เช้าวันรุ่งขึ้นต้องวิ่งไปโก่งคออาเจียนั้แ่ก่อนไนล์ตื่น และเพียงไม่นานเ้าของร่างสูงก็ตามเข้าไปดูแลถึงห้องน้ำ แม้ฉันพยายามกันเขาออกไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเห็นภาพไม่น่าดูแต่เช้าตรู่ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็อาสาช่วยลูบหลัง หาน้ำดื่มให้บ้วนปาก แล้วประคองกลับมานั่งลงบนเตียงนอนเพื่อให้ฉันนอนพักแล้วหลับพักผ่อนเอาแรกอีกพักใหญ่
ไนล์ลางาน่เช้าเพื่อพาไปพบแพทย์เฉพาะทางด้วยอาการบ่งชี้ที่เราทั้งคู่พอจะวินิจฉัยเองได้อย่างถูกต้อง
ใบหน้าของฉันซีดเผือดตอนนั่งรอคิวเข้าห้องตรวจของแพทย์ทางด้านสูตินรีเวช เขาเอื้อมมือมาบีบมือไว้เมื่อเห็นอาการเกร็งจนจิกเล็บกับฝ่ามือ
“ฉันกลัว” ฉันสารภาพ เกร็งปลายเท้าเข้าหากัน คู้หลังลงเล็กน้อย
“ฉันก็เหมือนกัน” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งแสดงว่าตัวเองไม่หวั่นใจต่อการรับมือในวันข้างหน้าหากว่าฉันตั้งท้องจริงตามการคาดเดา
เราไม่ได้วางแผนเื่นี้มาก่อน ไม่ได้คาดคิดหรือแม้แต่จะเตรียมตัวตั้งรับ เพราะมันเป็เพียงการรู้จักกันอย่างผิวเผินในต่างแดน ผนวกรวมความพลั้งเผลอ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายดูเหมือนว่ามันกำลังจะย้อนกลับมาให้เราทั้งคู่รับต้องมือต่อจากนี้
“ตรงนี้คือหัวใจนะครับ” คุณหมอบอกด้วยน้ำเสียงของคนใจเย็น ขณะชี้จอภาพด้วยปลายปากกา เสียงจังหวะเต้นของหัวใจหัวเล็กกระทบโสตประสาท
ไนล์มองจอนิ่งนาน ใบหน้าแสดงความตื่นเต้นจนปิดไม่มิดเพราะภาพที่เห็น ก้อนเล็กๆ คล้ายเมล็ดถั่วกำลังขยับเคลื่อนไหวตรงกึ่งกลางวงล้อมสีขาวของถุงน้ำคร่ำ
ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสายใบหน้าของไนล์ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ต่างหากที่ฉันคาดไว้ว่าเขาควรแสดงอาการเคร่งเครียดกับปัญหาใหญ่ที่เรากำลังจะต้องเผชิญ ทว่ามันกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
หัวใจเราต่างเต้นไม่เป็ส่ำตอนฟังคำยืนยันจากนายแพทย์ผู้วินิจฉัย…
ฉันกำลังตั้งครรภ์ 5 สัปดาห์ กับอีก 3 วัน!
เด็กคนนี้เป็ลูกของเขาแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัยหรือใช้การแพทย์พิสูจน์ เพราะอายุของทารกตรงกับ่เวลาที่เราใช้ด้วยกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ
...
เรากลับมานั่งข้างกันในรถของเขา ฉันถือรูปอัลตราซาวด์ไว้ในมือ เหลือบมองไนล์นิดจากตรงหางตา เขาเอนหลังชิดเบาะนั่งรถยนต์ด้วยสีหน้าอ่านยาก
ฉันเม้มริมฝีปาก กลั้นหายใจแล้วเอ่ยประโยคที่ผ่านการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดกับตัวเอง
“เด็กคนนี้…” ฉันค่อยๆ เปรย “ฉันจะเก็บแกไว้” ใบหน้าของไนล์คล้ายมีแววของความโล่งใจอย่างท่วมท้น ทว่าประโยคถัดมาทำให้เขาขมวดคิ้วมุ่นไม่ค่อยพอใจนัก “แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันจะไม่เรียกร้องอะไรจากคุณเลย นอกจากที่พักแค่ชั่วคราวเท่านั้น”
“หมายความว่ายังไง”
