‘รวินท์นิภา’ หรือเวลานี้เธอคือ ‘เจียงเยว่เวย’ เอาแต่นั่งอยู่บนเตียงนอนแล้วมองไปรอบห้องที่ตกแต่งด้วยของโบราณเต็มไปหมด เธอนั่งถอนหายใจอยู่หลายรอบ
“ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าฉันยังเป็แค่พนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ที่พอกลับมาถึงบ้านก็ถูกเมียหลวงกับลูกสาวของพ่อมายืนด่าฉันกับแม่อยู่หน้าบ้านให้อับอายคนอยู่หรอกเหรอ แล้วอยู่ดีๆ ฉันทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วก็เื่เมียน้อยลูกเมียน้อยอะไรนั่นอีก เราสองคนแม่ลูกเข้าใจว่าที่พ่อไม่ค่อยได้มาหาเพราะพ่อมีงานยุ่งที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศอยู่ตลอด แต่แท้จริงแล้วนอกจากบ้านใหญ่ พ่อยังมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่อีกตั้งหลายหลัง ส่วนฉันกับแม่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเราเป็บ้านเล็กลำดับที่สี่ของพ่อ แต่ก็อย่างว่า...จะมีผู้หญิงคนไหนที่ยอมรับได้กับการที่สามีของตัวเองไปมีเมียน้อยกันล่ะ” เจียงเยว่เวยถอนหายใจเป็ครั้งที่ร้อย
“เฮ้อ...แต่ที่น่ากลุ้มใจคือฉันที่เป็คนทะลุมิติมากลับได้มาอยู่ในร่างของฮูหยินใหญ่เ้าอารมณ์ แถมสามียังมีเมียรองอยู่แล้วคนหนึ่ง และยังมีอนุภรรยาอยู่อีกตั้งสองคน ไม่นับลูกของตัวเองกับลูกที่เกิดจากภรรยาพวกนั้นอยู่อีกห้าคน แล้วแต่ละคนก็ดูจะไม่ชอบเ้าของร่างเดิมเอามากๆ ก็นะ...ใครมันจะไปชอบคนเ้าอารมณ์ที่มีอะไรก็เอาแต่ด่าเอาแต่รังแกคนอื่นกันล่ะ
เื่ในจวนสามีว่าแย่แล้ว แต่สถานะของนางที่บ้านเดิมกลับแย่ยิ่งกว่า ถึงแม้เ้าของร่างเดิมจะมีบิดาเป็ถึงซ่างซู มารดาของนางก็เป็ถึงบุตรสาวคนโตของฉินกั๋วกง แต่เมื่อมารดาจากไป บิดาก็แต่งตั้งภรรยารองให้ขึ้นเป็ฮูหยินเอก แล้วนางที่เป็บุตรสาวของภรรยาที่ตายไปแล้วจะถูกแม่เลี้ยงปฏิบัติอย่างดีด้วยได้ยังไง
ยังไม่นับที่นางต้องถูกน้องชายกับน้องสาวต่างแม่จอมชั่วร้ายสองคนนั้นกลั่นแกล้งอยู่ทุกวัน แต่ท่านพ่อก็ช่างดีเลิศที่ให้ท้ายลูกของเมียใหม่ จนเ้าเด็กสองคนนั้นไม่เกรงใจเจียงเยว่เวยที่เป็พี่สาวแม้แต่น้อย แรกๆ เ้าของร่างเดิมก็นำความคับข้องใจไปบอกกับบิดา แต่สิ่งที่ได้มาคือบิดาก็ยังเข้าข้างน้องต่างแม่ทั้งสองคนอยู่ดี จนหลังๆ เ้าของร่างเดิมก็เริ่มชินชาและเลิกคาดหวัง ไม่ว่านางจะถูกสองพี่น้องคู่นั้นกลั่นแกล้งอย่างไร นางก็ทำได้แค่ต้องทนยิ้มรับ
