ตอนที่ 56 ค้นหาเบาะแส
เมื่อเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหย่ายังคงโต้เถียงกับตนว่าเป็นสายเลือดเดียวกันหรือไม่ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็อดสงสัยไม่ได้ว่านางคงจะคิดมากไป ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ชื่อเดียวกัน สมาชิกในครอบครัวเหมือนกัน แต่สิ่งต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นไปในทิศทางนั้น
นางอยากจะปลอบใจตัวเองเช่นนี้ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นลูกชายฝาแฝดเดินออกมาจากห้อง ก่อนคิดขึ้นมาได้ว่าตนที่เพิ่งจะรับบทก็พบว่ามีพิษอยู่บนร่างกายของทั้งสอง ตลอดจนทั่วทั้งห้องของพวกเขา ไป๋เพ่ยเพ่ยก็พลันเงียบนิ่งอีกครั้ง
หากเป็นการหลุดเข้ามาในโลกหนังสือจริง ๆ ดูเหมือนว่าเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาทั้งสองถึงต้องพิษก็สามารถอธิบายได้ อีกทั้งเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลหลาย ๆ เรื่องก็กลับกลายเป็นสมเหตุสมผลขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นนั้น นางตัดสินใจว่าจะหาเบาะแสเพิ่มเติมเพื่อดูว่าตนได้เข้ามาอยู่ในโลกหนังสือจริงหรือไม่
อย่าได้ไปผิดทาง มิเช่นนั้นแล้วตนอาจสูญเสียทุกสิ่งไป
ไป๋เพ่ยเพ่ยโบกมือให้เซี่ยเสี่ยวหย่า “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ข้ากำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ เอาล่ะ ไปช่วยลูกพี่ลูกน้องทำอาหารเย็นเสีย หรือไม่คืนนี้เจ้าจะเป็นคนล้างจาน”
“เช่นนั้นข้าหุงข้าวดีกว่า” เมื่อเซี่ยเสี่ยวหย่าได้ยินดังนั้น นางก็เข้าไปในครัวโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใดอีก
นางหุงข้าวตอนนี้ ก็เพียงช่วยลูกพี่ลูกน้องก่อไฟและนั่งเฉย ๆ หน้าเตาโดยไม่ต้องขยับก้นเสียด้วยซ้ำ แต่หากต้องไปล้างจาน สมาชิกในบ้านมากมายถึงเพียงนี้ จะล้างเสร็จหมดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ส่วนไป๋เพ่ยเพ่ยนั้นไปหาเซี่ยหมิงหนาน ลูกชายคนโต
ก่อนหน้านางไม่ได้ใส่ใจจริง ๆ ว่าลูกชายของเจ้าของร่างเดิมคนนี้เติบโตมามีนิ้วมือกี่นิ้ว การไปยืนยันในตอนนี้ก็ถือเป็นเบาะแสหนึ่ง
“เจ้าช่วยยื่นมือมาให้ข้าดูหน่อย”
“มีอะไรหรือท่านแม่?” เซี่ยหมิงหนานสับสนงุนงง
“บอกให้ยื่นก็ยื่นมาเถิดน่า จะพูดเหลวไหลอะไรให้มากความ”
เซี่ยหมิงหนานจึงยื่นมือซ้ายออกไป
มีห้านิ้วครบถ้วน หยาบกร้านอยู่บ้าง แต่ไม่มากไม่น้อย กำลังพอดี
“อีกมือหนึ่งเล่า?”
“มีอะไรหรือท่านแม่?”