“ฉันจะเลี้ยงดูแกเองค่ะ” ฉันวางมือบนท้องอันแบนราบขณะเอ่ยบอกกับพ่อของทารกตัวเล็กจิ๋วซึ่งกำลังเติบโตอยู่ภายใน
“ทำไมเธอถึงคิดว่าฉันจะยอมให้เธอรับผิดชอบเด็กคนนี้เดียวด้วยล่ะ” ไนล์ตั้งคำถาม
“เพราะฉันไม่้าความรับผิดชอบของคุณไงคะ”
“เราก็ต้องรับผิดชอบเื่นี้ด้วยกัน” เขายืนยันเสียงหนักแน่น
“ฉันจะไม่กีดกันถึงขั้นไม่ให้คุณไม่ได้ทำหน้าที่พ่อหรอกนะคะ แต่เด็กคนนี้ต้องอยู่กับฉัน”
คนฟังพ่นลมหายใจ แล้วเอ่ยเสียงเครียด
“ฉันคงยอมให้เธอทำพรากลูกพรากพ่อไม่ได้หรอกหลิน”
“แล้วคุณจะทำยังไงกับแฟนของคุณ”
“นั่นมันปัญหาของฉัน อย่าเพิ่งพูดถึงคนอื่นได้ไหม” เขาขอร้องด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อไนล์เป็ฝ่ายตระหนักได้ว่าหากจะตกลงตอนนี้เรามีแต่จะหัวเสียใส่กันจึงยุติบทสนทนา เคลื่อนรถออกสู่ถนน บรรยากาศรอบตัวเราอึมครึมครู่หนึ่ง
เขาอยากได้เด็กคนนี้ แต่เราไม่มีทางไปด้วยกันได้ ดังนั้นหมายความว่าเด็กจะต้องอยู่กับเราคนใดคนหนึ่งเพื่อจะทำหน้าที่พ่อหรือแม่อย่างเต็มที่ ซึ่งฉันจึงสรุปกับตัวเองแล้วว่าจะทำหน้าแม่เพื่อดูแลแกอย่างเต็มความสามารถโดยที่ไนล์จะทำหน้าที่พ่อหรือไม่ก็ตามแต่ความสะดวกใจของเขา
เราต่างเงียบครู่ใหญ่ราวกับจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ซึ่งเื่ที่ต่างคิดวกวนก็ไม่พ้นเ้าก้อนเนื้อเล็กๆ ที่จะลืมตาดูโลกในอีก 7 เดือนกับ 2 สัปดาห์ข้างหน้า
“ฉันต้องไปเจอครอบครัวของเธอ” ไนล์เอ่ยทำลายความเงียบ จากเื่ที่เขาตัดสินใจด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาเธอก่อนเลยสักคำ
“ไม่ได้นะ!!” ฉันค้านหัวชนฝาอย่างทันควัน ห่วงใยสวัสดิภาพพ่อของลูก หากเขาต้องไปเจอทั้งป๊า เฮียชิน เฮียเชนพร้อมๆ กันในสถานการณ์มาคุเช่นนี้ เพราะมันรังแต่จะสร้างเื่น่าปวดหัวมากกว่าจะเป็ผลดี
“ทำไมล่ะ” เขามองแว๊บหนึ่งด้วยแววตาแสดงอาการงุนงง
“คุณอาจไม่ได้กลับมาอย่างปลอดภัยน่ะสิ”
“นี่เธอหมายถึงฉันอาจโดนพ่อ รึใครสักคนในครอบครัวฆ่ารึไง” เขาทำเหมือนเป็เื่น่าขบขัน
“ไม่ตลกนะ เพราะมันอาจเป็อย่างที่คุณพูดจริงๆ ก็ได้”
“ต่อให้มันเลวร้ายขนาดไหนฉันก็ต้องไป” ท่าทางของไลน์ปราศจากความหวั่นวิตกโดยสิ้นเชิง ขณะที่ฉันนึกภาพตอนที่เขาเจอหน้าครอบครัว โดยมีป๊า เฮียชิน เฮียเชน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็ผุดซึมตรงไรผมด้วยความหวั่นเกรงอย่างห้ามไม่อยู่
“รอให้ป๊าใจเย็นลงกว่านี้ก่อนดีกว่านะคะ อีกอย่างตอนนี้ยังฉันไม่กล้ากลับไปเผชิญหน้าพวกเขาด้วย เมื่อพร้อมฉันจะพาคุณไปพบพวกเขา” ฉันแสดงการอ้อนวอนทั้งทางสีหน้ารวมถึงน้ำเสียง ข่มอารมณ์ให้สงบเย็นลงกว่าเมื่อครู่
ไนล์พยักหน้ารับรู้ ดูเข้าอกเข้าใจสถานการณ์เป็อย่างดี
เมื่อได้ข้อสรุปเราจึงปล่อยให้เพลงคั่นระหว่างความเงียบ อยู่กับความคิดหลากหลายของตัวเอง และฉันเผลอคิดว่าวันนี้คงสิ้นสุดเพียงเขาไปส่งที่คอนโดฯ แล้วแยกไปทำงาน่บ่าย หากแต่คาดผิดอีกครั้ง
