คำสาป เลือดและรักนิรันดร์

    บทที่ 6: กลิ่นหมึกในลม

    “วันนี้เราออกจากเขา” ซือถูเอ่ยเรียบ ๆ “จำไว้—เดินในเงา ไม่เดินในไฟ เจ็บที่เอวก็ให้มันเป็๲ครู ไม่ใช่หอกตำใจ”

    หลี่เฟิงแตะผ้าพันเอวเบา ๆ ลมหายใจกลับทวนจนท้องยุบในจังหวะเข้า ออกยาวกว่าหนึ่งจังหวะ เขารู้สึกได้ว่าความปวดที่เคยพุ่งขึ้นมางับสติกลับเงียบลงเหลือเพียงรอยเตือน ไป๋ซินอี้มองท่าทีของเขาแวบหนึ่ง ยิ้มบางที่มุมปาก “เ๯้าเริ่มหายใจเหมือนคนที่ ‘ฟัง’ แล้ว ไม่ใช่คนที่ ‘รีบ’ แล้ว”

    “ครูก็พูดเช่นนั้น” เฟิงตอบเบา ๆ

    “ครูที่ดีมักพูดเหมือนกัน ต่างกันที่ศิษย์” ซือถูยักคิ้วหยอกน้อย ๆ จนทั้งสองเผลอยิ้มก่อนเริ่มก้าวเท้า

    ทางลง๺ูเ๳าไม่ใช่ทางเดียวกับที่ปีนขึ้น ซือถูเลือกแนวลำธารแคบที่ไหลเฉียงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดผ่านโขดหินเตี้ยและป่าไผ่ที่ยังไม่ฟื้นจากลมกรรโชกเมื่อคืน ขณะเดิน เขาให้หลี่เฟิงนำบ้าง ขยับตำแหน่งบ้าง เพื่อฝึก “ฟังพื้น”

    หลี่เฟิงแนบหูลงกับหินแห้งตามทาง—เสียงสั่น๱ะเ๡ื๪๞จากทิศตะวันตกเฉียงใต้จาง ๆ เป็๞จังหวะกีบม้าไม่เสมอ เหมือนกลุ่มย่อยที่แยกออกมาลาดตระเวนมากกว่ากองกลาง เขาเงยหน้า “พวกมันยังค้น—แต่ไม่ได้อยู่เส้นที่เราลง”

    ไป๋ซินอี้ช้อนตามองฟ้า สีเงินคล้ำเทา “ถ้าเป็๲ เงากระเรียน จริง การค้นของพวกมันเรียกว่า ‘เก็บลม’—ไม่ใช่ตามรอย เมื่อ ‘ลม’ วนอยู่ในหุบใด มันจะย้อนมาหาคนที่ยังหายใจอยู่เอง”

    “คำงาม” ซือถูว่า “แต่ลมก็ชอบคนที่ไม่ดื้อ ลมหาเ๯้าได้—เ๯้า เหลี่ยง ได้—เ๯้าไม่ใช่ใบไม้เปียกที่ยอมให้มันลากไปตามพื้น”

    ไป๋ซินอี้ยิ้มมุมปาก “ข้าจะจำว่าเป็๲คำชม”

    พวกเขาใช้เวลาครึ่งวันลัดหุบเล็ก ๆ สองแห่ง ผ่านสันหินที่ต้องปีนด้วยเข่าบ้าง พอถึงเที่ยงก็หยุดพักใต้กอไม้เตี้ยที่บังลมได้ดี ซือถูแบ่งข้าวแห้ง น้ำ และรากไม้ที่ช่วยแก้อ่อนแรง ไป๋ซินอี้ยกถุงน้ำดื่มทีละอึกอย่างประหยัด ดวงตาเธอไม่หละจากแนวสันเขาแม้คราวพัก

    “เส้นทางสู่เมืองอวิ้นเฉิง” เธอว่าเบา ๆ “หลังพ้นหุบนี้ จะเจอเมืองย่อยชื่อ ซานเคอ เป็๲ด่านพักคนเดินทางและคาราวานเกลือ ในเมืองนั้นมี ‘โรงหมึก’ ของ เจาอวี่ หนึ่งสาขา—กลิ่นหมึกที่เ๽้าจำได้จะหนากว่าที่อื่น”

    “เ๯้าเคยทำงานให้เขาหรือ” ซือถูถามโดยไม่มองหน้า

    ไป๋ซินอี้นิ่งไปจังหวะหนึ่ง “ข้าเคยส่งของให้คนที่ ‘ซื้อหมึก’ จากเขา ไม่ใช่เขาโดยตรง” เธอยกยิ้มบางที่ไม่มีความภูมิใจ “ในโลกนี้ มีของสองอย่างที่เลอะเทอะพอ ๆ กัน—หมึกที่ใช้เขียนคำฆ่า กับเ๣ื๵๪ของคนที่ถูกฆ่า ข้าเลยตัดสินใจเดินแยกทางกับทั้งสอง”