และที่นางต้องมาแต่งกับ ‘เสิ่นมู่’ ผู้ที่เคยเป็ถึงแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนที่เพิ่งได้รับาเ็จากการรบ การาเ็ในครั้งนั้นทำให้เขาไม่สามารถนั่งอยู่บนตำแหน่งแม่ทัพได้อีก ฝ่าาจึงมีรับสั่งให้เขาเข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้ากรมอาญา และเพื่อเป็การปลอบขวัญ ฝ่าายังมีราชโองการมอบสมรสพระราชทานให้
เป็่เวลาเดียวกับที่เจียงถัง บิดาของเ้าของร่างเดิมทำความดีความชอบ ฝ่าาจึงยกบุตรสาวของเจียงถังให้กับเสิ่นมู่ ถ้าเสิ่นมู่ยังเป็แม่ทัพผู้เกรียงไกร งานแต่งที่ดีขนาดนี้จะตกมาถึงเจียงเยว่เวยได้อย่างไรกัน
เฮ้อ...ฉันเข้าใจว่าที่เธอเป็คนอารมณ์ร้ายและไม่ฟังใครมันเกิดมาจากความกดดันที่พ่อของเธอกับแม่เลี้ยงของเธอเป็คนทำทั้งนั้น พอได้มาเป็ฮูหยินใหญ่เธอก็เลยอยากใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงคนอื่นบ้าง ทั้งที่บางครั้งตัวเธอเองก็แอบมานั่งร้องไห้และเสียใจกับการกระทำของตัวเอง นี่ก็ทำให้เห็นว่าเธอยังเป็คนดีอยู่นะเจียงเยว่เวย
แต่ไม่เป็ไรหรอกนะแม่นางเจียง ไหนๆ ฉันก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างของเธอแล้ว ชื่อเสียงที่ไม่ดีต่างๆ ฉันก็จะแก้ไขมันให้เธอเอง ส่วนเื่ของคนในจวนนี้ ฉันก็จะค่อยๆ ปรับความเข้าใจกับพวกเขา แต่ว่า...ฉันก็เป็คนอยู่ประเภทหนึ่ง ถ้าดีมาฉันก็จะดีด้วย แต่ถ้าร้ายมาฉันก็จะร้ายกลับ
แล้วยังสามีของเธอคนนั้นอีก ถ้าเขาเป็คนมีเหตุผล ฉันก็จะอยู่ในร่างของเธอแล้วใช้ชีวิตร่วมกับเขาต่อ แต่ถ้าเขาเป็พวกที่ชอบวางอำนาจแล้วถือว่าผู้ชายเป็ใหญ่ หรือเอะอะอะไรก็ลงโทษตามกฎตระกูลเหมือนที่ฉันเคยอ่านนิยายมา ต่อให้การหย่าร้างในยุคนี้จะไม่เป็ที่ยอมรับ หรือต่อให้ต้องถูกใครมาชี้หน้าด่าทอหาว่าฉันเป็ผู้หญิงไม่ดีจนถูกสามีหย่าฉันก็จะไม่สน เพราะถ้าเขาเป็คนแบบนั้นฉันก็มีแต่ต้องหย่ากับเขา แต่ว่าแม่นางเจียง...ทุกการตัดสินใจของฉัน ฉันจะคิดให้รอบคอบแล้วก็จะไม่ใช้อารมณ์ และถ้าถึงวันที่ฉันกับเสิ่นมู่มีเหตุให้ต้องหย่าขาดจากกันจริงๆ ขอให้เธอโปรดเข้าใจฉัน”
บานหน้าต่างถูกลมพัดจนกระทบกันเสียงดัง เพียงแต่เวลานี้มันมีลมเสียที่ไหน รวินท์นิภายิ้มอย่างดีใจ “ขอบใจนะแม่นางเจียงที่เข้าใจฉัน สิ่งที่ฉันพูดไปฉันจะทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน”
หน้าเรือนเหม่ยหรง
เรือนเหม่ยหรงแห่งนี้เป็เรือนพักของเสิ่นมู่กับเจียงเยว่เวย ด้วยความที่เจียงเยว่เวยเป็คนอารมณ์ร้าย จึงไม่ค่อยมีใครมาหานางที่เรือนมากนัก แม้แต่ลูกชายกับลูกสาวแท้ๆ ก็ยังไม่กล้าที่จะมาพบ
แต่เพราะหลายวันมานี้เจียงเยว่เวยร่างเดิมล้มป่วย ภรรยารอง อนุภรรยาทั้งสอง รวมถึงบุตรอีกห้าคนจึงต้องมาเยี่ยมนาง
