bloodbath หนี้เลือดตระกูลซือ

    บทที่10 ฮาจุน

    ตึก ตึก ตึก ตึก... เสียงฝีเท้าย้ำไปกับพื้นจนเกิดเป็นร่องรอยของฝ่าเท้าขนาดใหญ่ แสดงถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทว่าน่าแปลกนักที่เสียงของการต่อสู้ไม่สามารถปลุกผู้ใดให้ตื่นขึ้นได้ประหนึ่งทุกคนในกองโจรหุบเขา ต้องมนต์นิทราไม่รู้ตื่น
    หนิงเทียนที่ถูกตรึงเงาจนไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้ และต้องเผชิญหน้าเข้ากับชายฉกรรจ์ที่ต้องมนต์ปีศาจจนมีพละกำลังที่เหนือมนุษย์
    ทุกสายตามองการต่อสู้ด้วยความหวาดกลัว กุนซือคนหนึ่งจะไปมีปัญญาต่อต้านวิชาด้านมืดได้อย่างไร อย่าว่าแต่ตัวของกุนซือเพียงคนเดียวเลย กองโจรหุบเขาทั้งหมดจะมีความสามารถที่จะต่อกรกับผู้ใช้คุณไสยตรงหน้าได้อย่างไรกัน??
    ทว่าผู้ที่เงียบสงบไม่หวั่นเกรงใดๆคงจะมีเพียงแค่หนิงเทียนเท่านั้น มันพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบา “ช่วยไม่ได้แฮะ เหลือเก้านัดแล้วงั้นสิ แย่จริงๆเป็นเพราะสุรานมม้าแท้ๆเลยทำให้ต้องใช้มัน” สิ้นเสียงพึมพำ หนิงเทียนใช้พลังวัตรที่มีขัดขืนวิชาตรึงเงาของอีกฝ่ายได้ในเสี้ยวลมหายใจ จากนั้นมันสะบัดมือคว้าปืนไฟในตัวและยิงออกไปด้วยสีหน้าเฉยชา
    ประกายแสงสว่างวูบเกิดขึ้นที่ปากกระบอก พร้อมด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาท ประหนึ่งเสียงลั่นของสายวิชชุที่ผ่าลงมายังพื้นที่ตรงหน้า
    เปรี้ยงงง!!!!!
    กระสุนลมปราณข้ามผ่านร่างของชายฉกรรจ์โดยไม่ทำร้ายอีกฝ่าย ประกายแสงพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของหญิงสาวด้วยความเร็ว อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะตอบโต้ได้เพียงปลายนิ้ว ประกายแสงพุ่งผ่านใบหน้าของหญิงสาวไปและเกิดแรงระเบิดขนาดใหญ่ขึ้นมา
    ตูมมมมมมมมมมมมม!!!! ผืนป่ากั้นแนวทะเลทรายถูกทำลายราบเป็นหน้ากอง ทะเลทรายเบื้องหน้าถูกทำลายจนกลายเป็นหลุมลึก พลังทำลายของอาวุธที่ทรงพลังเหนือไปกว่าอำนาจใดๆบนโลกใบนี้
    ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความตกใจ วิชาที่ครอบงำชายฉกรรจ์และตรึงเงาของหนิงเทียนเอาไว้ ถูกอาการตะลึงงันทำลายจนคลายลง
    นางจ้องมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา การที่นางรอดชีวิตมาได้ไม่ใช่เพราะความผิดพลาด แต่เป็นเพราะความตั้งใจของบุรุษผู้นี้
    การที่หนิงเทียนมิได้ทำการสังหารในพริบตา หาได้เป็นเพราะความสงสารหรือความเมตตา แต่เพื่อต้องการคลายความสงสัยที่เกิดขึ้นในหัว “เจ้าเองไม่ใช่คนจากโลกใบนี้งั้นสินะ??”
