ความเดิมตอนที่แล้ว
กระจกชิงหลวนส่องฟ้าซึ่งหลับใหลมาสามร้อยปี ตื่นขึ้นกลางหอสมบัติชั้นนอกของสำนักชิงเสวียน สำแดงนิมิตไปยังเหวกลืนฟ้า พร้อมถ้อยคำโบราณว่า วาสนาไร้ราก และ ชะตามิอาจจารึก
หลัวจิ้งหยวน อาจารย์โอสถฝ่ายนอกผู้ติดอยู่หน้าธรณีขั้นแก่นทองมาหลายปี ใช้ความผิดเก่าของเฉินก่วน ผู้ดูแลหอสมบัติ บีบบังคับให้ปิดข่าวไว้หนึ่งคืน แล้วนำแผ่นหยกนำทางซึ่งคัดลอกเส้นนิมิตจากกระจกออกจากสำนักอย่างลับ ๆ
ณ เหวกลืนฟ้า เขาพบทารกผู้หนึ่งนอนอยู่กลางวงกระบี่หัก ถูกไอปราณทมิฬโอบล้อมราวรังไหม ดวงตาแดงคล้ำสงบนิ่ง ไม่ร้อง ไม่ดิ้น และไม่หวาดกลัวสิ่งใด
หลัวจิ้งหยวนตั้งนามให้เด็กคนนั้นว่า หลิวหยาง
สิบสองปีผ่านไป
หิมะแรกของปีโปรยลงเหนือเขาชิงหลวน ยอดเขาทั้งสิบของสำนักชิงเสวียนขาวโพลนดุจถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหยก ตำหนักชั้นในตั้งสงบอยู่ท่ามกลางม่านหมอก
หอระฆังสูงเก่าที่ผ่านลมฝนมาหลายร้อยปี มีเกล็ดหิมะเกาะตามชายคา มีเกล็ดหิมะเกาะตามชายคา เสียงระฆังยามเช้าดังผ่านฟากฟ้าเป็ระลอก แ่ไกลราวเสียงจากแดนเซียน
บนยอดเขาชั้นใน ศิษย์ฝ่ายในสวมอาภรณ์ขาวฟ้า เหยียบกระบี่บินผ่านม่านหิมะเป็สายแสงงดงาม ปลายเท้าของพวกเขามิได้แตะพื้น กระแสปราณใต้ฝ่าเท้ารองรับร่างไว้มั่นคง บางคนใช้ปลายนิ้วควบคุมกระบี่เล็กให้ลอยวนรอบกาย บางคนหลับตาให้เงากระบี่เคลื่อนผ่านเมฆาตามจิต บางคนปล่อยยันต์กระดาษสีทองให้ลอยเรียงเป็วง ก่อนเปลวแสงบางเบาจะไหลเข้าสู่ค่ายกลใต้เท้าอย่างเงียบงัน
ทว่าที่เชิงเขาฝ่ายนอก ลมหิมะกลับพัดแรงกว่ามาก เรือนไม้เก่าหลายหลังถูกหิมะทับจนหลังคาเอน ศิษย์ฝ่ายนอกต้องกวาดลาน แบกฟืน ตักน้ำ และเก็บสมุนไพรแช่หิมะส่งขึ้นตำหนักโอสถก่อนยามอู่ ผู้ใดล่าช้าย่อมถูกหักโอสถรายเดือน หรือถูกส่งไปเฝ้าประตูเขาติดต่อกันหลายคืน
ตำหนักหลอมโอสถฝ่ายนอกตั้งอยู่ไม่ไกลจากลานหิน ด้านหลังมีแปลงสมุนไพรทอดยาวไปตามเชิงเขา คลังโอสถอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนหอหลอมโอสถตั้งแยกออกไปหลังม่านค่ายกลบางชั้น กลิ่นสมุนไพรและควันเตาหลอมจึงอบอวลอยู่ในบริเวณนั้นแทบทั้งปี
กลางลานหินกว้าง เด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่เพียงลำพังข้างบ่อหิน เขาสวมอาภรณ์ฝ่ายนอกสีเทาฟ้าเรียบง่าย ชายเสื้อผ่านการซักมาหลายครั้งจนสีจางลงเล็กน้อย
เรือนผมสีรัตติกาลถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ปลายผมตกลงเหนือแผ่นหลังผอมบางของเด็กวัยสิบสอง
ร่างของเขาผอมกว่าวัยเดียวกัน ไม่ใช่เพราะอดอยาก หากเพราะงานหนักและคืนยาวในเรือนหลอมยาขัดเกลาร่างนั้นมาั้แ่เล็ก ไหล่ยังไม่ทันเติบโตเต็มที่ ก็รู้จักแบกรับถังน้ำ ฟืน สมุนไพร และสิ่งที่ศิษย์รุ่นพี่หลายคนยังหลีกหนี
ในลมหิมะ เขาไม่ห่อไหล่ ไม่ลนลาน และไม่มองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวงเหมือนศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ผิวของเขาขาวสะอาด คิ้วตาเริ่มมีเค้าเด่นกว่าวัยเดียวกัน ใบหน้ายังมีความอ่อนเยาว์ของผู้เยาว์ ทว่าดวงตาดำสงบนิ่งเกินไป
สงบนิ่งจนผู้ที่มองนานกว่าครู่หนึ่งมักรู้สึกว่าเด็กฝ่ายนอกผู้นี้จดจำทุกสิ่งรอบกายไว้โดยไม่เอ่ยสักคำ
ผู้ที่มองผ่านเพียงครั้งแรกอาจเห็นว่าเขาเป็เด็กฝ่ายนอกผอมบางผู้หนึ่ง แต่หากเผลอมองซ้ำอีกครา ย่อมรู้สึกได้ว่าเด็กคนนี้มีบางอย่างต่างจากผู้อื่น อาภรณ์ต่ำต้อยมิอาจกลบกลิ่นอายลึกล้ำบนตัวเขาได้เขาคือ....