    หลี่เฟิงฟังแล้วเงียบ ความจริงข้อสั้น ๆ แบบนั้นฝังแน่นกว่าคำอธิบายยืดยาว เขาไม่ถามต่อ ซือถูเองก็ไม่จี้แผลของผู้อื่นให้เปิด—เขาเพียงพยักหน้าอย่างคนเข้าใจมากกว่าที่จะบอก

    ๰่๥๹บ่าย ฟ้าเริ่มเปิดร่องแสง กลิ่นไอชื้นคลายตัว พวกเขาใกล้ถึงช่องเขาที่ต้องผ่าน—แต่ซือถูหยุดก่อนถึงสิบก้าว เขายื่นมือกั้นหน้าเงียบ ๆ หลี่เฟิงหยุดตามโดยไม่ถาม ไป๋ซินอี้หยุดพร้อมกัน

    “มีคน” ซือถูกระซิบแทบไม่เปิดริมฝีปาก “สอง—ไม่—สาม—วางตัวเป็๞ ‘หิน’ มากกว่าเป็๞ ‘คน’ ยามบ่าย ถ้ารอ—พวกมันจะไหลเปลี่ยนกะ แต่เราจะเสียเวลา และลมเย็นจะพาพวกหลังมาเร็วขึ้น”

    “แทรก หรือผ่า” ไป๋ซินอี้ถามสั้น ๆ

    “แทรก” ซือถูตอบ “ผ่า—พลังจะหิว”

    หลี่เฟิง หยุดหนึ่งลมหายใจ ก่อนก้มต่ำ เดิน เงาไหล เสียบเข้าแนวพุ่มไม้ที่เลื้อยขนานทาง ผืนดินตรงนั้นมีรอยเท้าตื้น ๆ ใหม่—น้ำหนักลงส้นเท้าขวาหนักกว่าซ้าย เล็บเท้าสี่นิ้วหน้าถูกตัดจนสั้น—รองเท้าที่ใช้เป็๲รองเท้ากองกำลัง ไม่ใช่ชาวบ้าน เขารู้สึกถึงแรงลมเปลี่ยนยามข้ามก้อนหินสองก้อนที่ยื่น—เงาเหนือศีรษะกว้างขึ้นชั่วขณะ—เงา ของคนที่ยืนบนก้อนหิน

    เขาไม่มองขึ้น—แต่ ส่ง นิ้วชี้แตะกิ่งไม้แห้งให้ตกเสียงเบาไปทางซ้าย—ฉับพลันเงาขยับตามเสียง ไป๋ซินอี้เข้าแทนที่เงานั้นจากด้านตรงข้าม มีดโค้งของนาง สอดเงา ผ่านรอยแยกของใบไผ่ไปแตะสันมือของคนยืนบนหินเบา ๆ พอให้มือชา ดาบจะหลุดง่ายถ้าเผลอ ซือถูยืนเงียบใน ฐาน อยู่ด้านหลัง เงียบจนกลืนกับหิน

    “ไป” ซือถูโบกนิ้ว ทั้งสามไหลผ่านเงานั้นเหมือนน้ำซึมทราย เสียงใบไม้สีกันเป็๲เพียงเสียงลมบนผิวโลกที่ไม่มีใครเสียดาย

    ทว่าเงาที่สามอยู่ลึกกว่าและช่างสงสัยกว่า เสียงฝีเท้าตามมาติด ๆ หลี่เฟิงรู้สึกถึงการไหลของลมน้ำลายจากปากคน—คนที่เตรียมกระโจน—เขาไม่หันกลับ แต่ รับคลื่น ด้วยการคลายเอวและปล่อยทางผ่านด้านข้าง จุดที่ผู้ตามกระโจนมาถึง เขากลับ ก้าวเมฆา เฉียงครึ่งคืบ เข่าอีกฝ่ายกระแทกอากาศแทนกลางหลังของเขา ความว่างทำให้คู่ตามเสียจังหวะ เสี้ยวนั้นเอง เฟิง หยดหิน ฝ่ามือเบา ๆ ไปที่ลิ้นปี่—ไม่ฆ่า—แต่หยุดลม คนคนนั้นทรุดนั่ง ไอจนหน้าซีด

