าแของจวินหวงเกือบจะหายดีแล้วในเวลาอันรวดเร็วเช้าวันหนึ่งฉีเฉินส่งคนมาเชิญนางไปดื่มชาและรับประทานอาหารเช้าในสวนจวินหวงก็ไม่ปฏิเสธ หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็มุ่งหน้าตรงไปทันที
เมื่อเห็นจวินหวงมาถึง ฉีเฉินก็ออกไปต้อนรับนางเข้ามา"น้องเฟิงมาได้เสียที ให้พี่คอยอยู่ตั้งนาน
จวินหวงทักทายปราศรัยอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็นั่งลงแล้วก็ชวนฉีเฉินคุยเื่สัพเพเหระ
ครั้นเวลาผ่านไปหนึ่งจิบชา บ่าวชายผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า มีคนจากในวังมาแจ้งว่าฝ่าาทรงมีเื่้าปรึกษาหารือจึงรับสั่งให้ฉีเฉินเข้าวัง
ฉีเฉินขมวดคิ้วพลางมองไปที่จวินหวงจวินหวงดื่มชาไปคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ"ฝ่าาทรงเรียกหาหวางเหย่ในเวลานี้สาเหตุก็คงมีเพียงเื่ชายแดนเป่ยฉีเกิดภัยธรรมชาติเท่านั้น"
"ใช่ ต้องเป็เช่นนี้แน่หลายวันมานี้มีรายงานเื่ภัยธรรมชาติมากมายส่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน เสด็จพ่อให้หาเพราะเื่นี้แน่นอนแล้วคุณชายเฟิงรู้หรือไม่ว่าเื่นี้ควรจะแก้ไขอย่างไร?"
ฉีเฉินไปที่มองจวินหวงดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหมาย ้าให้จวินหวงคิดวางแผนกลยุทธ์ให้เขา
หลังจากผ่านไปชั่วครู่ จวินหวงก็ค่อยๆ กล่าวออกมา"ตอนนี้ใต้หล้ากำลังระส่ำระสาย ปัญหาชายแดนทำให้ผู้คนหวาดผวาปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจไพร่ฟ้าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงหากศัตรูมีเจตนาเข้ามาปลุกปั่น ก็เป็ไปได้อย่างมากที่เป่ยฉีก็จะสูญเสียใจประชาดังนั้นสิ่งที่ควรกระทำอย่างเร่งด่วนคือการปลอบประโลมขวัญประชาชนที่อยู่ในเขตชายแดน"
หลังจากฉีเฉินได้ฟังก็ผงกศีรษะรับ คิดว่าทุกถ้อยคำของจวินหวงล้วนมีเหตุผล"แล้วน้องเฟิงมีแผนการดีๆ แล้วหรือ?”
จวินหวงยิ้มแล้วขยับเข้ามาใกล้ฉีเฉินกระซิบบอกเขาอยู่ชั่วครู่ในตอนแรกสุดฉีเฉินขมวดคิ้วแน่นแต่ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงในตอนท้ายจนกระทั่งจวินหวงพูดจบ เขาก็ตบบ่าของจวินหวง หัวเราะอย่างโอหัง"แผนการของน้องเฟิงครั้งนี้ยอดเยี่ยมนักหากเสด็จพ่อรู้เข้าจะต้องพอพระทัยอย่างแน่นอน เช่นนั้นข้าจะเข้าวังเดี๋ยวนี้เลย"พูดจบฉีเฉินก็ยืนขึ้นหัวเราะแล้วเดินออกไป
จวินหวงนั่งยิ้มอยู่ในศาลาดื่มชาไปในใจก็คิดว่าทางฉีอวิ๋นคงจะได้รับข่าวของตนเองแล้วตอนนี้นางก็เพียงแค่คอยโอกาสจะได้พบกับฉีอวิ๋นจากนั้นก็จัดการให้คนข้างกายฉีอวิ๋นแฝงเข้าไปอยู่ในอาณัติของฉีเฉินแค่นี้ก็เรียบร้อย