หลิวหยาง
เด็กกำพร้าที่หลัวจิ้งหยวนเก็บกลับมาจากนอกสำนัก นั่นคือเื่ที่ผู้คนรู้
บางคนกล่าวว่าเขาถูกบิดามารดาทอดทิ้ง บางคนกล่าวว่าเขาถือกำเนิดในเรือนยากไร้ บางคนกล่าวว่าเขาไร้วาสนาไร้ตระกูล จึงถูกนำมาฝากไว้ในสำนักเพื่อเอาชีวิตรอด
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขามิได้ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง เพราะั้แ่แรก เขาก็ไม่มีทั้งบิดาและมารดา
ไม่มีสกุล
ไม่มีป้ายหยกตระกูล
ไม่มีรากเหง้าใดในโลกมนุษย์
หลิวหยางเติบโตอยู่ที่นั่น ทำงานดูแลแปลงสมุนไพร ตักน้ำ คัดแยกสมุนไพร และอบยา ทว่าไม่เคยถูกสอนเคล็ดหลอมโอสถอย่างจริงจัง ยามมีสมุนไพรเกรดดี จะถูกส่งขึ้นยอดเขาหลิงเหยา ส่วนโอสถที่หลอมได้คุณภาพสูงจึงถูกบันทึกชื่อ ส่งต่อไปยังตำหนักโอสถหลิงเหยา
ในวัยเยาว์ หลิวหยางมิได้ถูกเลี้ยงอย่างอดอยาก ตรงกันข้าม เขามีเรือนพักสะอาด มียาหล่อเลี้ยงชีพจร มีน้ำแก่นอสูรเจือโอสถให้ดื่มทุกเดือน ผู้คนภายนอกจึงยิ่งเล่าขานว่าอาจารย์หลัวเมตตาเด็กกำพร้าผู้นี้มากเพียงใด แต่หลิวหยางรู้ดีกว่าผู้ใด
ความเมตตานั้นคือม่านผืนหนึ่ง
เขามิได้ถูกเลี้ยงดูในฐานะศิษย์ เขาถูกบำรุงไว้ในฐานะภาชนะรองปราณ
รอวันที่ชีพจร กระดูก และทะเลปราณเติบโตพอจะรับเคราะห์แทนผู้อื่นได้
เมื่ออายุเจ็ดปี หลัวจิ้งหยวนเริ่มตรวจชีพจรของเขาทุกเดือน
เมื่ออายุเก้าปี โอสถทดลองเม็ดหนึ่งเกิด กระแสปราณแปรปรวน จนศิษย์ผู้หลอมยาหน้าถอดสี หลัวจิ้งหยวนจึงให้หลิวหยางเป็ผู้รับแรงสะท้อนนั้นแทน
เมื่ออายุสิบเอ็ดปี เขาถูกสั่งให้นั่งกลางค่ายกลเล็ก ๆ เพื่อรับไอพิษโอสถและแรงสะท้อนจากเตาหลอมยาแทนเหล่าศิษย์พี่
และเมื่ออายุสิบสองปี เขาจึงเข้าใจอย่างชัดเจนว่า สำนักชิงเสวียนสำหรับศิษย์คนอื่นคือหนทางบำเพ็ญเพียร แต่สำหรับเขา คือกรงที่ถูกทาด้วยคำว่าเมตตา
ร่างกายของเขา คือเตาหลอมมีชีวิตที่ผู้อื่นเลี้ยงไว้ให้หายใจต่อ จนกว่าจะถึงวันที่ใช้งานได้เต็มที่
เขาตักน้ำขึ้นจากบ่อ เชือกหยาบบาดฝ่ามือจนเกิดรอยแดงจาง ๆ
หลิวหยางลดสายตามองรอยนั้นเพียงครั้งเดียว ก่อนยกถังน้ำขึ้น
เด็กจากตำหนักใกล้เคียงสองคนเดินผ่านหลังลาน คนหนึ่งชะงักเล็กน้อย แล้วกดเสียงถามสหายข้างกาย
“นั่นหลิวหยางใช่หรือไม่”
อีกคนหันมองตาม
“คนที่อาจารย์หลัวเก็บมาเลี้ยงไว้แถวหอหลอมยาน่ะหรือ”
“ใช่ ข้าเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่ค่อยเห็นหน้า วันใดเรือนหลอมยาเกิดควันผิดสี คนที่ถูกตามตัวไปก่อนใครก็คือเขา”
“แปลกนัก อยู่แถวนั้นมาั้แ่เล็ก แต่ข้าไม่เคยเห็นแตะตำราโอสถสักเล่ม”
“เช่นนั้นอาจารย์หลัวเลี้ยงเขาไว้ทำสิ่งใดกันแน่”
คำถามนั้นจมหายไปกับเสียงลมหิมะ
หลิวหยางได้ยินทุกคำ
เขาไม่หันไปมอง
เพียงยกถังน้ำขึ้นแล้วเดินไปตามทางหินอย่างเงียบงัน น้ำในถังกระเพื่อมเบา ๆ เงาท้องฟ้าสีขาวขุ่นแตกออกเป็วงเล็ก ก่อนกลับมานิ่งดังเดิม
เสียงหัวเราะหยันดังขึ้นจากอีกฟากของลาน จ้าวเหวินชางเดินเข้ามาพร้อมศิษย์ติดตามสองคน
เขาสวมอาภรณ์ฝ่ายนอกสีเทาฟ้าเช่นเดียวกับผู้อื่น ทว่าผ้าเนื้อดีกว่า ชายแขนสะอาดกว่า และป้ายหยกเล็กข้างเอวบ่งบอกว่ามีตระกูลผู้ฝึกตนในเมืองหลิงโจวหนุนหลัง