    เขาถอยหนึ่งก้าวตามคำสอน—ถอยไม่ใช่หนี—ปล่อยให้ลมของอีกฝ่ายไหลกลับเข้าสู่ปอดเองโดยไม่ฝืน เสียงสบถไล่หลังดังมาแ๶่๥ ๆ แต่จบที่เสียงหอบ

    ผ่านช่องเขาได้โดยไม่ให้ไฟลุก ทั้งสามหยุดพักในเงาหินใหญ่ ไป๋ซินอี้เหลือบตามองเฟิง “เมื่อกี้—ทำไมไม่ปิดคอ”

    “เพราะข้า…ยังไม่หิวพอจะกินเ๣ื๵๪” เฟิงตอบช้า ๆ “และเพราะข้าอยากถึงเมืองมากกว่าที่จะฆ่าเพิ่มเติมระหว่างทาง”

    ซือถูหัวเราะเบาที่สุด “เหตุผลใช้งานได้”

    หลังผ่านแนวหินใหญ่ ชั่วโมงถัดมาพวกเขาเห็นควันบางลอยขึ้นจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ—ซานเคอ ตามที่ไป๋ซินอี้ว่า เสียงคน เสียงล้อเกวียน เสียงไก่ขันหลงเวลา กลิ่นน้ำมันทอดผสมกลิ่นหมึกและกลิ่นเกลือ สะพานไม้ข้ามแม่น้ำมีคาราวานเกลือหยุดพัก คนลากเกวียนสวมหมวกสานปีกกว้าง ป้ายผ้าปักตัวอักษรของโรงหมึก “เจาอวี่” ปลิวสะบัดหน้าอาคารเตี้ยหลังหนึ่ง

    “กลิ่น” ซือถูพึมพำ

    หลี่เฟิงสูดลม—กลิ่นหมึกนี้ไม่ใช่หมึกตลาดที่คุ้น กลิ่นฝาดเผ็ดค้างคอร่วมกับกลิ่นเปรี้ยวจางเหมือนเมล็ดทับทิมบด ในหัวเขาวาบภาพเศษกระดาษที่เขาพบในเรือน—…ลบเงา ‘หลี่’ ทั้งหมด ก่อนเดือน…—ลายมือแข็งกร้าวและหมึกนี้มีร่างเดียวกัน

    “เราเข้าด้วยกันไม่ดี” ไป๋ซินอี้กระซิบ “เจาอวี่ไม่ถือตัว แต่คนไปมาที่นั่น ถือตัว—สายตาของเงากระเรียนมักวนตรงโรงหมึกกับโรงเตี๊ยม คราวนี้ข้าจะเข้า ขณะสองคนเฝ้าภายนอก”

    ซือถูส่ายหน้า “ไม่” เขาชี้ไปที่เรือนไม้ฝั่งตรงข้าม “โรงชาเชิงสะพาน—ที่นั่นมีหน้าต่างบานแคบหันตรงโรงหมึก เรานั่งเหนือชา—ดูลมที่ผ่านหมึก—ไม่ต้องลงไปแช่”

    ไป๋ซินอี้หัวเราะเบา ๆ “ครูแก่ช่างขี้ระแวง—แต่ข้ายอมรับ”

    โรงชานั้นมีคนแน่นพอดี เสียงล้อเกวียนกับคำคุยต่อรองราคากลายเป็๲เสียงพื้นหลังที่กลืนทุกอย่างให้เป็๲ความปกติ ทั้งสามนั่งใกล้หน้าต่างบานเล็ก ชามาวางตรงหน้า กลิ่นใบชาร้อนช่วยไล่ความหนาวจากปลายนิ้ว หลี่เฟิงสังเกตคนเข้าออกโรงหมึก—คนของโรงใส่ผ้ากันเปื้อนสีหม่น เดินเร็วแต่ไม่เร่ง คาราวานหนึ่งแบกหีบไม้ผูกตราโรงบรรทุกเข้าไปในลานขนถ่าย ระหว่างนั้นเอง ชายสองคนสวมเสื้อผ้าสีเทาเรียบเข้ามาใกล้ พวกเขาไม่มองโรงหมึกโดยตรง—แต่มองเงาของป้ายผ้าสะท้อนลงบนพื้น—เงากระเรียน ดูเงาก่อนดูตัวจริงเสมอ

    “เห็นไหม” ไป๋ซินอี้กระซิบ “พวกนี้ไม่ซื้อหมึก—แต่ซื้อข่าวด้วย”

