Ep 09 : เดินทางเข้าสู่ตัวเมือง
ผมเดินกลับมายังจุดที่มนุษย์ถูกฆ่าด้วยหมาป่าวายุ ก่อนจะทดลองกับซากโครงกระดูกหนึ่งตัวก่อน
[ข้า จอมมารแห่งชีวิต ขอมอบ [ชีวิต] ให้แก่เ้า จงมาเป็ข้ารับใช้อันซื่อสัตย์แก่ข้า]
[จงตื่นขึ้น ซากศพอันไร้ความเน่าเปื่อยและเสื่อมสลาย สเกเลตัน]
ผมเอ่ยพูด พลันแสงสีรุ้งก็ออกมาจากฝ่ามือของผมและไปปกคลุมซากโครงกระดูก พลันมันสั่นๆ โครงกระดูกแต่ละข้อค่อยๆ ขยับเข้ามาติดกัน มันลุกขึ้นมาพร้อมกับมองหน้าของผม
กั่ก กั่ก กั่ก!
เสียงของฟันกระทบกัน ก่อนที่จะโค้งหัวลงเล็กน้อยทำความเคารพผม ผมตรวจสอบมันด้วยเนตรัชั่วครู่
เผ่า : สเกเลตัน ระดับ E
เลเวล : 15
พละกำลัง D พลังกาย E- พลังเวท F+ ความชำนาญ D ความว่องไว D- ความฉลาด D โชค E ความสามารถพิเศษ E
ทักษะ : การใช้มีด โจมตีด้วยมีด
สกิล : มีด IV ไนฟ์สแลช III ขว้างมีด II
เมื่อผมดูแล้ว ก็นับว่าเป็สเกเลตันที่อ่อนแออย่างมาก ไม่สิมันคงได้รับค่าสถานะมาทั้งหมดจากตอนยังเป็มนุษย์อยู่
(อ่อนแอเกินไปหรือเปล่าเนี่ย...)
ผมมองสเกเลตันดูความรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เพราะค่าสถานะระดับนี้เทียบเท่ากับการเป็นักผจญภัยระดับ F ไม่ก็ E เลย
ในตอนที่ยังเป็เกมนั้น ค่าสถานะมันน่าจะเลื่อนง่ายอยู่ไม่น้อย และไปจะยากตรง C ขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็แทบไม่เห็นค่าสถานะต่ำเรี่ยดินแบบนี้มาก่อน
(หรือเพราะว่า ่เวลาที่เราตายไปมันจะต่างกันอย่างมาก)
ความคิดนี้แล่นแว่บเข้ามาในหัว เพราะเมื่อก่อนนั้น การเพิ่มระดับความแข็งแกร่งไม่ได้ยากเย็นอะไร ทว่าพอเห็นเลเวลที่มันไม่สมควรจะเป็แล้ว ก็ทำให้ผมรู้สึกเคลือบแคลงใจไม่น้อย
เพราะการตายของตัวเอง และโลกนี้กลายเป็โลกจริงๆ มันทำให้กลับตาลปัตรก็เป็ได้
เพราะถ้าตายแล้ว จึงเป็การตายจริงๆ ทำให้มนุษย์หวาดกลัวที่จะออกไปต่อสู้กับพวกอสูรและดันเจี้ยน ก็อาจจะเป็ไปได้
มันคงถึงเวลาที่ผมต้องเดินทางไปยังเมืองแล้วล่ะมั้ง เพื่อสืบข่าวและหาข้อมูลใน่เวลาที่ทิ้งห่างนี้ไป และอีกเป้าหมายหนึ่งก็คือ เก็บข้อมูลวิธีการสร้างเมือง เริ่มจากหมู่บ้าน การวางพื้นที่ การจัดสรรทรัพยากร จัดการรากฐานของเมือง อนามัย และความสะดวกสบายอย่างอื่นๆ เช่นการประปา หรือขนส่ง โทรคมนาคม ต้องสร้างทางเดินเข้าถึงตัวเมืองและอีกหลายๆ อย่างที่ต้องทำ
แค่คิดก็รู้สึกสนุกขึ้นมาไม่น้อยแล้ว ผมเก็บอาการดีใจนี้ลง
และหาข้อมูลเกี่ยวกับอดีตพวกของผมที่เป็ [ภาคีแห่งอัศวิน] ด้วย ผมต้องรู้เกี่ยวกับพวกเขา ว่าจะเป็อันตรายต่อผมในอนาคตหรือไม่
ผมใช้ชีวิตกับพวกมันอีก 5 คน ซึ่งค่าสถานะก็ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไร มีแค่ตัวหัวหน้าที่ค่าสถานะอยู่ใน ระดับ D C บางค่า
ผมยัดสเกเลตันทั้งหมดใส่ไอเทมบ๊อกซ์ ซึ่งในเชิงกายภาพแล้วมันคือวัตถุดิบ ทำให้ผมสามารถยัดมันเข้าไปได้ ถ้าเป็สิ่งมีชีวิตธรรมดาผมไม่สามารถใส่ในไอเทมบ๊อกซ์ได้