เขาไม่ถึงกับเป็ยอดอัจฉริยะของสำนัก แต่ในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอกย่อมนับว่ามีฝีมือ
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณ ระยะปลาย ด้วยโอสถจากตระกูลและภารกิจสำนักที่สะสมมาหลายปี ถ้าหากว่าภายในปีนี้เขาสามารถก้าวไป สู่ขั้นหลอมปราณ ขั้นสมบูรณ์ได้ ชื่อของเขาจะถูกบันทึกอยู่ในกลุ่มศิษย์ฝ่ายนอกชั้นยอด ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบคัดเลือกขึ้นฝ่ายในในปีหน้า
สำหรับศิษย์ฝ่ายนอกทั่วไป เขาสูงกว่าอยู่หนึ่ง่ตัว แต่สำหรับยอดเขาชั้นใน เขายังเป็เพียงผู้รอผ่านประตูด่านแรกเท่านั้น
จ้าวเหวินชางหยุดตรงหน้าหลิวหยาง สายตากวาดผ่านถังน้ำในมือเด็กวัยสิบสอง แล้วมองไปยังทางเรือนหลอมยาเล็กซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปหลังม่านหิมะ
“ได้ยินว่าเมื่อคืนอาจารย์หลัวเรียกเ้าเข้าเรือนหลอมยาอีกแล้ว”
หลิวหยางหยุดเท้า แต่ไม่ตอบ
จ้าวเหวินชางยิ้มเยาะ
“เด็กไร้สกุลผู้หนึ่ง กลับได้เข้าออกหอหลอมยาบ่อยกว่าศิษย์ที่มีรากฐานตระกูลเสียอีก เ้าคิดว่าตนเองพิเศษนักหรือ”
ถังน้ำในมือหลิวหยางเอียงลงเล็กน้อย น้ำใสกระฉอกลงบนพื้นหิน แผ่เป็คราบบางใต้หิมะ
เขาก้มมองเพียงแวบเดียว ก่อนยกถังขึ้นดังเดิม
“ข้าเพียงทำตามคำสั่งอาจารย์หลัว ศิษย์พี่จ้าวไม่พอใจสิ่งใดหรือ”
ประโยคนั้นสงบเกินไป
สงบจนจ้าวเหวินชางรู้สึกราวถ้อยคำของตนตกใส่ก้อนหินไร้เสียงสะท้อน
“ทำตามคำสั่ง?” เขาก้าวเข้าใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าว “หรือคิดว่าอาจารย์หลัวเลี้ยงเ้าดีสักหน่อย แล้วเ้าจะยืนอยู่เหนือศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่นได้”
หลิวหยางเงยหน้าขึ้น
ดวงตาของเด็กหนุ่มไร้รอยตื่นตระหนก ใบหน้ายังอ่อนเยาว์ ทว่าแววตากลับราบเรียบเกินเด็กวัยเดียวกัน
“ข้าไม่เคยกล่าวเช่นนั้น”
“ปากไม่กล่าว แต่ท่าทางของเ้าบอกอยู่ทุกวัน”
จ้าวเหวินชางแค่นเสียง
“ผู้ใดเรียก เ้าก็ไม่รีบก้มหัว ผู้ใดด่า เ้าก็ไม่โต้ตอบ ทำตัวเหมือนคำพูดของผู้อื่นแตะต้องเ้าไม่ได้ เด็กไร้สกุลเช่นเ้า อาศัยสิ่งใดมาทำท่าถือตัวต่อหน้าข้า”
ศิษย์รอบลานเริ่มหยุดมอง
บางคนถือไม้กวาดค้างไว้ บางคนวางตะกร้าสมุนไพรลงข้างเท้า บางคนถอยห่างเพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับตระกูลจ้าว
หลิวหยางมองถังน้ำในมือตนเอง แล้วมองพื้นหินใต้เท้าจ้าวเหวินชาง
คราบน้ำบาง ๆ เมื่อครู่เริ่มจับไอหิมะ เกิดเป็แผ่นลื่นแทบมองไม่เห็น
เขาไม่ได้ขยับ
เพียงกล่าวเบา ๆ
“ข้ายังต้องส่งน้ำไปหอหลอมยา หากล่าช้า เกรงว่าจะถูกลงโทษ”
จ้าวเหวินชางหัวเราะเสียงต่ำ
“เ้ากลัวอาจารย์หลัวลงโทษ แต่กลับไม่รู้จักเกรงใจศิษย์พี่ร่วมสำนักอย่างข้าเลยหรือ”
หลิวหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ข้าไม่เคยลบหลู่ศิษย์พี่จ้าว”
“ไม่เคย?” จ้าวเหวินชางก้าวเข้ามาอีกครึ่งก้าว “เช่นนั้นก็เอ่ยให้ชัด เรียกข้าว่าศิษย์พี่จ้าว แล้วขออภัยที่เมื่อครู่เ้าทำท่าราวไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา”