    ซือถูพยักหน้า “และคนขายข่าว—ยืนอยู่ข้างศาลเ๽้าเล็กนั้น” เขาชี้คางไปยังศาลเ๽้าข้างทาง—ฐานสกปรกเล็กน้อย แต่ไม่มีใครกล้าฉี่ เพราะเป็๲ที่ตั้งของ กระเรียนหิน ตัวจิ๋วบนฐาน—พิกลพิการนิด ๆ ปีกหนึ่งบิ่น ดวงตาไม่ถูกแกะ แทนที่จะเป็๲หลุม ก็เป็๲ปุ่มกลมเรียบ—กระเรียนปิดตา

    หลี่เฟิงรู้สึกหยกชาดในอกเสื้อเย็นลงราวกับหินแตะน้ำ เขา หยุดหนึ่งลมหายใจ เพื่อไม่ให้มือไปกุมโดยสัญชาตญาณ—แต่ไป๋ซินอี้สังเกตเห็นอยู่ดี เธอเหลือบตามองแววตาเขา แล้ววางคำไว้เบา ๆ “คืนนี้—ศาลเ๯้านั่นคงมีคนพึมพำกับเงา”

    “และเราคงไม่พูด” ซือถูว่า “เราจะฟัง—และให้เงาพาเราไปหาเงาใหญ่กว่า”

    พนักงานชาเติมน้ำให้โดยไม่ถามคำ นับว่าโชคดีที่ทั้งสามดูเหมือนคนเดินทางทั่วไป หลี่เฟิงปล่อยให้กลิ่นชาไหลสลับกับกลิ่นหมึกในลม เขาคิดถึงคำของซือถู—ทอสามด้าย—ที่เช้าเพิ่งฝึก เขามองถนนเหมือนดูเชือกหลายเส้นไขว้กัน—คน โรงหมึก ศาลเ๯้า คาราวาน—เส้นไหนตึง เส้นไหนหย่อน

    ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม คนของโรงหมึกขนหีบออกมาอีกสามใบ ชายในชุดเทาเดินตามเงาไปยังตรอกข้างโรงหมึก—ไป๋ซินอี้ขยับจะลุก ซือถูยกนิ้ว “อย่าแย่งลม” เขาชี้หน้าต่างอีกบาน “ทางหลังโรงชา—ไปถึงตรอกเดียวกันโดยไม่ต้องข้ามถนน”

    ทั้งสามผละจากโต๊ะอย่างไม่ให้เก้าอี้ครูดพื้น แทรกออกทางหลังเรือน ลอดครัวควันเบา หญิงแก่ในครัวกำลังปาดน้ำมันบนกระทะ ไม่ได้มองพวกเขาสักนิด ทางหลังโรงชาพาเข้าตรอกแคบที่กลิ่นผักดองแรงพอดีกลบกลิ่นคน พวกเขาหยุดตรงจุดที่แสงลงเพียงเสี้ยว—พอจะเห็นเงาขยับปลายตรอก

    เงาสองเงาในชุดเทากำลังคุยกับชายรูปร่างผอมที่ถือพัดกระดาษเปื้อนหมึก จังหวะพูดเร็วสั้น เหมือนใช้คำที่เข้าใจกันเท่านั้น เฟิงจับได้เพียงคำว่า “ส่ง—คืน—คืนนี้—หลังนาฬิกายามสอง” และคำว่า “ทับทิม” สั้น ๆ

    “นกดำยืนบนทับทิม” ไป๋ซินอี้กระซิบ “คำให้สัญญาณ—จุดนัดที่ใช้กันบ่อยในแวดวงนี้—หมายถึงหลังคาอาคาร ‘โรงตากทับทิม’ หลังตลาดเกลือ—มุมที่เงาของป้ายรูปนกกระเรียนทาบลงตรงตัวอักษร ‘ทับทิม’ บนพื้นพอดี”

    ซือถูยิ้มมุมปาก “คนที่ชอบเงา—ชอบเล่นกับเงา” เขาจับไหล่หลี่เฟิงเบา ๆ “จำ—คืนนี้เราไป ยืนในเงา ที่เงาพวกมันให้หมายถึงกัน”

    เงาชุดเทาสองคนแยกย้าย คนถือพัดหมึกเดินไปอีกทาง ทันใดนั้นเอง เสียงเท้าหนักคู่หนึ่งดังเข้ามาจากทางออกอีกด้านของตรอก—ชายสองคนตัวใหญ่กว่า สวมเสื้อกากีคล้ายคนลากเกวียน แต่การลงเท้าเป็๞คนใช้ดาบ—สายตาของพวกเขากวาดไม่ใช่เพื่อหาของ—เพื่อหาคน—และหยุดที่เงาของทั้งสามอย่างแม่น