ฉีเฉินสาวเท้าเดินเข้าไปในวังหลวงอย่างเร่งรีบแทบอยากจะพบฮ่องเต้ให้ได้เสียเดี๋ยวนี้เพื่อคลายความกลัดกลุ้มให้แก่พระองค์
เดินมาถึงนอกตำหนัก ฉีเฉินก็เห็นเงาร่างของหนานสวินมาแต่ไกลแววตาพลันเปลี่ยนเป็ลุ่มลึก
"หวางเหย่ ฝ่าาทรงให้พระองค์เข้าไปได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"ขันทีที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้เดินมาอยู่ข้างกายฉีเฉิน แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม
ฉีเฉินถอนสายตากลับมา ผงกศีรษะรับแล้วเข้าไปในตำหนักเมื่อเข้าไปด้านในตำหนักแล้วก็เห็นฮ่องเต้ทรงประทับอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยพระขนงขึงเครียด ข้างพระหัตถ์เต็มไปด้วยหนังสือฎีกามากมาย
"ถวายบังคมเสด็จพ่อ"ฉีเฉินประสานมือโค้งกายคารวะด้วยกิริยานอบน้อม
ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้นโบกมือเบาๆ ให้ฉีเฉินทำตัวตามสบายได้
"เสด็จพ่อทรงมีเื่ระคายพระทัยอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ฉีเฉินแสร้งทำเป็ไม่รู้เอ่ยวาจาถามขึ้นด้วยความสงสัย
"่นี้เขตชายแดนเกิดภัยธรรมชาติตอนนี้ได้ยินว่าประชาชนแทบจะรักษาชีวิตกันไว้ไม่ได้เกิดความโกลาหลระส่ำระสายไปทั่ว ขุนนางใหญ่พวกนั้นรู้จักแต่เขียนฎีกาส่งมาแต่กลับไม่รู้จักคิดหาวิธีแก้ปัญหา หรือว่าแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของข้าจะไม่มีผู้ใดที่สามารถคิดมาตรการแก้ไขปัญหาได้เลยสักคน"ฮ่องเต้ตรัสขึ้นก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วยื่นพระหัตถ์กดหว่างพระขนงเอาไว้หลายวันมานี้พระองค์ทรงกลัดกลุ้มว้าวุ่นใจจนไม่อาจบรรทมลงได้ทำให้เหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ คิดแล้วคิดอีกกลับคิดหาวิธีการดีๆไม่ได้
ฉีเฉินหยักยิ้มที่มุมปาก "เสด็จพ่อลูกมีแผนการหนึ่งมิทราบว่าควรจะกล่าวดีหรือไม่?"
"พูดมาให้ฟังสิ"
"แผนการที่เหมาะสมในตอนนี้มีเพียงส่งคนในราชสำนักไปยังชายแดนเพื่อบรรเทาภัยพิบัติไม่ว่าอย่างไรก็ตามควรให้ความสำคัญกับการปลอบประโลมจิตใจของประชาชนเป็หลักช่วยพวกเขาสร้างบ้านเรือนพ่ะย่ะค่ะ"ฉีเฉินกล่าวตามความที่จวินหวงบอกกล่าวกับเขาก่อนหน้านี้ให้องค์ฮ่องเต้ฟัง
ฮ่องเต้ขมวดพระขนง "แผนการนี้แม้ว่าจะดีแต่เวลานี้ใครจะยอมไปสถานที่ทุรกันดารแบบนั้น อีกอย่างตอนนี้ในคลังแผ่นดินก็มีไม่เพียงพอจะนำเงินทองมากมายขนาดนั้นมาสร้างบ้านเรือนให้พวกเขาได้อย่างไร?"