“คุณแวะที่นี่ทำไมคะ” ฉันถามเมื่อขาเลี้ยวรถที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายทางเดียวกับที่มุ่งสู่คอนโดมิเนียมหรูของเขา
“ลงมาเถอะ” ไนล์เอ่ยพลางปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองทั้งมีน้ำใจช่วยปลดให้ฉันแล้วเป็ฝ่ายเดินลงจากรถอ้อมมาเปิดประตูให้ ก่อนจะพาเดินไปยังโซนเสื้อผ้าผู้หญิงช่วยหยิบจับเลือกชุดลำลองกับชุดนอน
“ฉันจ่ายเองได้ค่ะ” ฉันรีบปฏิเสธตอนเขายื่นบัตรเครดิตระดับแพลตินั่มของตัวเองให้พนักงาน แต่เขาเร็วกว่าส่งมันถึงมือแคชเชียร์สาวแล้วหันมาหายั้งมือฉันไว้เมื่อทำท่าจะยื่นเงินเพื่อจ่ายค่าข้าวของมากมายเ่าั้ “ฉันแค่พอที่พักชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่้าให้คุณเลี้ยงดูฉันหรอกนะ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก” มือเรียวสวยสอดใต้สายคล้องถุงกระดาษแล้วดำเนินน้ำลิ่วไปยังโซนเครื่องสำอาง “ต้องใช้หรือเปล่า” เขารู้ว่าฉันไม่มีอะไรติดตัวออกมาเลยสักอย่าง แม้กระทั่งเดรสที่สวมตอนนี้ก็เป็ชุดที่เราแวะซื้อแบบรีบๆ ก่อนถึงโรงพยาบาลแทนเสื้อยืดกับกางเกงยีนขาสั้นที่สวมออกจากบ้านั้แ่เมื่อวาน
ฉันเลือกเครื่องสำอาง เจลบำรุงผิวหลายอย่างครั้นจะจ่ายเงินเขาก็ชิงจ่ายตัดหน้าดื้อๆ อีกหน
“บอกแล้วไงคะว่าฉันจะจ่ายเอง”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องคิดมาก”
“ฉันไม่ได้คิดมากนะแค่ไม่อยากเอาเปรียบคุณ” ฉันโต้กลับแต่เขาไม่เอ่ยอะไรสักคำเดียวนอกจากคว้าถุงบรรจุเครื่องสำอางไปถือไว้รวมกับถุงบรรจุเสื้อผ้านับสิบใบซึ่งมันเป็ของของฉันที่จ่ายมันมาด้วยเงินของเขาทั้งหมด!
“ไม่เป็ไร ฉันยินดี”
ทำไมเขาถึงหัวดื้อนักนะ!
“ไม่เกินสัปดาห์หน้า ฉันจะย้ายไปอยู่ที่อื่นนะคะ”
“อยู่กับฉันนี่แหละ” ฉันหยุดเดินซะดื้อๆ แล้วหันขวับไปจ้องหน้าเขา
“ทำไมคุณชอบทำเป็ลืมอยู่เรื่อย คุณมีแฟนแล้วนะคะ ส่วนฉันไม่ได้เป็อะไรกับคุณเลย เราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันมีที่ไปแน่ๆ คุณไม่ต้องเสียสละขนาดนั้นก็ได้” ฉันช่วยเตือนความจำให้
“แต่เธอกำลังจะเป็แม่ของลูกฉันนะ” สีหน้าของเขาดูเหนื่อยใจพอกัน
“แล้วยังไงคะ มีลูกด้วยกันแต่เราไม่จำเป็ต้องอยู่ด้วยกันเลย ฉันเป็คนที่เข้ามาคั่นกลางระหว่างพวกคุณ จะให้ฉันทนบากหน้าอยู่กับคุณฟังคำครหาจากแฟนของคุณอย่างนั้นเหรอ ฉันทำไม่ได้หรอก อีกอย่างฉันเข้าใจหัวอกของผู้หญิงด้วยกันดีฉันไม่อยากทำบาปมากเกินกว่านี้แล้ว”
“เธอจะคุณธรรมนำใจอะไรขนาดนั้น เธอคิดว่าฉันควรเลือกแฟนแล้วทอดทิ้งผู้หญิงที่กำลังอุ้มท้องลูกของตัวเองงั้นเหรอ”
เขาพูดถูก แต่ฉันยอมรับมันไม่ได้
“แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ” ฉันเริ่มหงุดหงิด ก่อนหน้านี้ฉันมั่นใจว่าตัวเองเป็คนใจเย็นคนหนึ่ง แต่ฮอร์โมนของคนตั้งท้องทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ง่ายแม้กระทั่งยังรู้สึกรำคาญตัวเองเสียด้วยซ้ำ แล้วก็หมดความอดทนกับความดื้อดึงของอีกฝ่ายง่ายมากผิดวิสัยปกติอย่างมาก