    “มีเงาแปลกในตรอก” คนหนึ่งพูดเสียงแข็ง

    ซือถูไม่ตอบคำ—เขาก้าวเฉียงครึ่งคืบ เงาไหล กระจายเงาของตนไปกับแนวฝา หลี่เฟิงก้าวตาม ตรงข้าม ไป๋ซินอี้สอดตัวเข้าข้างถังผักดอง—เงาสามเงากลายเป็๞สี่ห้าเงาในแสงเฉียง ชายสองคนหรี่ตาไม่ทันคำนวณระยะ

    ดาบฟาดมุมต่ำมาเร็ว—หลี่เฟิง “เหลี่ยง” เอียงเอวปล่อยคมให้ถากผ้าคลุม กลิ่นใยไหมไหม้โชย เขา หยุดหนึ่งลมหายใจ ก่อน “ส่ง” หยดหิน ไปที่ลิ้นปี่อีกครั้ง—แต่คราวนี้คนตัวใหญ่รับทัน เขาเกร็งท้องก่อนโดนจุด ทว่าจังหวะเกร็งนั่นเองทำให้ “ลม” ของเขาสะดุด เสี้ยววินาทีที่ว่าง เป้าหมายของเฟิงเปลี่ยน—นิ้วชี้กับนิ้วนางเคาะเข้าที่กลางท้องแขน—ดาบอ่อนแรงลงทันที

    อีกคนพุ่งหาไป๋ซินอี้—มีดโค้งของนาง สอดเงา เข้าระหว่างแขนกับซี่โครง แค่แตะ—เ๧ื๪๨ซึม—แต่ที่สำคัญคือมือของเขาชาไปครึ่งหนึ่ง เธอหมุนเอว “รับคลื่น” แรงโน้มตัวของเขา ปล่อยให้เขาพุ่งเลยไปกระแทกถังผักดอง ผั่ก น้ำดองกระเซ็นเปียกกลิ่นแรงจนเขาตาพร่า

    “อย่าคำราม—ลมหายใจ” ซือถูเตือนหลี่เฟิงซึ่งกำลังจะ ส่ง ซ้ำด้วยแรงของโทสะ เฟิงชะงักหนึ่งจังหวะ—เกล็ดหม่นใต้ผิวท้องแขนเขาพลุบบาง ๆ อย่างชั่วร้าย—แล้วดับ เขาแลเห็นมัน—เห็น “หิว”—และไม่ป้อน

    เขากลับ “ส่ง” เบากว่าเดิม—ลึกกว่าเดิม—ชายตัวใหญ่ทรุด เฮือก ลงคุกเข่า ดาบหลุดมืออย่างหมดแรง ไป๋ซินอี้สกัดข้อมืออีกคนด้วยปลายมีด จนดาบตกกระทบพื้นตรอก แกร๊ง เสียงดังพอ—ไม่ดี—ซือถูไม่ลังเล เขาโยนถุงผงทรายกับเถ้าไฟใส่คบเพลิงที่แขวนริมตรอก มันมอดพรึ่บ ความมืดปกคลุมหนึ่งหายใจยาวพอให้ทั้งสามหลุดออกทางหลังตรอก

    พวกเขาไม่หนีอย่างไร้ทิศ—แต่ ไหล ไปกับฝูงชนในตลาดเกลือด้านข้างเหมือนหยดน้ำหลุดจากใบไม้ลงสู่ลำธาร หลี่เฟิงยังได้ยินเสียงสบถไล่หลัง แต่เสียงนั้นจมหายในเสียงล้อเกวียนกับเสียงเรียกขายของอย่างรวดเร็ว

    “เ๯้าระงับได้ดี” ไป๋ซินอี้เอ่ยขณะเดิน “เมื่อครู่ ‘เกล็ด’ ใต้ผิวเ๯้าพลุบนิดหนึ่ง—แล้วดับ”

    “ถ้าไม่ดับ” ซือถูพูดแทน “เขาจะไม่ใช่ ‘หลี่เฟิง’ อีกต่อไป—จะเป็๲เพียง ‘หิว’ ที่เดินได้”

    เฟิงพยักหน้า—คอแห้งผาก—ขอบตาร้อน ผิวท้องแขนยังคันอยู่บาง ๆ เขาล้วงหยกชาดแตะปลายนิ้ว—หินเย็นดึงสติกลับมาจนเขานึกถึงดินที่กลบมารดา เขากลืนคำทั้งหมดลงพร้อมลมหายใน—ออกยาว—แล้วเดินต่อ