เสิ่นชิงฮวาบุตรสาวของเสิ่นมู่ที่เกิดจากภรรยารองถามมารดาด้วยเสียงที่เบายิ่ง “ท่านแม่ ข้าไม่กล้าเข้าไปเยี่ยมฮูหยินใหญ่เลยเ้าค่ะ ข้ากลัวว่านางจะไล่เราออกมา”
เวินอี้เหมยภรรยารองของเสิ่นมู่พูดกับลูกสาวด้วยเสียงที่เบาเช่นกัน “พอเข้าไปข้างในแล้วเ้าก็ยืนหลบอยู่ด้านหลังข้าก็พอ”
อนุหลูหรือหลูหงซินยืนจับมืออยู่กับลูกชายคือเสิ่นลู่เจ๋อโดยไม่พูดอะไร
อนุซูหรือซูชิงหนิงก็ยืนจับมืออยู่กับลูกชายคือเสิ่นลู่คงโดยไม่พูดไม่จาเช่นกัน
อนุทั้งสองรวมถึงบุตรชายมักจะถูกเจียงเยว่เวยหาเื่ลงโทษอยู่เสมอ เป็เพราะเจียงเยว่เวยกลัวว่าเด็กชายทั้งสองคนจะมาแย่งความรักและตำแหน่งผู้สืบทอดไปจากลูกชายของตน ทุกครั้งที่อนุทั้งสองต้องพาลูกชายมาคารวะฮูหยินใหญ่ พวกนางก็มักจะยืนนิ่งและยังสั่งห้ามไม่ให้ลูกชายทั้งสองคนพูดคำใดออกไปทั้งสิ้น เพราะกลัวว่าฮูหยินใหญ่จะหาเื่มาทำโทษ
ส่วนเสิ่นลู่หลินกับเสิ่นเถียนอวี้ บุตรชายและบุตรสาวที่เกิดจากเจียงเยว่เวยก็เอาแต่ทำหน้านิ่วเพราะไม่อยากเข้าไปหามารดาเช่นกัน ทั้งสองคนไม่ชอบฟังเวลาที่มารดาบ่นถึงท่านพ่อ หรือแม้แต่ที่มารดาเอาแต่บ่นว่าอนุภรรยาของท่านพ่อไม่หยุด คำพูดที่ไม่น่าฟังเ่าั้พวกเขาล้วนไม่อยากได้ยิน
ซิงเซียง สาวใช้ข้างกายเจียงเยว่เวยคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้เป็อย่างดี นางยิ้มให้ทุกคน “ทุกท่านรออยู่ตรงนี้ก่อนนะเ้าคะ ข้าขอเข้าไปเรียนฮูหยินก่อนว่าพวกท่านมาเยี่ยม”
ทุกคนได้แต่พยักหน้ารับและยืนรออยู่ที่หน้าเรือนโดยไม่มีใครพูดอะไร แต่ในใจทุกคนกลับภาวนาให้เจียงเยว่เวยไล่ให้พวกเขาไปไกลๆ เพราะพวกเขาก็ไม่อยากเจอกับเจียงเยว่เวยเหมือนกัน
เพียงแต่คำอธิษฐานส่งไปไม่ถึง์ ซิงเซียงเดินยิ้มออกมาแล้วเชิญให้ทุกคนเข้าไปด้านใน
เวลานี้เสิ่นมู่ออกจากจวนไปทำงาน เจียงเยว่เวยจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานแทนที่เขา เมื่อเห็นทุกคนเดินเข้ามา เจียงเยว่เวยก็เริ่มมองสำรวจทุกคน เธอทำงานเป็เ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลในบริษัทั์ใหญ่มาก่อน การอ่านสีหน้าท่าทาง รวมถึงเธอยังสามารถอ่านโหงวเฮ้ง บนใบหน้าได้บ้างเล็กน้อย เธอยิ้มพร้อมกับคิดในใจ ‘เสิ่นมู่ช่างโชคดีเสียจริง ทั้งภรรยาทั้งลูกชายลูกสาวต่างก็มีโหงวเฮ้งของคนมีวาสนา อนาคตจวนสกุลเสิ่นมีแต่จะรุ่งเรือง’
เวินอี้เหมยตะลึงก่อนที่จะเก็บอาการเพราะคิดว่าตนเองคงตาฝาดไป ‘ฮูหยินใหญ่เคยยิ้มเสียที่ไหน เมื่อครู่ข้าคงตาฝาดไปจริงๆ ไม่เอาแล้ว ข้าคงต้องเลิกอ่านหนังสือตอนกลางคืนเสียแล้ว’