เสียงรอบลานค่อย ๆ เงียบลง
หลิวหยางวางถังน้ำลงอย่างสงบ ขอบถังกระทบพื้นหินเกิดเสียงทึบเบา ๆ
“หากคำพูดของข้าทำให้ศิษย์พี่จ้าวไม่พอใจ ข้าย่อมขออภัย”
ถ้อยคำนั้นสุภาพเกินจะจับผิด
แต่ในหูจ้าวเหวินชาง กลับเหมือนถูกเย้ยหยันอย่างไร้เสียง
เขารู้สึกว่าหลิวหยางกำลังทำให้ตนดูเป็คนหาเื่เด็กไร้สกุลต่อหน้าผู้คน ทั้งที่เด็กคนนั้นไม่ได้ด่ากลับสักคำ
ความอับอายแปรเป็โทสะอย่างรวดเร็ว
“ขออภัยเช่นนี้หรือ” เขาแค่นเสียง “หลิวหยาง เ้าคิดว่าข้าโง่พอจะฟังไม่ออกหรือว่าเ้าเพียงพูดให้พ้นตัว”
เสียงรอบลานเงียบลงทันที
หลิวหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ศิษย์พี่จ้าว้าให้ข้าทำสิ่งใด”
จ้าวเหวินชางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปาก
“วางถังน้ำลง แล้วก้มศีรษะขออภัยต่อหน้าทุกคน”
หลิวหยางวางถังน้ำลงอย่างสงบ น้ำในถังไหวเป็วงเล็ก ๆ ก่อนกลับมานิ่งดังเดิม
ในเวลาเดียวกัน สายตาของเขากวาดผ่านหลายสิ่งอย่างเงียบงัน แผ่นน้ำบางใต้เท้าจ้าวเหวินชาง ฝ่ามือขวาของอีกฝ่ายที่มีปราณรวมตัวไม่มั่นคง ศิษย์รอบลานซึ่งเริ่มมากขึ้นทีละคน และเสียงกระพรวนหยกแ่เบาจากทางเดินหินด้านหลังลาน เสียงนั้นดังเป็จังหวะสั้น ๆ ปนกับกลิ่นสมุนไพรอ่อนจาง
เยี่ยชิงหลันกำลังมา นางเป็ศิษย์ฝ่ายในจากยอดเขาหลิงเหยา สวมอาภรณ์เขียวอ่อน และมีหน้าที่ลงมาตรวจสมุนไพรที่ฝ่ายนอกส่งขึ้นเรือนหลอมยาในวันนี้
หลิวหยางจำเสียงกระพรวนหยกของนางได้ั้แ่ครั้งก่อน
วันนั้นมีศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งถูกบังคับให้แบกสมุนไพรแทนผู้อื่น เยี่ยชิงหลันเพียงเห็นรอยนิ้วบนข้อมือของเด็กคนนั้น ก็สั่งให้ผู้คุมลานเรียกคู่กรณีไปหอคุมกฎทันที
นางมิใช่คนใจอ่อนกับทุกเื่ แต่นางไม่ปล่อยให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา โดยเฉพาะยามมีศิษย์จำนวนมากเห็นเหตุการณ์
หลิวหยางหลุบตาลงเล็กน้อย
“หากข้าก้มศีรษะ เื่นี้จะจบหรือ”
เสียงของเขาเบาลง
ไม่ดังพอให้ทั้งลานได้ยิน
แต่ดังพอให้ผู้ที่กำลังเดินเข้ามาจากทางด้านหลังได้ยินชัดเจน
จ้าวเหวินชางยิ้มเหยียด
“เด็กไร้สกุลเช่นเ้า สมควรรู้ฐานะของตนตั้งนานแล้ว”
หลิวหยางกล่าวต่อ
“ข้าไร้สกุล ไร้บิดามารดา คำพูดของข้าย่อมเบากว่าคำของเ้า หากเ้า้าให้ข้าผิด ข้าคงไม่มีสิ่งใดแก้ต่าง”
ถ้อยคำนั้นสงบ อ่อนน้อม และคล้ายยอมจำนน
ทว่าเสียงสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลังทันที
“จ้าวเหวินชาง เ้าคิดใช้ฐานะตระกูลข่มศิษย์ร่วมสำนักอีกแล้วหรือ”
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
หญิงสาวในอาภรณ์เขียวอ่อนยืนอยู่ริมลาน หิมะบาง ๆ ตกบนไหล่นาง กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยตามลม ดวงหน้าสะอาดหมดจด ทว่าแววตากลับเคร่งขึ้นเล็กน้อย
นางคือ เยี่ยชิงหลัน ศิษย์ฝ่ายในจากยอดเขาหลิงเหยา ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน ระยะต้น