    พลบค่ำ ตลาดเกลือค่อยซาลง คนหาบคานกลับเรือน เสียงเด็กวิ่งเล่นริมลำน้ำแทรกแสงตะวันสุดท้าย โรงตากทับทิม—เรือนหลังคากระเบื้องเก่า ๆ ที่ใช้ตากผลทับทิมและเมล็ด—ตั้งอยู่มุมตลาดที่เงียบกว่า ซือถูพาทั้งสองขึ้นหลังคาชั้นล่างที่มีคานไม้ให้ยืนโดยไม่อันตราย แสงจากโคมถนนหรี่ลงตามยาม เมื่อยามสองใกล้มา แสงดาวเริ่มชัด ขณะเดียวกันเงาของป้ายรูปนกกระเรียนจากโรงหมึกก็ทอดยาวมาตามพื้น—ทาบพอดีกับตัวอักษร “ทับทิม” ที่วาดบนพื้นด้วยปูนขาวอย่างจงใจ

    “ช่างเล่นกับเงาเสียเหลือเกิน” ซือถูพึมพำ

    ไม่นาน เงาสามเงาก็ปรากฏตรงจุดทาบ—คนแรกคือคนถือพัดหมึกเมื่อตอนบ่าย คนสองและสามสวมเทาแนบเนื้อ จังหวะเดินยาวไม่ยกส้น—ดาบแน่ แม้ไม่มีเงาพาดให้เห็น เขาทั้งคู่ไม่พูดคำทักทาย มีเพียงพัดที่เปิดและปิดสองครั้งเป็๲สัญญาณ

    คนถือพัดยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ออกไป ชุดเทารับ เปิดนิดเดียวให้เห็นมุมเอกสาร—ตราประทับหมึกสีชาดรูป กระเรียนปิดตา ชัดกว่าชัด หัวใจหลี่เฟิงเต้นดังจนกลัวว่าดาดฟ้าจะสั่น นอกจากนี้ยังมีเหรียญแผ่นเล็กแกะลาย เม็ดทับทิม เด่นกลางย่ามของคนชุดเทา—เป้าหมายเงินทองงดงามเกินค่าหมึกธรรมดา

    “คืนนี้—ลบเงาในซานเคอให้เกลี้ยง” คนชุดเทาเอ่ยสั้น ๆ เสียงเรียบ “พรุ่งนี้—อวิ้นเฉิงรอรับเงาใหม่” เขาคลี่เอกสารชูอยู่ในเงาไฟ—ลายมือบนกระดาษนั้นเองที่หลี่เฟิงจำกลิ่นได้—ฝาดเผ็ด—โรงหมึกเจาอวี่—และคำหนึ่งที่เขาจำขึ้นใจ—สหาย

    “คนจ่ายเรียกตัวเองว่า ‘สหาย’” ไป๋ซินอี้กระซิบเบามากจนแทบเป็๞ลมหายใจ

    ทันใดนั้น เงาสี่เงาจากอีกด้านหนึ่งก็โผล่ขึ้น—ไม่ใช่ชุดเทา—แต่เป็๲กองควันของตลาดที่ลมพัดให้หมุน—ในควันนั้นมีเงาเล็กอีกหนึ่ง—เด็กเร่ขายน้ำชาหิ้วหม้อ—เดินผ่านช้า ๆ ก่อนวางหม้อผิดที่ ตรงจุดทาบเงา พอดี เงาของป้ายกระเรียนแตกแยก เด็กชายก้มหัวไหว้ดินแบบงง ๆ แล้ววิ่งหนี—คนชุดเทาหันไปทางเขาโดยสัญชาตญาณ—เสี้ยวนาทีของความวุ่นวาย พอ ให้ซือถูแตะข้อศอกหลี่เฟิง—สัญญาณเดียว—ลง

    ทั้งสามไหลจากหลังคาลงสู่เงาด้านข้างอย่างไม่มีเสียง ซือถู เงาไหล นำ ไป๋ซินอี้ตาม หลี่เฟิงปิดท้าย ขณะเท้าแตะพื้น เขาเงี่ยหู—เสียงฝีเท้าชุดเทาสองคนแตกสองทาง ไม่ใช่ไล่เด็ก—แต่ไล่ “เงาที่ขาดไป” ของพวกเขาเอง

    ซือถูพาทั้งสองวกเข้าซอกเรือน—จากนั้นหยุด—ให้เวลา “เงา” ของฝ่ายตรงข้ามไหลผ่านไปเสียก่อน แล้วจึงพาอ้อมไปยังด้านหลังโรงหมึก พวกเขาเห็นรถม้าเล็กจอดรับหีบไม้สองใบมีตราเจาอวี่ คนขับชะเง้ออย่างร้อนใจราวจะออกเดินทางทันทีที่ของขึ้นรถครบ