ฉีเฉินเห็นฮ่องเต้ทรงมีความคิดอ่านรอบคอบ คิดครอบคลุมครบถ้วนทุกด้านในใจก็คิดว่าตนเองช่างโชคดี เมื่อครู่จวินหวงคาดเดาเอาไว้แล้วว่าฮ่องเต้จะทรงกังวลพระทัยเื่ใดและได้ช่วยเขาคิดแผนรับมือเอาไว้แล้ว
ฉีเฉินทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยอธิบายต่อ"ประชาชนที่อยู่ชายแดนก็เป็ประชาชนของเป่ยฉีเราไพร่ฟ้ามีทุกข์พวกเราจะนิ่งดูดายได้อย่างไร? พ่อค้าคหบดีผู้มั่งคั่งมีอยู่มากมายในเมืองหลวงพวกเขาล้วนขอความคุ้มครองจากเป่ยฉีเรา บัดนี้บ้านเมืองกำลังลำบากพวกเขาจะไม่ยอมช่วยเหลือได้หรือ? ลูกคิดว่าควรจะเพิ่มการเก็บภาษีเหล่าพ่อค้าคหบดีและให้ขุนนางใหญ่ในราชสำนักร่วมบริจาคอีกสักหน่อยเช่นนี้จึงจะเป็แนวทางที่ถูกต้อง"
"ที่เ้ากล่าวมาล้วนมีเหตุผลแต่เ้าคิดว่าใครเป็ผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการออกไปปฏิบัติภารกิจนี้?"
"หากเสด็จพ่อทรงไว้วางพระทัยลูกยินดีไปเป็ผู้แทนเสด็จพ่อเองพ่ะย่ะค่ะ" แววตาของฉีเฉินมีความมั่นคงถ้อยคำน้ำเสียงล้วนหนักแน่น
ฮ่องเต้ทรงมองเขาด้วยสายพระเนตรแห่งความปลาบปลื้มเป็ครั้งแรกทรงยืนขึ้นแล้วเสด็จเข้าไปหาฉีเฉินนี่เป็ครั้งแรกที่พระองค์ได้มองโอรสที่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าของตนเองอย่างเต็มตาตอนนี้เติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว สามารถแบ่งเบาภาระทำหน้าที่แทนพระองค์ได้แล้ว
พระพักต์ของฮ่องเต้เปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาของผู้เป็บิดาทรงตบบ่าของฉีเฉินเบาๆ ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง "เ้าโตแล้วจริงๆแบ่งเบาภาระของบิดาได้แล้ว"
ฉีเฉินมีเพียงความรู้สึกขมขื่นในใจตอบรับความชื่นชมยินดีของพระบิดาด้วยสีหน้าท่าทางเฉยเมย ตามมาด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ขันทีก็เข้ามาทูลว่าได้เวลาเสวยพระกระยาหารเที่ยงแล้วเดิมทีฉีเฉินคิดจะกล่าวทูลลา แต่องค์ฮ่องเต้กลับทรงรั้งให้อยู่ก่อน
"เฉินเอ๋อร์ ให้เ้าไปชายแดนคนเดียว เรารู้สึกค่อยไม่สบายใจเ้าคิดเห็นอย่างไรหากเราจะให้หนานสวินเดินทางไปพร้อมเ้า?" ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้น ขณะที่ทรงประทับอยู่หน้าโต๊ะไม้แกะสลักลายบุปผา
ฉีเฉินพยักหน้ารับ"ทุกสิ่งให้ดำเนินการตามแต่พระประสงค์ของเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แย้มพระสรวลด้วยความปลื้มปีติหลังจากฉีเฉินรับพระกระยาหารเที่ยงแล้วก็ออกจากวังหลวงมาด้วยอารมณ์แจ่มใสยิ่งได้เห็นท่าทางปลาบปลื้มของพระบิดาที่มองเขาทำให้เขาตั้งสัตย์ปฏิญาณอยู่ในใจว่าจะต้องจัดการเื่นี้อย่างดีที่สุดเพื่อให้เสด็จพ่อยอมรับในตนเองมากขึ้นอีก
