ในท่ามกลางแสงสีเหลืองทองของยามเช้าแห่งเดือนพฤษภาคมความร้อนอบอ้าวได้เริ่มขึ้นและอุณหภูมิของอากาศในฟลอริด้า คีย์ จะต้องขึ้นไปถึงร้อยด้วยความแรงร้อนของแสงอาทิตย์ก่อนที่วันจะสิ้นสุดลง
ขณะเดียวกันความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์เรือที่แล่นมาตามท้องน้ำที่เงียบสงบเสียงนั้นทำให้นกกระทุงตัวหนึ่งโผบินขึ้นจากรวงรังที่อยู่ในระหว่างต้นโกงกางด้วยความใปีกกว้างใหญ่ของมันกระพืออย่างรวดเร็ว ทันใด อีกสองตัวก็โผบินตามออกมา
ในยามเช้าที่เงียบสงัดนั้นไม่มีแม้แต่สายลมอ่อน แต่ความเร็วของเรือที่แหวกไปในท้องน้ำ ฝ่าไปในท่ามกลางอากาศก็ยังก่อให้เกิดแรงลมที่พัดพาควันบุหรี่ที่สเลเตอร์ แม็คไบรท์ ถืออยู่ในมือแว่นกันแดดสีดำปิดบังส่วนเสี้ยวของใบหน้าเพื่อป้องกันแสงแดดอันแรงร้อนที่สะท้อนอยู่กับพื้นน้ำ
ไม่เพียงเท่านั้นมันยังช่วยอำพรางดวงตาคู่สีเทาเข้ม ซึ่งบางครั้งยามที่มีอารมณ์ขันมันจะเปลี่ยนเป็ประกายสีเงิน แต่บางครามันก็จะขุ่นมัวลงด้วยแววขุ่นเคืองแต่ขณะนี้สายตาคู่นั้นกำลังกวาดมองไปทั่วพื้นน้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
ในท่าที่แหงนหน้าขึ้นสู้แรงลมเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาได้สัดส่วนสมชายนับแต่หน้าผากลาดลงมาจนถึงจมูกที่โด่งเป็สันกับคางที่เชิดขึ้นเล็กน้อย
การใช้ชีวิตอยู่ในแถบถิ่นที่ค่อนข้างร้อนทำให้ผิวพรรณเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลคล้ำราวสีสักทอง ริ้วรอยยับย่นปรากฏอยู่ตรงหางตาแต่กระนั้น แสงแดดก็ยังทำให้สีสันของเรือนผมสีน้ำเข้มอ่อนจางลงมันจึงแซมซ้อนอยู่ด้วยสีที่อ่อนกว่าสายลมที่พัดผ่านอยู่ตลอดเวลาทำให้เรือนผมยุ่งเหยิง บางปอยปรกลงบนหน้าผากแต่ก็ดูจะยิ่งเพิ่มเสน่ห์แห่งความเป็ชายชาตรีให้กับเขามากขึ้น
เรือยนต์ลำนั้นแล่นผ่านเกาะเล็กๆเกาะหนึ่งในฟลอริด้า คีย์ตรงแนวฝั่งคือป่าโกงกางที่รากของมันราวจะเหยียดยื่นออกมาเพื่อเขย่งให้พ้นพื้นน้ำแต่ด้วยความเร็วของเครื่องยนต์ ทำให้เรือผ่านเกาะนั้นไปชั่วพริบตา
เมื่อทอดสายตามองตรงไปข้างหน้าสเลเตอร์แม็คไบรด์ก็มองเห็นนกกระสาสามตัวที่กำลังหากินอยู่ใกล้แนวป่าชายเลนอันเป็บริเวณน้ำตื้นชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบถิ่นนี้จะรู้ว่า ที่ใดมีนกกระสาที่นั่นมักเป็บริเวณน้ำตื้นเกินกว่าที่เรือจะแล่นเข้าไปได้ท้องเรือประมงที่คว่ำจมโคลนและตากอยู่ในแดดลม ผุพังไปตามกาลเวลาคือสิ่งที่บ่งบอกถึงความประมาทของเ้าของเรือที่ไม่สนใจกับการหากินของนกกระสาจึงก่อให้เกิดเื่เศร้าขึ้น
แม้ว่าสเลเตอร์จะตระหนักชัดถึงสัญญาณอันมีความหมายจากนกเหล่านี้ดีแต่เขาก็ไม่จำเป็จะต้องบอกให้นายท้ายรู้ เพราะจีเตอร์ โจนส์ เป็ ผู้มีความชำนาญมากยิ่งกว่านั้นก็ยังเป็ “เพื่อนเก่า” ของครอบครัวอีกด้วย