ข้างหลังนางมีศิษย์ตำหนักโอสถสองคนถือกล่องหยกใส่สมุนไพร ท่าทางของพวกเขาบอกชัดว่านางมิได้ผ่านมาเล่น ๆ แต่มาเพื่อตรวจรับของของตำหนักโอสถ
จ้าวเหวินชางหน้าตึงทันที
“ศิษย์พี่หญิงเยี่ย ข้าเพียงสั่งสอนศิษย์ฝ่ายนอกผู้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง”
เยี่ยชิงหลันก้าวเข้ามา ดวงตามองถังน้ำบนพื้น แล้วมองคราบน้ำที่เริ่มจับไอหิมะใต้เท้าจ้าวเหวินชาง
“สั่งสอน? ด้วยการบังคับให้เขาก้มศีรษะต่อหน้าคนทั้งลานหรือ”
จ้าวเหวินชางกัดฟัน
“เขาลบหลู่ข้าก่อน”
หลิวหยางกล่าวเบา ๆ
“ศิษย์พี่หญิงอย่าได้ยุ่งเกี่ยวเลย ข้าเป็เพียงศิษย์ฝ่ายนอกไร้สกุล หากทำให้ท่านต้องขัดใจกับตระกูลจ้าวเพราะข้า ข้าคงยิ่งมีความผิด”
คำพูดนั้นสุภาพและคล้ายคิดแทนนาง
ทว่ากลับยิ่งทำให้นางขมวดคิ้ว
จ้าวเหวินชางเห็นสายตาของนางเปลี่ยนไปก็ยิ่งร้อนใจ เขาเกลียดท่าทีสงบนิ่งของหลิวหยาง เกลียดที่เด็กไร้สกุลผู้นี้ไม่ร้องขอ ไม่โต้เถียง ไม่ยอมแสดงความกลัวให้ตนเห็นแม้แต่น้อย
เกลียดยิ่งกว่านั้นคือ ต่อให้เขามีป้ายหยกตระกูลจ้าวห้อยอยู่ข้างเอว ต่อให้เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมปราณ ระยะปลาย
หลิวหยางก็ยังมองเขาด้วยแววตาราบเรียบ ราวเขาเป็เพียงเสียงรบกวนหนึ่งในลมหิมะ
“หลิวหยาง!”
โทสะกลบสติ
ปราณในฝ่ามือขวาของจ้าวเหวินชางพลันรวมตัว เขาก้าวไปข้างหน้า หมายจะผลักหลิวหยางให้ล้มลงต่อหน้าทุกคน
หลิวหยางไม่ถอยมาก
เขาถอยเพียงครึ่งก้าว
มากพอให้ฝ่ามือของจ้าวเหวินชางพลาดตำแหน่ง
และน้อยพอให้เท้าของอีกฝ่ายเหยียบลงบนแผ่นลื่นที่เกิดจากน้ำกระฉอกเมื่อครู่
จ้าวเหวินชางเสียหลักทันที
ฝ่ามือที่รวมปราณไว้ฟาดลงบนถังน้ำข้างลาน ถังไม้แตกกระจาย น้ำสาดเต็มพื้นหิน กระแทกกล่องสมุนไพรกล่องหนึ่งที่ศิษย์ตำหนักโอสถเพิ่งวางไว้จนฝาเปิดออก
สมุนไพริญญาหลายต้นหล่นลงบนพื้น เปียกน้ำและหิมะในพริบตา
กลิ่นสมุนไพรอ่อนจางพลันปะปนกับกลิ่นหิมะชื้นจากลานหิน
ทั่วลานเงียบลงทันที
สีหน้าของเยี่ยชิงหลันเปลี่ยนไป
สมุนไพรเ่าั้เป็ของยอดเขาหลิงเหยา ใช้หลอมโอสถส่งให้ศิษย์ฝ่ายใน หากเสียหาย ย่อมต้องมีผู้รับผิดชอบ
จ้าวเหวินชางหน้าซีด
“ไม่…ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
หลิวหยางยืนอยู่ข้างถังน้ำที่แตกกระจาย ชายเสื้อเปียกหิมะเล็กน้อย ใบหน้าของเขายังคงสงบ
“ศิษย์พี่จ้าว ปราณในฝ่ามือของท่านยังควบคุมได้ไม่สม่ำเสมอ พื้นลื่นเพียงเล็กน้อยก็เสียหลัก หากผู้คุมกฎเห็น เกรงว่าจะไม่ดีต่อการคัดเลือกฝ่ายในปีหน้า”
เสียงของเขาเบา สุภาพ
แต่ทำให้ศิษย์รอบลานหลายคนรีบก้มหน้า บางคนเม้มปากกลั้นเสียงหัวเราะจนไหล่ไหว
เยี่ยชิงหลันมองจ้าวเหวินชาง ดวงตาเรียบนิ่งจนอีกฝ่ายไม่กล้าเอ่ยคำใดต่อ
“ใช้ปราณในลานงานโดยมิได้รับอนุญาต ทำลายสมุนไพรของยอดเขาหลิงเหยา และข่มเหงศิษย์ร่วมสำนัก จ้าวเหวินชาง เ้าจะไปหอคุมกฎเอง หรือให้ข้าพาเ้าไป”
จ้าวเหวินชางกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีด
เขามองหลิวหยางด้วยสายตาอาฆาต แต่ไม่อาจโต้แย้งได้
เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คน
เขาเป็ผู้ลงมือก่อน