เมื่อกลับไปถึงจวนเฉินอ๋อง ฉีเฉินก็ให้คนไปตามจวินหวงมาพบตอนที่ฉีเฉินเล่าถึงถ้อยคำที่องค์ฮ่องเต้ทรงตรัส นางไม่มีท่าทีตอบสนองมากนักเพราะทุกอย่างล้วนอยู่ในความคาดหมายของนางอยู่แล้ว
เห็นจวินหวงอายุยังน้อยแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญและสติปัญญาเยี่ยงนี้ฉีเฉินก็รู้สึกว่านี่ช่างเป็วาสนาที่เทพยดาประทานมาให้เขาโดยแท้ คิดแล้วก็ยิ้มไม่หุบ
"น้องเฟิงช่างเป็ดาวนำโชคของข้าจริงๆ เดินทางไปชายแดนครั้งนี้เปิ่นหวางอยากให้เ้าร่วมเดินทางไปด้วย น้องเฟิงมีความคิดเห็นอย่างไร?" ฉีเฉินกล่าวขึ้น
จวินหวงพยักหน้ารับ สายตาเลื่อนไปที่แขนที่หายเป็ปกติครู่หนึ่งดูเหมือนเป็การเตือนฉีเฉินโดยไม่รู้ตัว ในเวลานี้เขาควรจะสุขุมและมั่นคงถึงจะถูกไม่ควรจะร้อนรนกระวนกระวาย เพราะถ้าหากถูกคนนอกจับผิดหรือกระทำการใดๆ เข้าก็อาจจะพบจุดจบแบบเดียวกับรัชทายาท
จวินหวงเงยหน้าขึ้นมองฉีเฉิน แล้วยกยิ้มที่มุมปาก"ตามแต่หวางเหย่ทรงตัดสินใจ" นางไม่ปฏิเสธที่จะไปเยี่ยมเยียนชายแดนแต่พอได้ยินว่าหนานสวินไปด้วย ก็เกิดความรู้สึกแปลกไปกว่าปกติเล็กน้อย
ฉีเฉินออกจากประตูไปอย่างมีความสุขโดยมิได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของจวินหวงจวินหวงมองดูเงาหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไป รอยยิ้มเ็าค่อยปรากฏออกมานางย่อมรู้ดีว่าการจะจัดการกับคนระดับรัชทายาทไม่ใช่เื่ง่าย เพื่อช่วยฉีอวิ๋นนางจำเป็ต้องยืมมือฉีเฉินเข้ามากำจัดสมัครพรรคพวกของรัชทายาท
ไม่นานนักก็สามารถรวบรวมเงินได้ไม่น้อยประชาชนที่ชายแดนกำลังทุกข์ทรมานแสนสาหัส หลังจากนั้นไม่กี่วันฮ่องเต้ก็ทรงเสด็จมาส่งฉีเฉินออกเดินทางพระองค์ส่งพวกเขาออกจากเมืองหลวงคณะเดินทางออกเดินทางท่ามกลางฝุ่นลมคละคลุ้งมุ่งสู่ชายแดนอย่างยากลำบาก
ชายแดนเป่ยฉีปกคลุมไปด้วยผืนทรายสุดลูกหูลูกตาความแห้งแล้งทำให้ที่นี่ไม่มีแม้แต่หญ้าขึ้นมาสักต้นแม่น้ำลำธารเหือดแห้งภายใต้แสงอาทิตย์ เดินทางมาแสนไกลยังไม่พบสีเขียวแม้เพียงครึ่งส่วน ที่นี่ท้องฟ้าไร้ฝนมานานหลายเดือนแล้วแม้แต่รากหญ้าก็ยังถูกผู้คนขุดออกมากินกันจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ
เดินทางอยู่บนผืนทรายเวิ้งว้าง ใบหน้าของจวินหวงหม่นเศร้านางได้ยินเื่ภัยแล้งของชายแดนในปีนี้มานานแต่ไม่รู้ว่าจะมีสภาพเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ราวกับความอุดมสมบูรณ์ในอดีตก่อนหน้าไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ชวนให้คนรู้สึกมึนงง
ดวงตะวันร้อนแรงที่อยู่เหนือศีรษะแผดเผาหัวใจจนเกรียมไหม้ความเวิ้งว้างว่างเปล่าที่อยู่เบื้องหน้าชวนให้คนรู้สึกตรอมใจจวินหวงเคยประสบกับความรู้สึกที่สูญเสียครอบครัวและแผ่นดินเกิดมาแล้วตอนนี้มาเห็นสภาพเช่นนี้เข้า ไม่คิดว่าจะให้ความรู้สึกแบบเดียวกัน