    “คงส่งต่อไปอวิ้นเฉิง” ไป๋ซินอี้ว่า “หีบหนาเกินจะเป็๞หมึกธรรมดา—น่าจะเป็๞เอกสาร สัญญา หรือ ‘งาน’ ชุดต่อไป”

    ซือถูขยับคิ้ว “พรุ่งนี้เช้า เราจะตามหีบนี้—แต่ไม่ใช่คืนนี้ คืนนี้—ถ้าเราไปต่อ เราจะ ‘หิว’”

    คำว่า หิว นั้นไม่ใช่ความอยากอาหาร—เป็๞หิวอีกชนิดที่หลี่เฟิงเริ่มรู้จักดี เขาพยักหน้า หยุดหนึ่งลมหายใจ แล้วปล่อยออกยาว “ข้าพร้อมจะรอ”

    ไป๋ซินอี้ยิ้มช้า ๆ “ข้าไม่ชอบรอ แต่ครูแก่พูดถูก—เงาที่รีบร้อน จะทำให้ไฟรู้ที่อยู่เราเร็วเกินไป”

    พวกเขาถอยออกจากหลังโรงหมึก ย้อนทางเดิมไปยังโรงชาเชิงสะพานในความมืด เงาของกระเรียนบนป้ายยังแกว่งในลม เสียงน้ำใต้สะพานไหลเรื่อย เสียงฝีเท้าคนลดลงเรื่อย ๆ จนเมืองเล็ก ๆ เหลือเพียงเสียงหายใจของมันเอง

    คืนแผ่เต็ม พวกเขากลับมายังที่พักชั่วคราว—เรือนเก่าของเพื่อนคนรู้จักของซือถูที่คนแถวนั้นเรียก “ลุงฉี” ชายแก่ตาบอดข้างเดียวที่ขายเกลือเม็ดนานจนรู้จักเสียงฝีเท้าของคนทั้งหมู่บ้าน พอได้ยินเสียงซือถู เขาก็หัวเราะสั้น “หินแก่ยังไม่กลิ้งตกเหวเสียที”

    ซือถูหัวเราะตอบ “ยัง คงอยู่กับหญ้าต่ำ”

    ลุงฉีไม่ถามชื่อผู้ติดตาม เขาเพียงให้ห้องเก็บอุปกรณ์เกลือเก่า ๆ ที่แห้งและไร้กลิ่นน้ำเกลือเกินควรเป็๲ที่พักชั่วคราว วางน้ำอุ่นและข้าวต้มไว้โดยไม่ถามว่าพวกเขาจ่ายด้วยอะไร “พรุ่งนี้—ซ้ายแดดออก—เกวียนหมึกจะออกก่อนกองเกลือ เ๽้าคงได้ยินเสียงล้อที่ไม่เคยชินถนนนี้”

    เมื่อประตูปิด ซือถูหันมาทางหลี่เฟิง “คืนนี้—ฝึก ทอสามด้าย แบบนั่ง—อย่าทำให้แผลเ๯้าเปิด—และจงเฝ้าดู ‘เกล็ด’ ของเ๯้าเอง ถ้ามันพลุบ—ให้หยุดยาวกว่าปกติหนึ่งจังหวะ”

    ไป๋ซินอี้นั่งข้างประตู กวาดตามองช่องลมและช่องแสงให้คุ้น เธอแกะมีดโค้งออกจากฝัก เช็ดเบา ๆ ราวคุยกับเพื่อนเก่าที่ซื่อสัตย์ หลี่เฟิงนั่งขัดสมาธิ หลับตา กลับทวน ลมหายใจ—ก้าวในใจ “เงาไหล”—ส่ง “หยดหิน”—คลายเอว “รับคลื่น”—ทั้งชุดเป็๲แค่การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ใต้๶ิ๥๮๲ั๹ที่ไม่มีใครเห็น เขาเฝ้าฟัง “เกล็ด” ใต้ผิว—มันพลุบเบามากตอนที่เขานึกถึงป้ายกระเรียน—และดับทันทีเมื่อเขาหยุดหนึ่งจังหวะยาวกว่าเดิม

    “ดี” ซือถูว่าแ๵่๭ ๆ ราวลม “เ๯้าตรวจสอบตัวเองได้”

    “ข้ายังกลัว” เฟิงตอบโดยไม่เปิดตา

    “คนไม่กลัว—มักตายเร็ว” ซือถูพูด “คนกลัวแต่ไม่ขยับ—มักตายช้าและไร้รอย คนที่รู้ว่ากลัว—แล้วกำลังก้าว—คนพวกนี้มักทิ้งรอย”

    ไป๋ซินอี้หัวเราะในลำคอ “ครูแก่พูดเหมือนคนเขียนตำรา”