“บอกให้ยื่นก็ยื่นมาเถิดน่า อย่าจะพูดอะไรเลย”
เมื่อเทียบกับมือซ้ายแล้ว มือขวาของเขานั้นเหยียดออกมาได้ไม่เต็มที่ ทั้งยังมีผ้าพันรอบฝ่ามืออีกด้วย
ไป๋เพ่ยเพ่ยรีบคว้าแล้วแกะผ้าที่มือออกอย่างคล่องแคล่ว
ในระหว่างที่ถูกแกะผ้าพันมือออกนั้น เซี่ยหมิงหนานเองพยายามดิ้นรนด้วยสีหน้าไม่เต็มใจเสียเท่าไหร่นัก แต่ความแข็งแกร่งของเขาไม่อาจต่อกรกับไป๋เพ่ยเพ่ย จึงไม่อาจดึงมือกลับมาได้
“อย่าขยับ ให้ข้าดูหน่อย”
“ท่านแม่... มีอะไรน่าดูกัน ใช่ว่าท่านแม่จะไม่รู้ ...”
“ข้าไม่ได้เห็นมานานแล้ว จึงอยากยืนยันให้แน่ใจเสียหน่อย”
เซี่ยหมิงหนานบ่นพึมพำกระปอดกระแปด "ยืนยันให้แน่ใจว่าข้าไม่ใช่สัตว์ประหลาดอย่างนั้นหรือ?"
เศษผ้าถูกแกะออกเพื่อเผยให้เห็นมือที่มีหกนิ้ว โดยมีนิ้วงอกเพิ่มขึ้นมาอีกนิ้วหนึ่งที่ใต้นิ้วหัวแม่มือ
ไป๋เพ่ยเพ่ยพลิกดูไปมาทุกซอกทุกมุม และถึงกับดึงนิ้วส่วนเกินออกด้วยนิ้วของนาง พลางเอ่ยถาม "มันขยับได้ไหม?"
“ข้าทำเช่นนี้แล้วรู้สึกอะไรไหม?”
“อย่างนี้ล่ะ?”
“แล้วอย่างนี้เล่า?”
...
เซี่ยหมิงหนานรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยรู้สึกว่าตนกำลังถูกผู้เป็นแม่ ‘ล้อเลียนอยู่’
“ท่านแม่! ท่านต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
“ข้าก็บอกไปแล้วนี่ว่าขอตรวจดูหน่อย เจ้าเคยรู้สึกไหมว่ากระดูกนิ้วนี้แยกออกจากนิ้วหัวแม่มือของเจ้าและรู้สึกเหมือนเป็นปมเล็ก ๆ ...” ไป๋เพ่ยเพ่ยสัมผัสอย่างระมัดระวัง
“ตรงนี้คือเนื้อ ไม่รู้ว่าเชื่อมต่อกับเส้นเลือดใหญ่หรือเปล่า ต้องสัมผัสดูให้ละเอียดถี่ถ้วน หากเป็นเส้นเลือดเล็กทั้งหมดก็จะง่ายกว่ามาก สามารถตัดออกได้โดยไม่เป็นอันตราย แต่หากเป็นเส้นเลือดใหญ่ เช่นนั้นก็ไม่อาจขยับไปมาสุ่มสี่สุ่มห้าได้ หากเลือดออกมากก็จะเป็นเรื่องใหญ่ ...”