เขาเป็ผู้เสียหลักเอง
เขาเป็ผู้ทำลายสมุนไพรเอง
ไม่มีหลักฐานใดชี้ถึงหลิวหยาง
จ้าวเหวินชางถูกศิษย์ตำหนักโอสถพาออกจากลานไปพร้อมใบหน้าบิดเบี้ยว ก่อนจากไป เขายังหันกลับมามองหลิวหยางด้วยสายตาเต็มไปด้วยโทสะ
หลิวหยางเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย สายตาของเขามองผ่านอีกฝ่ายไปยังรอยเท้าที่ลากยาวบนหิมะ จากนั้นก็หลุบสายตาลงดังเดิม
“หลิวหยาง เ้าเป็อะไรหรือไม่”
เยี่ยชิงหลันหันกลับมาถาม น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
หลิวหยางประสานมือ
“ข้ามิเป็ไร ขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่ช่วยเหลือ”
เยี่ยชิงหลันมองชายเสื้อที่เปียกของเขา เห็นรอยเชือกบาดฝ่ามือ เห็นร่างผอมบางที่ยังยืนตรงทั้งที่ควรเหนื่อยล้า เห็นท่าทีสงบที่คล้ายคนอดทนจนเคยชิน ใจของนางจึงอ่อนลงอีกชั้น
“หากเขารังแกเ้าอีก ให้มาบอกข้า”
หลิวหยางก้มศีรษะ
“ข้าต่ำต้อย มิกล้ารบกวนศิษย์พี่หญิง”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้เยี่ยชิงหลันถอนหายใจเบา ๆ
นางหยิบขวดโอสถเล็กจากแขนเสื้อ วางไว้บนขอบบ่อหิน
“ใช้ทารอยแตกจากหิมะกัด อย่าฝืนเกินไป”
กล่าวจบ นางหันไปสั่งศิษย์ตำหนักโอสถให้เก็บสมุนไพรที่เสียหาย แล้วเดินจากไปพร้อมกล่องหยกที่เหลือ กลิ่นสมุนไพรค่อย ๆ จางหายไปในม่านหิมะ หลิวหยางมองขวดโอสถบนขอบบ่อ เขามิได้แตะต้องทันที
จนกระทั่งศิษย์รอบลานทยอยแยกย้าย เขาจึงยื่นมือหยิบขวดโอสถขึ้นมา เก็บไว้ในแขนเสื้ออย่างสงบ
ปลายนิ้วของเขาแตะผ่านตราปราณบนฝาขวดเพียงครั้งเดียว
เบาจนดูคล้ายเผลอไล่เกล็ดหิมะออกจากผิวหยก
จากนั้นเขาก็เก็บขวดโอสถไว้ในแขนเสื้อ สีหน้ายังคงสงบดังเดิม
──────────────────────────
ครั้นถึงยามโหย่ว แสงอาทิตย์ร่วงต่ำเหนือแนวเขา เงาของตำหนักหลอมโอสถฝ่ายนอกทอดยาวไปตามลานหินหิมะเหนือเขาชิงหลวนยังคงโปรยลงไม่ขาดสาย
ยอดเขาชั้นในสว่างด้วยโคมิญญานับร้อย แสงทองอ่อนลอยอยู่ท่ามกลางม่านหมอกราวดวงดาวใกล้ดับ ตำหนักโอสถมีควันบาง ๆ ลอยขึ้นจากปล่องเตา กลิ่นขมหวานของสมุนไพรเซียนแทรกมาตามลม กระทบกับกลิ่นไม้เปียกหิมะจากเรือนฝ่ายนอกอย่างแ่เบา
ทางเดินหินด้านหลังฝ่ายนอกทอดขึ้นไปยังเรือนหลังหนึ่งซึ่งตั้งแยกจากเรือนศิษย์ทั่วไป ตำหนักนั้นมิได้ใหญ่โต ทว่ารอบด้านถูกปิดด้วยค่ายกลชั้นบาง พื้นหินหน้าประตูไร้หิมะกองหนา เพราะมีอักขระไหลเวียนอยู่ใต้แผ่นหิน กลิ่นโอสถเข้มข้นลอยออกมาจากช่องหน้าต่างปิดสนิท ปะปนกับกลิ่นไหม้ของผงกระดูกอสูร ไม่มีศิษย์ฝ่ายนอกคนใดอยากเข้าใกล้ที่นี่โดยไม่ถูกเรียก นี่คือหอหลอมยาของหลัวจิ้งหยวน
หลิวหยางหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้สีดำ เพียงครู่เดียว เสียงอ่อนโยนของชายวัยกลางคนก็ดังออกมาจากด้านใน
“หยางเอ๋อร์ เข้ามา”
คำเรียกนั้นนุ่มนวลนัก
หากผู้ใดได้ยิน ย่อมคิดว่าอาจารย์หลัวเอ็นดูเด็กกำพร้าผู้นี้ดุจศิษย์ที่เลี้ยงมากับมือ
แต่หลิวหยางรู้ดี ยิ่งน้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเพียงใด สิ่งที่รออยู่หลังประตูยิ่งมิใช่เื่ดีเพียงนั้น