พอคิดได้ดังนั้นผมก็เรียกปีกจอมมารออกมา พร้อมกับทะยานบินสู่บนท้องฟ้าออกไปทันที
ผมร่อนตัวลงในป่าใกล้ๆ กับตัวเมืองหนึ่ง ในความทรงจำของผม มันเป็เมืองที่ไม่ได้ใหญ่อะไรมากนัก ซึ่งเรียกเมืองนี้ว่า เมืองลาวี
เมืองนี้ก็คล้ายๆ กับเมืองอื่น แต่สิ่งที่ทำให้เมืองนี้เป็ที่นิยมก็คือ นมที่ผลิตจาก วัวสามเขา ซึ่งมันมีความอร่อยเป็อย่างมาก ยิ่งนำมาชงร้อน ดื่มกับขนมปังนุ่มแล้ว มันลงตัวกันอย่างบอกไม่ถูก
ผมแปลงกายอยู่ในรูปลักษณ์คนธรรมดาและเดินออกจากป่าใช้เวลาไม่นาน เพราะว่า ป่าแห่งนี้ไม่ได้มีอสูรแข็งแกร่งอะไรมากนัก ผมแผ่รังสีฆ่าฟันออกไป ทำให้พวกมันไม่กล้าเข้ามาใกล้ผม
ระยะทางจากป่าไปเมืองก็ไม่ไกลเท่าไร ประมาณ 5 กิโลเมตรกว่าๆ ผมจึงเดินไปอย่างไม่เร่งรีบอะไร
ส่วนเ้าเพียวสไลม์ก็มองไปรอบๆ ราวกับสนใจไม่น้อย คงเพราะไม่เคยออกมาจาก พรไพรแห่งจูดัลและใช้ชีวิตต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ จึงรู้สึกตื่นเต้นไม่น่าแปลกใจ ผมเห็นรถม้าที่มีคนขับผ่านอยู่ประปราย
คงเพราะว่า ในตอนที่ยังเป็เกมอยู่นั้น ทางทีมงาน้าให้ความสมจริงและคงวัฒนธรรมคลาสสิค ทำให้การเดินทางไปยังที่ต่างๆ ใช้รถม้าลากหรืออสูรลาก ถือว่าคงความกลิ่นอายในยุค่ทศวรรษที่ 13-18 ได้ไม่น้อย
แต่ก็มีการเดินทางที่ใช้ในท้องฟ้าเช่นกัน สำหรับพวกนักผจญภัยที่มีเงินเยอะ ก็สามารถใช้บริการได้เช่นกัน ส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ในพวกขุนนางและข้าราชบริพารในวัง
หรือจะไปจับอสูรที่บินได้มาเลี้ยงและฝึกให้เชื่อง เพื่อใช้งานก็ได้
แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากในการดูแล ผู้คนก็สามารถไปหาสกิล [บิน] หรือ [เหาะเหินอากาศ] ก็เป็ได้ แต่นั้นเป็การบอกนัยๆ ว่า ไปบุกกับดันเจี้ยนระดับสูงล่ะนะ
ผมจ้องมองดราโกนอยที่สวนทางกัน มันมองมาทางผม พลันดวงตามันก็ขยายเบิกกว้างขึ้น ราวกับรับรู้ได้ว่าผมคือใคร ตัวของมันสั่นเล็กน้อยและหยุดเดิน ทำให้เ้าของ ต้องลงมาดูว่ามันเป็อะไรไป
ผมรีบเดินหนีออกมาจากตรงนั้นทันที สงงสัยมันอาจจะรับรู้ได้ว่าผมมีเนตรั หรือไม่ก็รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของผมก็เป็ได้
ก็เข้าใจล่ะนะว่าัทุกตัวมีประสาทััอันดีเยี่ยม ไม่ใช่ในเชิงการดมกลิ่น หรือมองได้ใกล้เหมือนพวกครึ่งสัตว์ แต่เป็รับรู้ในสัญชาตญาณที่เป็ภัยแก่ตัวเองล่ะมั้ง
ผมเลิกใส่ใจ และก็เดินไปยังกำแพงเมือง กำแพงที่ทำมาจาก คอนกรีตลงด้วยเวทมนต์ป้องกันภัยจากอสูรด้านนอก มันสูงถึง 5 เมตร ซึ่งดูเป็กำแพงอันแข็งแกร่งไม่น้อย
แต่ของผมมันก็เป็ได้แค่กำแพงดาษๆ ที่เห็นได้อยู่ตามทั่วไป ยังดีที่ว่าเมืองแห่งนี้ไม่ได้ตรวจคนเข้าเมือง หรือระบบการรักษาความปลอดภัยต่ำ หรือเพราะมั่นใจในเื่ของกำแพงอันแข็งแกร่งก็ไม่อาจทราบได้
ผมจึงเดินเข้ามาอย่างปลอดภัยไร้กังวล