“สิ่งนี้สามารถตัดออกได้หรือ?!” เซี่ยหมิงหนานตกตะลึง
เขาก้มศีรษะมองดูมือของตัวเอง วาดฝันว่านิ้วที่เกินมานี้จะหายไป เพราะเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะกลายเป็นคนปกติ ไม่ใช่ ‘สัตว์ประหลาด’ อย่างที่คนอื่นเรียกขาน
ตั้งแต่เล็กจนโต เซี่ยหมิงหนานมักจะโดนดูถูกและเลือกปฏิบัติเพราะมีนิ้วมือมากกว่าปกติ
มิฉะนั้น การแต่งงานของเขาคงไม่ยากเย็นถึงเพียงนี้ นอกจากเหอเหลียนแล้ว ก็ไม่มีใครที่เต็มใจจะแต่งงานกับตนอีก ตราบใดที่นางไม่รังเกียจ เขาก็ยินดีที่ภักดีต่อภรรยาไปตลอดชีวิต
“ข้ายังไม่แน่ใจ เดี๋ยวจะลองตรวจด้วยการฝังเข็มดูให้ หากไม่มีปัญหาอะไร ข้าจะช่วยเตรียมสมุนไพรให้เจ้า แล้วเรามาลองดูกัน แต่อย่างที่ข้ากล่าวบอกไปก่อนหน้า การตัดออกคือตักออก แม้จะตัดออกไปได้อย่างราบรื่น แต่จะอย่างไรก็ยังมีแผลเป็นอยู่ที่บริเวณนี้ ทั้งยังไม่แน่ชัดว่าจะส่งผลต่อความคล่องแคล่วยืดหยุ่นของนิ้วอื่นหรือไม่ …”
หลัก ๆ นั่นก็เพราะในสมัยโบราณไม่มีการเอกซเรย์ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ แม้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยจะมั่นอกมั่นใจอยู่พอตัว แต่หญิงสาวก็ยังกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จึงต้องเหลือทางหนีที่ไล่ไว้ให้ตัวเองด้วย
“ไม่เป็นไรท่านแม่ แม้ว่ามันจะใช้งานไม่ได้อีกก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่ตัดมันออกไปเสีย เพื่อให้มือของข้าดูเหมือนคนปกติก็พอ” เซี่ยหมิงหนานตื่นเต้นไม่น้อย เขาเอ่ยต่อ "ข้ามีมือซ้ายเหลืออยู่ มือซ้ายข้างเดียวก็ใช้ทำงานทำการได้ เช่นนั้นแล้วเราจะตัดออกเมื่อไหร่หรือ? วันนี้เลยหรือไม่?"
“วันนี้ไม่ได้ สมุนไพรที่บ้านมีไม่เพียงพอ อย่างน้อยก็ต้องรออีกราว ๆ ครึ่งเดือน”
“เอ่อ... อีกครึ่งเดือนเชียวหรือ!?”
“เจ้ารอมาได้ตั้งนานหลายปี อีกแค่ครึ่งเดือนจะถึงกับรอไม่ได้เลยหรืออย่างไร? ข้าเองก็กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จึงต้องเตรียมตัวให้ดีอีกสักหน่อย หากไม่อยากรอ เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำ ด้วยหากเกิดอะไรขึ้นมา จะมาเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว …” ไป๋เพ่ยเพ่ยพูดพร้อมสะบัดมือออก
เซี่ยหมิงหนานพลันร้อนใจ รีบออกปากอย่างรวดเร็วว่า “ข้ารอได้ขอรับ ท่านแม่โปรดวางใจ ไม่ต้องพูดถึงครึ่งเดือน แม้จะต้องรออีกหนึ่งปีหรือสองปีข้าก็รอได้ ขอเพียงแค่ท่านสามารถทำให้มือของข้าเป็นปกติได้ ข้ายินดีจะทำตามอย่างที่ท่านต้องการ”
"จริงหรือ?"
"จริงขอรับ!"
“เช่นนั้นก็ได้ ก่อนที่จะตัดออก เจ้าก็พันผ้าไว้แบบนี้ให้ดี อย่าได้กล่าวบอกอะไรกับใคร เมื่อจัดการตัดออกเรียบร้อยแล้ว ครั้นมีคนพูดถึงเรื่องมีหกนิ้วหรืออะไรอีก ก็ต้องแจ้งแก่พวกเขาให้ชัดเจนว่าเจ้ามีห้านิ้วมาโดยตลอด ไม่เคยมีหกนิ้ว เจ้าเกิดมาเช่นนี้ เข้าใจไหม?”
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เซี่ยหมิงหนานฝันถึงมาโดยตลอดหรอกหรือ? ชายหนุ่มพยักหน้าซ้ำ ๆ “เข้าใจขอรับ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่มีทางยอมรับแน่นอน ข้าเป็นเหมือนคนอื่น ไม่ใช่สัตว์ประหลาด!”