ซิงเซียงเห็นว่าทุกคนยังยืนเฉย และฮูหยินก็เอาแต่มองอนุและเด็กๆ ด้วยสายตานิ่งเรียบ นางกลัวว่าเ้านายของตนจะสร้างปัญหาขึ้นมาอีก ก่อนหน้านี้นายท่านสั่งไว้แล้วว่าห้ามไม่ให้ฮูหยินสร้างปัญหาให้ผู้ใด ไม่อย่างนั้นนายท่านจะส่งฮูหยินไปถือศีลที่วัดบนเขาสิบห้าวัน หากเป็อย่างนั้นเ้านายคงอาละวาดจนจวนพังเป็แน่
“ฮูหยินเ้าคะ ฮูหยินรอง อนุหลู อนุซู พร้อมทั้งคุณชายกับคุณหนูทั้งห้ามีความห่วงใยที่เห็นว่าท่านไม่สบายมาหลายวัน พวกเขาจึงมาเยี่ยมท่านเ้าค่ะ” ซิงเซียงพูดพร้อมกับยิ้มประจบเ้านาย
“มาเยี่ยมข้าอย่างนั้นหรือ” เจียงเยว่เวยกวาดตามองไปที่ทุกคน “มาเยี่ยมข้าด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ ข้าเข้าใจแล้ว”
เมื่อทุกคนได้ยินต่างพากับคุกเข่าด้วยความกลัว แต่เจียงเยว่เวยกลับขมวดคิ้ว นางไม่ได้จะสร้างปัญหาให้ทุกคน นางแค่อยากทดสอบว่าเ้าของร่างเดิมร้ายกาจกับคนในบ้านมากขนาดไหน แต่เวลานี้นางรู้แล้ว แค่คนในบ้านหายใจเสียงดังก็คงถูกนางตะคอกกลับไปจนเสียขวัญแล้วกระมัง
เจียงเยว่เวยขมวดคิ้ว “พวกเ้าลุกขึ้นเถอะ ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรทั้งนั้น แค่จะบอกว่ามามือเปล่ากันก็ดี ตอนนี้ข้าอาการดีขึ้นแล้ว ไม่จำเป็ที่พวกเ้าต้องลำบากไปหายาหรือหาสิ่งของมีค่าอื่นมาให้”
ทุกคนได้ยินก็หันไปมองเจียงเยว่เวยเป็ตาเดียว
เสิ่นลู่หลินลูกชายแท้ๆ รีบเดินเข้าไปหานาง “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักมากเลยใช่หรือไม่ขอรับ ปกติแล้วท่านแม่จะโวยวายหากเราทำให้ท่านไม่พอใจ ท่านเคยเห็นอกเห็นใจเราอย่างนี้ที่ไหนกัน”
เจียงเยว่เวยมองลูกชายอายุสิบสี่ปีของตนแล้วยิ้ม อย่างไรเขาก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่ง “แล้วเ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไร ควรบอกให้พวกเ้ากลับไปหายามาต้มให้ข้ากิน หรือบอกให้พวกเ้าไปซื้อของสวยๆ งามๆ มาปลอบเพื่อให้ข้าหายป่วย สิ่งของต่างๆ ทำให้ข้าหายป่วยได้หรือไร แล้วยังยาต้มพวกนั้น พวกเ้าไม่ใช่หมอแล้วพวกเ้าจะไปรู้เื่ยารักษาโรคได้อย่างไรกัน”
เสิ่นเถียนอวี้เห็นว่ามารดาไม่ได้ดุพี่ชาย นางเดินไปนั่งข้างท่านแม่แล้วมองหน้าท่านแม่อย่างสงสัยเช่นกัน “หรือว่าท่านแม่ป่วยจนสมองมีปัญหาไปแล้ว ท่านแม่รู้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร แล้วคนที่อยู่ในห้องนี้คือใครเ้าคะ”
เจียงเยว่เวยยกมือขึ้นเขกไปบนหัวลูกสาวเบาๆ “เ้ากำลังจะบอกว่าแม่เป็บ้าจนจำพวกเ้าไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ แม่ไม่ได้เป็อะไร เพียงแต่...”