อาชีพของจีเตอร์ โจนส์คืการพานักทัศนาจรมาส่องปลาอยู่ในน่านน้ำแห่งนี้ ซึ่งก็ทำมานานกว่าสามสิบปีแล้วยิ่งกว่านั้น ในท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่กึกก้องมันย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะชวนสนทนาอยู่แล้ว
ครู่ต่อมาเรือลำนั้นก็เริ่มเลี้ยวอ้อมไปทางด้านขวา มุ่งตรงไปยังร่องน้ำที่จีเตอร์โจนส์รู้จักดี ท้องน้ำในบริเวณนี้ใสสะอาดปานแก้วผลึก สามารถมองเห็นก้นทะเลได้ราวกับอยู่ห่างลงไปเพียงไม่กี่ฟุต จีเตอร์ โจนส์ เร่งเครื่องขึ้นเรือแหวนไปบนพื้นน้ำด้วยความเร็ว และสเลเตอร์ก็เอนหลังอย่างสบายอารมณ์พอใจกับความเร็วของเรือและละอองฝอยของสายน้ำที่กระเซ็นขึ้นจนชุ่มไปทั้งใบหน้า
เป็เวลากว่าร้อยปีมาแล้วที่มีตระกูล”แม็คไบรด์” เข้ามาอาศัยทำมาหากินอยู่ในบริเวณ”คีย์”ด้วยอาชีพทั้งที่ดีมีชื่อเสียงและที่เป็ความลับ ซึ่งก็มีทั้งทหารผ่านศึกชาวประมงและนักขนเหล้าเถื่อน บางคนเป็หุ้นส่วนอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตซิการ์ซึ่งเป็อุตสาหกรรมที่สร้างชื่อเสียงให้ฟลอริด้าไม่น้อย
ความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นั้นดูจะมีอยู่ในสายเืของแม็คไบรด์ทุกคน จนเป็ที่กล่าวขวัญกันทั่วไปว่าเพียงแม็คไบรด์พลิกฝ่ามือก็สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับงานทุกชิ้นที่พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยน่าเสียดายที่เขาไม่สามารถทำอย่างเช่นบรรพบุรุษได้
ครั้งหนึ่งได้เคยมีการกล่าวขวัญถึงสเลเตอร์แม็คไบรด์อยู่เหมือนกันแต่มันก็เป็เวลาเมื่อสิบปีมาแล้วและบัดนี้ทุกสิ่งก็ได้เปลี่ยนไปจนหมดสิ้นแล้วด้วย
เวลานี้เขาได้ชื่อว่าเป็เศรษฐีคนหนึ่งมีธุรกิจที่ดินอยู่ในคีย์ เวสท์ มีรีสอร์ตให้นักทัศนาจรพักอยู่สองแห่งมีเรือประมงจำนวนหนึ่งให้คนเช่าหาปลา
แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เื่ผู้หญิงคนที่เขารักและต้องสูญเสียเธอไป..เมื่อเธอเลือกที่จะแต่งงานกับเศรษฐีชาวเท๊กซัสมากกว่าจะไยดีเขาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ฝากรอยแผลอันล้ำลึกไว้ในหัวใจมันเป็ความเจ็บช้ำอย่างยากจะลืมเลือน
เมื่อเรือแล่นเข้าใกล้เวิ้งอ่าวเครื่องยนต์ก็ลดความเร็วลงจนเกือบจะปล่อยให้เรือลอยไปตามกระน้ำที่พัดพาลมที่โบยโบกอยู่สงัดลงท้องน้ำราบเรียบราวแผ่นกระจกสะท้อนอยู่ในแสงอาทิตย์เป็สีเดียวกับแผ่นฟ้า
“ตรงนี้ละเหมาะที่สุด”
จีเตอร์โจนส์ ดับเครื่องยนต์ลง ในตอน่ปลายเดือนพฤษภาคมเช่นนี้ เป็ฤดูที่ปลาทาพันซึ่งชุกชุมมากจะเคลื่อนย้ายกันมาเป็ฝูงใหญ่เกมการล่าปลาชนิดนี้เป็สิ่งดึงดูดใจอย่างยิ่งและทำให้สเลเตอร์ยอมทิ้งงานทุกอย่างเพื่อมาหาความสำราญตามแบบที่ตนชอบ ถือเป็การพักผ่อนไปในตัว
“คิดว่ายังอยากจับปลาอยู่หรือเปล่าล่ะ?”