เมื่อได้รับการยืนยันถึงการมีอยู่ของมือที่มีหกนิ้ว ทำให้หัวใจของไป๋เพ่ยเพ่ยหนักอึ้ง
นอกจากเบาะแสดังกล่าวแล้ว ยังมีเบาะแสอะไรอีกบ้างที่สามารถนำมายืนยันได้อีกบ้างนะ?
ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำจากปากของคนอื่นหรือในความทรงจำของนางเอก ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมปรากฏเป็นฉากหลังในเรื่อง อีกทั้งในตอนนั้นไป๋เพ่ยเพ่ยก็อ่านเพียงผ่าน ๆ นอกจากชื่อของทุกคนและเซี่ยหมิงหนานที่มีหกนิ้วแล้ว นางก็ไม่สามารถหาเบาะแสอื่นที่ใช้ได้อีก
การยืนยันที่ดีที่สุดแน่นอนว่าคือเสนาบดีซงหนาน ด้วยเมื่อได้รับการยืนยันจากเสนาบดีซงหนาน โดยพื้นฐานแล้วย่อมสามารถระบุได้ว่านางกำลังอยู่ในโลกหนังสือจริง ๆ ทว่าปัญหาก็คือเสนาบดีซงหนานอยู่หไกลถึงเมืองหลวง ด้วยศักยภาพของนางในเวลานี้ ไม่มีทางที่จะเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อยืนยันในเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน
ในเมื่อไม่อาจไปยังเมืองหลวงได้ จึงทำได้เพียงยืนยันจากสิ่งอื่น ๆ เท่านั้น ตัวอย่างเช่น มีใครคอยจับตาดูตระกูลเซี่ยหรือไม่
มีเหตุผลสองประการที่ทำให้ไป๋เพ่ยเพ่ยสงสัยว่ามีคนคอยจับตาดูตระกูลเซี่ย
ประการแรก เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่ตรงกับบทในหนังสือ ในหนังสือเขียนไว้ว่านางถูกแม่เลี้ยงใจทรามทำร้าย แต่ไป๋เพ่ยเพ่ยค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าของร่างเดิม ‘ตามใจ’ ลูกสาวคนนี้อย่างยิ่ง นี่จึงเป็นจุดหนึ่งที่น่าสงสัย
ประการที่สอง ฝาแฝดไม่ได้ ‘ร่างกายอ่อนแอ’ มาตั้งแต่เกิด ในหนังสือเล่าว่าเจ้าของร่างเดิมกระทำชั่ว ด้วยเหตุนี้สวรรค์นำผลกรรมมาสู่ลูกชายฝาแฝดของนาง ทำให้พวกเขาป่วยและจากโลกนี้ไปตั้งแต่ยังเยาว์
แต่ความจริงคือพวกเขาทั้งคู่ถูกวางยาพิษ
จากข้อสงสัยทั้งสองนี้เพียงอย่างเดียว ก็พอจะตัดสินได้แล้วว่าต้องมีคนคอยจับตาดูตระกูลเซี่ยอยู่แน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้ว ใครกันที่วางยาพิษฝาแฝด ใครกันแอบยื่นมือเข้ามาล้างสมองของเซี่ยเสี่ยวหย่า?
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ซ้ำยังไม่รู้จักผู้คนหรือเรื่องราวอะไรมากนัก แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ ฮูหยินโจวที่ว่ากันว่ามาจากเมืองใหญ่ผู้นั้นน่าสงสัยอย่างมาก
นางเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้าน แต่กลับปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหย่า ‘ได้รับความโปรดปรานเพียงคนเดียว’ โดยแอบซ่อนเร้นไว้ไม่ให้คนอื่นรู้อีกด้วย
ฮูหยินโจวมาจากเมืองใหญ่และติดสินบนผู้คนในหมู่บ้านหนิงซาน โดยเฉพาะพวกหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่ได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้