะไรให้ถามโจวหมอมอ หากโจวหมอมอไม่มั่นใจค่อยมาถามข้า บ้านใหญ่กับเรือนตวนอี๋ย่วนก็ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว แม้จะยังไว้ทุกข์อยู่แต่ก็เป็ครอบครัวเดียวกัน คงไม่มีข้อห้ามอะไรมากมาย อะไรที่ควรถามก็จงเข้ามาถาม เข้าใจไหม”
อูมั่นเหนียงตอบรับด้วยความเคารพ นางเคยหลบเลี่ยงทุกทาง ก่อนที่จะตัดสินใจได้เมื่อพบปานซื่อ แม้การพูดจาและกิริยายังสุภาพเรียบร้อยและบอบบาง แต่ก็ไม่เรียกว่าขลาดกลัว สมกับเป็ผู้ที่เจียงซื่อได้ตัดสินใจเลือกให้เป็สะใภ้ใหญ่แล้ว
ในตอนนี้โจวหมอมอจึงพาอูมั่นเหนียงกลับบ้านใหญ่ ฮูหยินรองนึกถึงสมุดบัญชีที่เจียงซื่อได้ส่งมาให้ก่อนที่นางจะสิ้นลม กอปรกับเื่ที่ตนเองได้ทำไว้ตลอดสองเดือนกว่าที่ผ่านมาแล้วจะให้นางยังนั่งเฉยได้อยู่อย่างไร พยายามฝืนยิ้มแล้วรีบหาข้ออ้างขอตัวกลับทันที
ปานซื่อเองก็ไม่ได้รั้งไว้ พอนางออกไปแล้วจึงบอกกับจั๋วเจาเจี๋ย “ต่อไปภายหน้าหากเ้ากลับไปยังสกุลจั๋วเกรงว่าอาจจะได้พบกับเื่แบบนี้อีก ตาของเ้าเป็เพียงบัณฑิตฮั่นหลิน[2] ขอเกษียณอายุและกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดก่อนที่เ้าจะเกิดเสียอีก ดังนั้นเื่ราวของสกุลโหยวจึงไม่ได้ซับซ้อนมากนัก บรรดาลุงของเ้าก็ยังถือว่ามีความรักเอื้ออาทรกันอยู่ แต่กับป้าสะใภ้อาจจะมีคิดเล็กคิดน้อยบ้าง นั่นก็เพียงเพื่อรักษาความมั่งคั่งในเรือนของตัวเองไว้ สุดท้ายวลีที่ว่าฮั่นหลินผู้มีเกียรติ ก็ใช่จะตีความว่า ‘ชีวิตยากจน’ ไม่ได้ กิจการของสกุลโหยวล้วนได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ตาของเ้าก็ไม่ได้มีผลงานอะไร...สิ่งของที่แย่งชิงกันพวกนี้ก็ไม่ได้สูงค่าอะไร แค่วางอุบายเล็กๆ น้อยๆ ใส่กัน อย่างไรก็คงไม่ถึงขั้นเป็ปฏิปักษ์ต่อกัน แต่สำหรับเจาเจี๋ยน่ะไม่เหมือนกัน”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad
[1] พิธีปักปิ่น จะประกอบเมื่อผู้หญิงอายุครบ 15 ปี ซึ่งมีความหมายว่า ผู้หญิงคนนั้นเติบโตเป็ผู้ใหญ่และพร้อมจะแต่งงานได้แล้ว
[2] ชื่อระดับการศึกษาในสถานศึกษาของราชสำนักในสมัยโบราณ