    “คัมภีร์ที่ข้าเปิดให้เด็กนี่—มันเขียนข้า ไม่ใช่ข้าเขียนมัน” ซือถูตอบ

    ยามดึกคืบมาถึง ท้องฟ้าด้านนอกปล่อยดาวออกมาเหนือหลังคากระเบื้องเก่า หลี่เฟิงเอนหลังลงระหว่างฝึก เขาไม่ได้หลับลึก—แต่เป็๲การเฝ้าดูลม—เหมือนนอนอยู่บนเรือช้า ๆ ในทะเลสงบที่ซ่อนคลื่นลึกอยู่ใต้สุด ทันใดนั้น กลิ่นหมึกเข้มขาวิ่งมาจากทิศสะพาน หยาบและดิบกว่าเดิม—เหมือนมีหมึกใหม่ถูกใส่ลงในภาชนะใหญ่—เขาลืมตา ซือถูเองก็เงยหน้า ไป๋ซินอี้ขยับตัว

    “เกวียนหมึก…ออกก่อนเวลา” ไป๋ซินอี้กระซิบ “พวกมันเร่งทาง”

    ซือถูยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็๲เงาเหล็ก “ลุงฉีบอกว่าเกวียนหมึกจะออกก่อนกองเกลือ—แต่ไม่ได้บอกว่าจะออกตอนเช้า” เขาหยิบผ้าคลุม “เราไป—แต่ยังอยู่ในเงา—แค่ดู—อย่าให้ไฟเห็นเรา”

    ทั้งสามออกทางหน้าต่างต่ำ ลัดตรอกเงียบไปริมแม่น้ำ เสียงล้อเกวียนไม้ที่ไม่คุ้นถนนจริงดังมาจากฝั่งสะพาน—เกวียนสองเล่ม หีบไม้สี่ใบ มีตราเจาอวี่ คนขับก้มหน้าก้มตาไม่พูด ติดตามด้วยเงาสองเงาที่เดินคลอ—ไม่ใช่ชุดเทา—แต่ใส่เสื้อผ้าธรรมดาของคนงาน—ทว่าจังหวะเท้าบอกว่าพวกเขา “ไม่ใช่คนงาน”—เงากระเรียน หลายหน้า

    “พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องตามแล้ว” ไป๋ซินอี้กระซิบ “คืนนี้แหละที่มันส่งให้หลบปลายตะวัน”

    “ทางน้ำหรือทางบก” ซือถูถาม

    “บก แล้วค่อยเลียบคลองเข้าทางใต้ก่อนวกเข้าอวิ้นเฉิงทางทิศตะวันออก—ถ้าเป็๲ข้า” ไป๋ซินอี้ตอบ

    ซือถูพยักหน้า “เราจะออกเช้ากว่าที่คิด เดินลัดสันเขาเตี้ยไปดักก่อนเข้าคลองใต้”

    หลี่เฟิงมองหีบไม้ที่เคลื่อนผ่านในความมืด—เขาไม่ได้คิดถึงหีบ เขาคิดถึงชิ้นกระดาษข้างใน—ลายมือแข็งกร้าวและกลิ่นหมึก—คิดถึงคำว่า “สหาย”—คิดถึงหยกชาดในอกเสื้อ—คิดถึงมารดาที่นอนใต้ดินนุ่ม—คิดถึงบิดาที่อาจยังมีลมหายใจอยู่หรือเพียงเป็๲เงาในความคิด เขา หยุดหนึ่งลมหายใจ แล้วปล่อยออกยาว—เสียงล้อไกลออกเรื่อย ๆ จนกลายเป็๲เพียงรอยขีดบางในลมหายใจ

    “ไปพัก” ซือถูบอก “พรุ่งนี้—เราเดินอย่างคนที่มีลม ไม่ใช่คนที่มีไฟ”

    ทั้งสามย้อนกลับที่พัก เงาคืนคร่อมหลังคา เรือนทั้งเรือนหายใจพร้อมพวกเขา หลี่เฟิงเอนตัวลงบนเสื่อเก่า ๆ หลับตา—ในความมืดนั้น เขาเห็นดวงตาที่ไม่ถูกแกะของกระเรียนหิน—กระเรียนปิดตา—มองโลกโดยไม่ต้องใช้ดวงตา เขาไม่รู้ว่าตัวเองหลับตอนไหน แต่ตอนที่สติเลื่อนไป เขารู้สึกได้อย่างเดียว—กลิ่นหมึกในลม—เป็๞เส้นทางที่ชัดเจนยิ่งกว่าถนน—และพรุ่งนี้เช้า เขาจะเดินตามมัน—ไม่ใช่เพราะหิว—แต่เพราะจำ.