“หาให้สักตัวสิ เราจะได้รู้กัน”
สเลเตอร์ตอบด้วยน้ำเสียงยั่วเย้าเพราะจีเตอร์ โจนส์ รู้ความสามารถในเื่นี้ของเขาดี
“บ่ายวานนี้พ่อเฒ่าพ็อพเคนเนดี้ไปที่อู่ต่อเรือ..เอ๊ะ..ผมเล่าเื่นี้ให้คุณฟังหรือยัง..?”
จีเตอร์ทอดสมอเรือลงในอ่าวอย่างชำนาญแทบไม่ก่อให้เกิดเสียงขึ้นเลย
“ยัง”
สเลเตอร์ไม่เคร่งเครียดอะไรเมื่อได้ยินชื่อเคเนดี้อีกต่อไปแม้ในใจจะยังต่อต้านทำให้รู้สึกแปลบปลาบขึ้นในใจแวบหนึ่ง
คนที่เป็ไกด์เหลือบมองหน้าหนุ่มใหญ่วัยสามสิบห้าที่เขารู้จักมาั้แ่ครั้งยังเด็กอย่างพิจารณารู้สึกตัวว่าจะต้องใช้คำพูดอย่างระมัดระวังมากกว่านี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ไม่แคร์ต่อชีวิตอีกต่อไปแต่เป็นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างมากคนหนึ่ง
คนที่รู้เื่ความหลังอาจคิดว่าสเลเตอร์ลืมเลือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเมื่อสิบเอ็ดปีที่ผ่านไปแล้วแต่จีเตอร์ไม่อาจแน่ใจในเื่นี้เลย เขาเล่นโป๊กเกอร์กับชายหนุ่มผู้นี้มาหลายปีเกินกว่าจะเชื่อว่า ใบหน้าที่ราบเรียบราวไร้ความรู้สึกนี้จะไม่อำพรางอะไรไว้
ถ้าความเชื่อนั้นถูกต้องสเลเตอร์ก็ควรจะรู้ข่าวดังกล่าวไว้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเผชิญหน้า..แต่ถ้าผิด..ข่าวที่เขากำลังจะเล่านี้ก็เปรียบเสมือนหยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนหลังเป็ดย่อมไม่มีความหมายอะไรเลย
“พ่อเฒ่าพ็อพลงไปคุยโวโอ้อวดอยู่ที่นั่นเห็นเขาบอกว่าดอว์นกำลังจะกลับมาอยู่บ้านนี่ เขาก็เลยจะพาหลานชายไปเที่ยวดูอะไรต่อมิอะไรแล้วก็แนะนำให้รู้จักกับพวกเพื่อนๆด้วย”
จากปลายหางตาจีเตอร์ โจนส์ทันสังเกตเห็นสเลเตอร์ตวัดสายตาคมปลาบมองมาทางเขาแวบหนึ่งแต่สีหน้าไม่ได้บอกความรู้สึกอะไรเลย
“ผมว่าพ็อพคงภาคภูมิใจในตัวลูกสาวมากละมัง”
สเลเตอร์ออกความเห็นกลางๆยังไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาเมื่อได้ยินข่าวนั้น
แต่ในใจเขากำลังนึกด่าตัวเองที่จิตใจช่างโหดร้ายนักมันไม่ยอมให้เขาลืมความหลังได้เลย ถ้าเพียงแต่เขาจะหลับตาลงเขาจะต้องรำลึกนึกถึงกลิ่นหอมของดอกพุดซ้อนที่อบอวลอยู่บนเรือนผมสีแดงแกมทองความรู้สึกเจ็บใจขึ้นมาอัดอั้นอยู่ในลำคอ