เขาก้าวเข้าไปอย่างเงียบงัน
ภายในห้อง แสงตะเกียงสีฟ้าอ่อนส่องลงบนโต๊ะหิน กลางห้องมีค่ายกลวงหนึ่งวาดด้วยผงกระดูกอสูรและหมึกสีดำ อักขระแต่ละเส้นทอดไปบนพื้นราวเส้นเืของสัตว์โบราณ
เตาหลอมโอสถตั้งอยู่ด้านในสุด ไอสีม่วงคล้ำลอยออกจากปากเตา กลิ่นโอสถเข้มข้นจนผู้ที่สูดเข้าไปอาจรู้สึกราวปราณในอกปั่นป่วน
หลัวจิ้งหยวนยืนอยู่ข้างเตาหลอม มือหนึ่งถือเม็ดยาสีม่วงดำ อีกมือหนึ่งลูบเคราอย่างพึงพอใจ แววตาของเขาจับอยู่บนโอสถเม็ดนั้น ราวผู้เฝ้าประตูด่านมานานหลายปี ในที่สุดก็เห็นรอยแย้มของทางผ่าน
หลัวจิ้งหยวนวางเม็ดยาสีม่วงดำลงบนถาดหยก ปลายนิ้วกดผ่านอักขระข้างเตาหลอมเพียงครั้งเดียว ม่านค่ายกลรอบห้องพลันสว่างวาบ ก่อนปิดทับเสียงทั้งหมดจากภายนอก
“นั่งลง”
ถ้อยคำสั้นนัก ทว่าศิษย์รับใช้สองคนที่ยืนอยู่ข้างประตูกลับรีบถอยออกไปทันที คล้ายรู้ดีว่าหลังม่านค่ายกลนี้ ไม่ควรมีผู้ใดอยู่เกินความจำเป็
“วันนี้เ้าก่อเื่ไม่น้อย”
หลิวหยางยืนสงบนิ่ง
“ศิษย์ผิดไปแล้ว”
หลัวจิ้งหยวนหัวเราะเบา ๆ
“ผิดหรือไม่ อยู่ที่ผู้ใดเป็คนเล่าเื่ วันนี้คนที่ถูกพาไปหอคุมกฎคือจ้าวเหวินชาง มิใช่เ้า”
หลิวหยางหลุบตาลง
“ศิษย์เพียงไม่อยากมีเื่กับตระกูลจ้าว”
“หึ”
“เด็กที่รู้ว่าตนควรพูดสิ่งใดต่อหน้าคนผู้ใด ย่อมมีชีวิตยืนยาวกว่าเด็กที่เอาแต่ร้องว่าไม่ได้รับความยุติธรรม”
คำพูดนั้นทำให้ปลายนิ้วของหลิวหยางขยับเพียงเล็กน้อย หลัวจิ้งหยวนเห็นเหตุการณ์ในลานมากน้อยเพียงใด เขาไม่ถาม เพราะคำตอบมิได้ทำให้คืนนี้เปลี่ยนไป
ชายวัยกลางคนชี้ไปยังค่ายกลกลางห้อง น้ำเสียงยังอ่อนโยนเช่นเดิม
“มานั่งเถิด ยาเม็ดนี้เพิ่งหลอมเสร็จ กระแสโอสถยังไม่สงบดี ต้องให้ร่างของเ้าช่วยรับแรงสะท้อนจากเม็ดยาสักครู่”
หลิวหยางมองเม็ดยานั้นนิ่ง ๆ
ไอสีม่วงคล้ำลอยวนเหนือผิวโอสถ คล้ายงูพิษตัวเล็กที่กำลังขดรอเหยื่อ
สิ่งที่หลัวจิ้งหยวนเรียกว่า “สักครู่” มากพอจะทำให้ศิษย์ฝ่ายนอกธรรมดาชีพจรฉีกขาดในหนึ่งก้านธูป
หลิวหยางรู้
เขามิได้ขัดขืน
ไม่ใช่เพราะยินยอม หากเพราะยามนี้ เขายังไม่มีแรงพอจะปฏิเสธผู้ใด
จริงอยู่ที่เขาใช้คำพูดทำให้จ้าวเหวินชางพ่ายแพ้ได้
ใช้สายตาของผู้คนทั้งลานขังอีกฝ่ายไว้ในความผิดของตนเองได้
ใช้ความชอบธรรมของเยี่ยชิงหลันผลักเื่เล็กให้กลายเป็เื่ใหญ่ได้
แต่ต่อหน้าหลัวจิ้งหยวน สิ่งเ่าั้ไม่เพียงพอ ปัญญาทำให้เขามองเห็นทางรอด
แต่พลังเท่านั้นที่จะทำให้ผู้อื่นมิกล้าปิดทางรอดของเขา
หลิวหยางก้าวเข้าไปนั่งกลางวงอักขระอย่างเงียบงัน
เส้นค่ายกลใต้ร่างค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละเส้น ราวเถาวัลย์ปราณเลื้อยพันรอบกายเขา
หลัวจิ้งหยวนมองภาพนั้นด้วยแววตาพึงพอใจ
“อย่ากลัว ข้าอยู่ตรงนี้ ย่อมไม่ปล่อยให้เ้าตายง่าย ๆ”
หลิวหยางหลุบตาลง
“ศิษย์ทราบ”
อักขระสีม่วงดำพลันลุกวาบขึ้น
แรงสะท้อนจากเม็ดยาไหลเข้าสู่ร่างหลิวหยางดุจเข็มพิษนับพันทะลวงผ่านชีพจร ความเ็ปแล่นจากปลายนิ้วสู่กระดูกสันหลัง แล้วพุ่งขึ้นสู่หว่างคิ้วราวเปลวพิษที่ลามถึงดวงจิต
เหงื่อซึมตามไรผม
มือทั้งสองวางนิ่งบนเข่า