หนานสวินขี่อาชาตัวพ่วงพีตามอยู่ด้านหลัง คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยเมื่อมองไปยังบุรุษร่างบางที่อยู่เบื้องหน้า เขาไม่เข้าใจจริงๆว่าเหตุใดฉีเฉินถึงต้องลากจวินหวงมายังสถานที่แบบนี้ด้วยเขายังจำได้ว่าจวินหวงเพิ่งได้รับาเ็เมื่อก่อนหน้านี้ไม่นานแล้วนางจะทนรับกับความเหน็ดเหนื่อยเช่นตอนนี้ได้อย่างไร
จวินหวงนั่งอยู่บนอาชาเหงื่อโลหิต[1] ดูแล้วไม่น่าเกรงขามสักเท่าไร ในขณะที่ฉีเฉินผู้ซึ่งคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอย่างสูงศักดิ์สะดวกสบายมาตลอด ได้ให้คนจัดเตรียมรถม้าที่โอ่อ่าหรูหรามาโดยตรงดูไม่เหมือนผู้มาช่วยบรรเทาภัยพิบัติ แต่กลับเหมือนคุณชายจากตระกูลมั่งคั่งออกมาท่องเที่ยวเสียมากกว่า
มีคนแอบส่ายหัวอย่างอิดหนาระอาใจคนส่วนมากต่างก็รู้ว่าการที่ฉีเฉินเดินทางมานี้เป็การแสดงฉากหนึ่งเป็ไปได้หรือที่คนอย่างเขาจะไปใส่ใจความเป็ความตายของผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริง
หากไม่ใช่เพราะจวินหวง เกรงว่าฉีเฉินคงไม่แม้แต่จะคิดว่าตนเองจะมายืนอยู่บนผืนดินที่ไร้ความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้สายลมที่แห้งแล้งพัดพาเอาฝุ่นจากพื้นดินคลุ้งตลบไปทั่วทุกหนแห่งฉีเฉินยื่นมือไปปิดจมูกไว้ "ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าเป่ยฉีที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ด้วย"
จวินหวงะโลงมาจากหลังม้า เดินมาอยู่ข้างกายฉีเฉินมองไปยังใจกลางพื้นที่เขตชายแดน
สถานการณ์ภัยพิบัติของที่นี่รุนแรงกว่าที่นางคิดไว้มากคนเ่าั้เสื้อผ้าขาดวิ่นแทบจะปิดร่างกายไว้ไม่มิดหน้าเหลืองและซูบผอมชวนให้คนรู้สึกเวทนาสงสาร มากไปกว่านั้นยังมีเด็กนั่งร้องไห้เสียงดังลั่นอยู่ตามมุมกำแพงที่เหลือเพียงซากปรักหักพังเขาคงขาดน้ำมานานมากแล้ว จึงไม่มีน้ำตาให้ไหลออกมาสักหยดมีเพียงเสียงแหบแห้งที่เค้นออกมาจากลำคอ
นอกเหนือจากผืนทรายสุดลูกหูลูกตาก็ยังมีอีกาสีดำเมี่ยมร้องเสียงแหลมบินโฉบไปมาวนเวียนอยู่กลางอากาศมานานแล้วหากที่ไหนมีคนล้มลง พวกมันก็จะบินลงมาทันทีแล้วใช้จะงอยปากอันแหลมคมจิกทึ้งิัซากศพผู้เสียชีวิตจิกกินเนื้อและโลหิตเป็อาหาร
"หวางเหย่เห็นแล้วหรือไม่ ที่นี่คือชายแดนเป่ยฉีคนของที่นี่ก็คือลูกหลานของชาวเป่ยฉี สิ่งที่หวางเหย่ต้องทำในตอนนี้ก็คือสร้างบ้านเรือนใหม่ให้พวกเขา" จวินหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ฉีเฉินได้ยินเช่นนั้นก็คิ้วขมวดแน่นมือชี้ไปยังสถานที่ด้านหน้าที่ดูราวกับเป็แดนอสูร แล้วพูดตะกุกตะกักออกมา"น้องเฟิง ยะ... อย่ามาล้อเล่นนะ... ที่นี่..."