ดอว์นบอกว่าเธอรักเขาแต่เธอก็เลือกแต่งงานกับเงินตอนนั้นเขายังเป็คนหนุ่มที่ไม่มีอนาคตและสิ่งที่เธอ้า มันก็มากกว่าความรักเมื่อมาถึงเวลานี้เขาไม่ได้ประณามเธออย่างตอนนั้นแล้วแต่มันก็ไม่ช่วยให้เขาคลายความเจ็บใจกับการตัดสินใจของเธออยู่ดี
“คุณคงรู้แล้วสินะว่าสามีดอว์นตายได้สักเดือนแล้ว”
จีเตอร์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก็ได้ยินข่าวอยู่เหมือนกัน”
สายตาของเขาจับอยู่กับพื้นน้ำราวกับรอเวลาที่ปลาทาพันจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็นแต่เขากลับเหมือนไม่เห็นอะไรเลย
“เธอกลับมาครั้งนี้ในฐานะเศรษฐินีม่ายจะมาด้วยเรือยอร์ทช์หรือเครื่องบินเจ็ท”
หางเสียงนั้นเยาะหยันแม้เขาจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้อย่างดีแล้วก็ตาม
“ไม่เห็นพ็อพพูดอะไรถึงเื่นั้นนี่”
จีเตอร์ตอบไปตามความจริงเมื่อเอ่ยถึงพ่อของดอว์น
“ผมมีความรู้สึกตลอดเวลาเลยนะว่าสามีของดอว์นไม่ชอบให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางครอบครัวเท่าไหร่นักคล้ายกับพ่อแม่ของดอว์นไม่ใช่คนชั้นเดียวกันกับเขาอย่างนั้นละทั้งที่ตัวเองก็แต่งงานกับลูกสาวเขา..แต่หลังจากแต่งงานแล้วก็ไม่เคยพามาเยี่ยมบ้านเลย”
จะอย่างไรก็ตามสเลเตอร์ออกจะดีใจไม่น้อยที่เมื่อดอว์นจากไปแล้ว เธอก็ไม่ได้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเขาเคยบังเกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง เมื่อคิดเลยเถิดไปถึงว่าเธอนอนอยู่ในอ้อมแขนของซิมป์สัน ลอร์ด ทั้งที่เคยอยู่ในอ้อมแขนเขามาก่อน
ความเจ็บร้าวยังคงอยู่ทุกครั้งที่นึกถึงคืนสุดท้ายที่เขากับเธอนอนร่วมเตียงเดียวกัน ฝากฝังความรักความใคร่ให้แก่กันจนรุ่งสางครั้งกระนั้นเขามั่นใจอย่างเหลือเกินว่า เมื่อดอว์นรักเขามากมายถึงเพียงนั้นเธอจะไม่ยอมจากเขาไปง่ายๆแน่
แต่กระนั้นเธอก็ยังลุกขึ้นแต่งตัวและสวมสอดแหวนเพชรลงในนิ้วนางข้างซ้ายเป็การยืนยันถึงความตั้งใจว่าเธอเลือกที่จะแต่งงานกับมหาเศรษฐีชาวเท๊กซัสผู้นั้นทั้งที่เธอไม่ได้รักเขาเลย