ไม่มีเสียงร้อง
ไม่มีคำอ้อนวอน
หลัวจิ้งหยวนยืนมองอยู่นอกค่ายกล รอยยิ้มยังคงอ่อนโยน
“ดี อดทนไว้เช่นนี้ จึงคู่ควรกับโอสถบำรุงที่ข้าเลี้ยงเ้ามาตลอดหลายปี”
คำพูดนั้นลอยผ่านหูหลิวหยาง
เขามิได้โต้ตอบ
ท่ามกลางความเ็ป เขากลับเริ่มสังเกต กระแสโอสถไหลเข้าสู่ชีพจรซ้ายก่อน แล้ววกกลับสู่ทรวงอก อักขระตัวที่สามทางทิศใต้เป็จุดนำปราณเข้าสู่ร่าง
อักขระตัวที่เจ็ดทางทิศตะวันตกเป็จุดระบายไอพิษออกสู่เตาหลอม
แต่ระหว่างสองจุดนั้น มีรอยต่อเล็ก ๆ ที่หลัวจิ้งหยวนใช้ดึงปราณส่วนบริสุทธิ์กลับคืนไปหล่อเลี้ยงโอสถ กล่าวให้ถูกคือ เขามิได้เพียงให้หลิวหยางรับแรงสะท้อนจากเม็ดยา เขาใช้ร่างหลิวหยางกรองพิษ แล้วดึงส่วนสะอาดกลับไปเป็ของตนเอง
หลิวหยาง ผู้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อรับไอพิษโอสถและแรงสะท้อนจากเตาหลอมยาแทนเหล่าศิษย์โอสถคนอื่น ก็ค่อย ๆ ไล่สายตาตามอักขระบนพื้นห้องทีละเส้น จดจำไว้โดยไม่เผยสีหน้า
เส้นนำปราณ
เส้นระบายพิษ
เส้นดึงแก่นโอสถ
จุดเชื่อมทิศใต้
รอยต่อทิศตะวันตก
และอักขระตัวเล็กใกล้ขอบวงค่ายกล
ซึ่งหลัวจิ้งหยวนมองข้ามไป เพราะคิดว่าภาชนะตรงหน้าไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่ตนวางไว้
หลิวหยางหลับตาลงช้า ๆ ในร่างกาย มีบางสิ่งนิ่งงันมานานราวเหวต้องห้ามใต้ฟ้าดิน แรงสะท้อนจากเม็ดยาไหลลงไปถึงจุดนั้น แทนที่จะฉีกทำลายชีพจร กลับถูกบางสิ่งดึงเข้าไป เงาทมิฬบางเบาปรากฏขึ้นในทะเลปราณอันยังไม่สมบูรณ์ของหลิวหยาง
เล็กมาก ราวเส้นไหมสีดำเส้นหนึ่ง
แต่ทันทีที่ปรากฏ กระแสโอสถแปรปรวนซึ่งควรทำลายร่างเขากลับชะงักลงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนถูกกลืนเข้าไปอย่างเชื่องช้า ค่ายกลยังคงหมุนวน
หลัวจิ้งหยวนยังคงยิ้มอยู่นอกวงอักขระ
นอกเรือน หิมะยังคงตกเหนือเขาชิงหลวน ยอดเขาชั้นในยังคงสว่างด้วยโคมิญญา ตำหนักโอสถหลิงเหยายังคงส่งกลิ่นขมหวานของสมุนไพร กระเรียนขาวหลับตาใต้ชายคา และศิษย์ฝ่ายนอกยังคงไม่รู้ว่า ภายในหอหลอมโอสถข้างเชิงเขา ปราณทมิฬสายแรกในกายหลิวหยางได้ตื่นขึ้นแล้ว
กระแสนั้นยังอ่อนจางนัก มิใช่พลังอันยิ่งใหญ่ มิใช่เคล็ดวิชาต้องห้าม และมิใช่อาวุธวิเศษที่ะเืฟ้าดิน หากเป็เพียงเงาปราณบางเบาสายหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นในร่างของเด็กไร้ชะตา
ทว่าในคืนอันสงัดนั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า เงาปราณสายเล็กนี้จะกลายเป็รอยร้าวแรกที่์มิอาจเมินเฉย และในจังหวะที่หลัวจิ้งหยวนหันกลับไปยังเตาหลอมโอสถ อักขระตัวเล็กใกล้ขอบวงค่ายกลก็พลันไหวเบา ๆ
เพียงครั้งเดียว
เบาจนผู้วางค่ายกลไม่ทันสังเกต
เปลือกตาของหลิวหยางยังคงปิดสนิท ทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่อักขระตรงขอบค่ายกลสั่นไหว กระแสปราณใต้พื้นห้องกลับเปลี่ยนทิศไปเพียงเล็กน้อย
จนแม้แต่หลัวจิ้งหยวน ก็ยังไม่ทันสังเกต
แต่ร่างของหลิวหยางกลับจดจำจังหวะนั้นไว้แล้ว สิ่งที่เคยกักเขาไว้มาเนิ่นนาน คืนนี้เริ่มมีรอยให้ััได้เป็ครั้งแรก
──────────────────────────