พูดถึงตรงนี้ ทุกคนก็กลัวเกร็งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซิงเซียงยิ่งแล้วใหญ่ นางกลัวเหลือเกินว่านางกับเ้านายคงจะได้ไปถือศีลที่วัดแล้วจริงๆ
เจียงเยว่เวยยิ้มให้ทุกคนแล้วพูดต่อ “สองสามวันมานี้ข้าป่วยหนักจนเกือบจะได้ไปเยือนยมโลกมาแล้ว ทำให้ข้าคิดอะไรได้หลายอย่าง เมื่อก่อนข้าทำไม่ดีกับพวกเ้าไว้มาก ข้าต้องขอโทษพวกเ้าด้วย ต่อไปนี้ข้าสัญญาว่าข้าจะดีกับพวกเ้าทุกคน ไม่รู้ว่าทุกคนจะให้โอกาสข้าได้หรือไม่”
คราวนี้ทุกคนต่างทำตัวไม่ถูกกันจริงๆ ฮูหยินใหญ่ที่ไม่เคยไว้หน้าใครกลับพูดคำว่าขอโทษออกมาได้อย่างสบาย ทั้งนางยังบอกว่าจะขอโอกาสแก้ตัวกับทุกคน ‘ดินแดนยมโลกช่างดีอะไรเช่นนี้ เปลี่ยนจากคนร้ายกาจให้กลายเป็คนดี หรือฮูหยินจะถูกลงโทษในดินแดนยมโลกมาแล้วถึงทำให้นางคิดได้ ไม่ได้การแล้ว...ต่อไปข้าต้องหมั่นทำความดีให้มาก ประตูยมโลกอะไรนั่นข้าจะไม่ก้าวขาไปหามันอย่างแน่นอน ขนาดฮูหยินที่ร้ายกาจยังเปลี่ยนแปลงเป็คนดีได้ แล้วคนอ่อนแอที่ไม่กล้าสู้คนเช่นพวกข้าจะทนรับการลงโทษนั้นไหวได้อย่างไร’ นี่คือสิ่งที่ทุกคนต่างก็คิดกันอยู่ในใจ
เวินอี้เหมยเห็นว่าทุกคนไม่ตอบรับก็กลัวว่าเจียงเยว่เวยจะโมโหขึ้นมา นางรีบพูด “ฮูหยินใหญ่กล่าวอะไรเช่นนั้นเ้าคะ อย่างไรก็เป็คนครอบครัวเดียวกัน แค่ต่อไปเราอยู่กันอย่างปรองดองก็พอ”
“เวินอี้เหมย...” เจียงเยว่เวยมองฮูหยินรองอีกครั้ง “เ้าช่างงดงามและเป็คนจิตใจดีจริงๆ”
เวินอี้เหมยแทบเป็ลมหมดสติ ‘นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า ฮูหยินใหญ่ชมข้าอย่างนั้นหรือ’
เมื่อเห็นท่าทางของทุกคน เจียงเยว่เวยคิดว่าทุกอย่างคงต้องใช้เวลา ก็เหมือนกับนางที่แผลงฤทธิ์กับคนอื่นมาเป็สิบปี แล้วจะให้คนอื่นไว้ใจแล้วยอมเปิดใจให้นางภายในวันเดียวได้อย่างไร “เอาล่ะ ตอนนี้ข้าชักจะปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว พวกเ้ากลับไปเถอะ”
สิ้นเสียงของนาง ทุกคนก็หายไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นจวนเสิ่นก็มีข่าวลือเกิดขึ้นว่าฮูหยินใหญ่ล้มป่วยจนสมองมีปัญหา สายรองสกุลเสิ่นหัวเราะอย่างชอบใจและพวกเขาก็เตรียมแผนการใหญ่ไว้จัดการกับเสิ่นมู่ในทันที