จวินหวงเดินก้าวขึ้นหน้าไปสองก้าวตามองเห็นอยู่ว่าเกือบจะตกลงไปในทางลาดชัน หนานสวินอยากจะเดินเข้าไปดึงนางไว้แต่ชั่วขณะถัดไปเห็นนางหยุดก้าวเท้าก็พลันรู้สึกโล่งอก
"หวางเหย่คิดว่าข้าน้อยกำลังล้อเล่นอย่างนั้นหรือ? เฮ้อ... ข้าน้อยไม่รู้จริงๆ ว่าเป็หวางเหย่ล้อข้าน้อยเล่นหรือว่าเป็ข้าน้อยที่ล้อหวางเหย่เล่น"
"สถานการณ์ใต้หล้าในเวลานี้ผู้คนต่างใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวและวิตกกังวลเมื่อต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้พวกเขาก็คาดหวังว่าจะได้รับความเมตตาช่วยเหลือจากราชสำนักมิใช่ละทิ้งหน้าที่ไม่ใส่ใจ" ถ้อยคำที่จวินหวงพูดมาทั้งหมดแต่ละประโยคล้วนทิ่มแทงใจดวงตาเย็นะเื
หนานสวินมองสีหน้าด้านข้างของจวินหวง ในใจรู้สึกซาบซึ้งที่แท้ก็ยังมีคนที่ทำเพื่อแผ่นดินเพื่อปวงชนอยู่ในใต้หล้านี้มุมปากของเขาโค้งขึ้นบางเบาอย่างไม่รู้ตัว "เฟิงไป๋อวี้กล่าวได้ถูกต้อง ในเมื่อหวางเหย่รับปากกับฮ่องเต้ไปแล้วหากไม่ทำให้สำเร็จ เกรงว่าจะทำให้ฝ่าาทรงผิดหวังได้"
ฉีเฉินขบกรามแน่นมองไปที่หนานสวิน แต่กลับพูดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหนานสวินหวางเหย่นอกสกุลผู้นี้มีอำนาจในราชสำนักมากกว่าตนเองเสียอีกผู้คนมากมายต่างก็อยากจะเข้าไปประจบสอพลอหนานสวินด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขารู้สึกชิงชังริษยายิ่งนัก
..................................................................................................................
[1] อาชาเหงื่อโลหิต เป็ชื่อม้าสายพันธุ์หนึ่งยามที่ออกวิ่งบริเวณแผงคอจะมีเหงื่อไหลออกมาเป็สีแดงสดคล้ายเื ตัวผู้มีลักษณะสีดำทั้งตัว แต่กลับมีกีบเท้าสีขาวตัวเมียอีกตัวกลับมีขนสีทอง นับเป็เอกลักษณ์ของม้าสายพันธุ์นี้ มีถิ่นกำเนิดมาจากชนเผ่าเติร์กหรือเติร์กเมนิสถานในปัจจุบัน