สิ่งที่ผมเห็นก็คงจะเรียกได้ว่าไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตอนที่เป็เกมมากเท่าไร กลิ่นอายของบรรยากาศที่อบอุ่นและครึกครืนของเหล่าพ่อค้าและแม่ค้าต่าง พูดเรียกลูกค้ากันอย่างเอาเป็เอาตาย ตัวอาคารที่สูงไม่เกินสามชั้น และมีแผงลอยที่ทอดยาวคล้ายกับงานเทศกาล ซึ่งเป็แบบนี้อยู่ประจำทุกวัน
ส่วนสินค้าอาหารที่นี่ก็มีหลากหลายอย่าง เป็เมืองที่นิยมการกินเป็อย่างมาก ส่วนเื่ของร้านตีเหล็ก ช่าง ก็มีอยู่บ้าง แต่คุณภาพของสินค้าก็ไม่ได้เทียบเท่าเมืองใหญ่หรือเมืองหลวงมากนัก และยังมีร้านขายเสื้อต่างๆ ตามความนิยมของผู้หญิงอีกด้วย
รู้สึกว่าเพียวสไลม์ตื่นเต้นมากจนถึงขั้นะโดึ๋งๆ อยู่บนไหล่ของผม ก็รู้สึกน่ารักและสร้างความตลกขบขันให้แก่ผมไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว
ซึ่งผู้คนที่มองผมผ่านๆ ก็มีบ้างมองด้วยความสนใจ บ้างก็มองเหยียดๆ บ้างก็มองอย่างสงสัย สลับปะปนกันไป
ที่พวกเขาสงสัยและสนใจอาจจะเป็เพราะบนไหล่ของผมมีเ้าเพียวสไลม์กำลังเกาะอยู่ ซึ่งคงคิดว่าเป็สัตว์เลี้ยงที่สามารถฝึกให้เชื่องกันได้ด้วยหรอ
ส่วนมองเหยียดก็เพราะเป็สไลม์เช่นกัน คนอย่างผมที่ไปเลี้ยงสไลม์ ทั้งที่เลือกเลี้ยงอย่างหมาป่าเงา หรือโคบอลต์ก็ได้
หรืออาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่กล่าวมา เพราะเพียวสไลม์เป็อสูร ซึ่งมันเป็สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบและรังเกียจ เพราะอสูรนำพาความโชคร้ายมาให้แก่พวกเขา คอยฆ่าพวกเขาเ่าั้
จนเรียกได้ว่า [อสูร] เป็สิ่ง [อัปมงคล] ก็ไม่ผิดนัก
ช่างเถอะ... ผมไม่ได้แคร์สายตาของคนเ่าั้ ก่อนจะออกเดินไปยังแผงขายของต่างๆ และซื้ออาหารเสียบไม้หน้าตาดูน่ากิน
คงเพราะผมไม่มีความหิวเหมือนมนุษย์จึงทำให้ไม่จำเป็ต้องกิน แต่ถึงอย่างนั้น ได้รับรสชาติของความอร่อยก็ถือว่าเป็สีสันของชีวิตในอย่างหนึ่ง
ผมกัดเนื้อเสียบไม้เล็กน้อย ความหวานนุ่มของเนื้อละลายในปาก มันเข้ากันได้ดีกับซอสที่มีความเปรี้ยวเล็กน้อยจนลงตัว
ดูเ้าเพียวสไลม์อยากกินด้วย มันเอาตัวของมันมาคลอเคลียกับผม ผมจึงหยิบเนื้อเสียบไม้และยื่นไปทางเพียวสไลม์เล็กน้อย เมื่อเนื้อแตะตัวก็ค่อยๆ เริ่มละลายลง ไม่รู้ว่าสไลม์จะรับรสััเหมือนผมได้ไหม แต่จากที่แสดงออกมาที่กำลังกินอย่างรวดเร็วนั้น บอกได้ว่าคงจะอร่อยไม่น้อย ไม่ช้าเนื้อเสียบไม้ที่ผมยื่นให้ก็หมดลง
ผมลูบหัวของเพียวสไลม์ด้วยความเอ็นดู เริ่มรู้สึกได้ถึงความผูกพันธ์เกิดขึ้นมา
ไม่แน่ว่าผมอาจจะทำการให้สไลม์ตัวนี้เป็อสูรแห่งพันธโบราณของผม แต่ก่อนหน้านั้นคงจะต้องทำการสร้างอสูร เปลี่ยนตัวเพียวสไลม์กลายเป็จิตแห่งอสูร ทำให้ตัวของมันแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ด้วยวิธีนี้ก็ทำให้ผมสสามารถสร้างอสูรตัวแรกออกมาได้
คงต้องลองถามเพียวสไลม์ดูว่าอยากจะมาเป็อสูรแห่งพันธโบราณของผมหรือเปล่า
ผมคิดเอาไว้แค่นั้น ก่อนจะออกเดินไปยังถนนที่ทอดยาวไร้สิ้นสุด...