    จากใบหน้าตกตะลึงของหญิงสาว แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม แววตาที่เบิกกว้างจับจ้องไปที่หนิงเทียนราวกับได้พบเจอสิ่งของที่ตามหา “ไม่ผิดจริงๆ กลิ่นอายของเจ้าก็ไม่ใช่คนของโลกใบนี้เช่นกัน เจ้าคือคนที่ข้ากำลังตามหา”
    คำตอบของอีกฝ่ายทำให้หนิงเทียนมั่นใจ ในอดีตมันเคยพบเจอมิติที่แตกต่างและเส้นโลกที่คู่ขนานกันอยู่มาก หากแต่สิ่งเหล่านั้นถูกปกป้องโดยอาจารย์ปู่ของมัน แต่ด้วยความเสียหายหลังจากสงครามใหญ่ เป็นตัวแปรให้มันสามารถย้อนกลับมายังแผ่นดินใหญ่ได้อีกครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่มิติอื่นๆจะมาเชื่อมต่อกันได้แบบนี้
    จากนั้นหนิงเทียนมองซ้าย เห็นบุรุษหนุ่มและชายชรากำลังยืนอึ้งอ้าปากค้างในการกระทำและบทสนทนาที่ได้ยิน เพื่อตัดปัญหาให้มากความจึงกล่าวออกกับหญิงสาวว่า“เจ้าสามารถทำให้พวกเขาหลับไปได้หรือไม่??”
    เพียงแค่หนึ่งลมหายใจ ประหนึ่งทั้งสองคนต้องมนต์นิทรา ทั้งคู่ล้มลงและหลับไป หนิงเทียนได้ถามออกมา “เจ้าไม่ใช่ผู้ใช้คุณไสยสินะ เจ้าเป็นใคร มาที่นี่ได้อย่างไร? และอยู่ในโลกใบนี้นานเพียงใด??” คำถามมากมายถูกยิงออกไปด้วยความสงสัย
    ความดุร้าย และความอันตรายของอีกฝ่ายลดลงจนเกือบจะหายไป หญิงสาวทำหน้างุนงงอยู่เล็กน้อยราวกับว่า ไม่คิดจะได้ยินคำถามเช่นนี้ออกมา “งั้นก็ไม่ใช่เจ้างั้นสินะ” นางพึมพำก่อนจะกล่าวตอบ “ข้ามีนามว่าฮาจุน ข้าเองก็เหมือนกับเจ้า ข้ามผ่านม่านมิติมายังโลกใบนี้ ระยะเวลาที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ก็คงก่อนที่จะกลายเป็นชื่อของแผ่นดินฉินละมั้ง”
    ได้ยินเช่นนั้นหว่างคิ้วของหนิงเทียนขมวดเข้าหากันเป็นเส้นตรง ‘ก่อนที่ฉินจะสามารถรวมอำนาจได้สำเร็จ หมายความว่า เจ้านั้นมายังโลกใบนี้ตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อนงั้นรึ!!!’ คิดเช่นนั้นหนิงเทียนเข้าใจได้ทันทีว่า การข้ามมิติของตัวตนตรงหน้า หาได้เกิดจากความเสียหายของสงครามที่ทำลายสถานที่กักเก็บมิติ แต่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลบางประการจนยากจะน่าเชื่อได้
    ทว่าเมื่อคิดถึงตัวเองที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ และได้เกิดใหม่บนพื้นที่ราบภาคกลางในช่วงเวลาสามสิบปีก่อนแล้วนั้น คำพูดของอีกฝ่าย ก็หาใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้เลย
    หนิงเทียนรวบรวมความคิดและกล่าวออกมา “วิธีเดินทาง เจ้าใช้วิธีเดินทางใดมายังที่นี่??”
    ฮาจุนตอบกลับ “มีกลุ่มคนก่อนหน้าข้า ได้เปิดประตูออก ข้าเป็นเพียงผู้ที่หลงเข้ามาด้วยความไม่เต็มใจ”
    สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมา ยิ่งทำให้หว่างคิ้วของหนิงเทียนผูกกันเป็นปม กลายเป็นว่า บนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ ยังมีผู้คนที่เดินทางมาจากมิติอื่นเหมือนกันกับมัน “หมายความว่าในสามเหลี่ยมทองคำ มีพวกเจ้าปะปนอยู่ที่ใดสักแห่งสินะ”
    ฮาจุนพยักหน้าขึ้นลง “อย่างที่บอกไป ข้าเป็นเพียงผู้ที่หลงเข้ามา จึงมีความคิดที่อยากจะกลับไป มากกว่าต้องติดอยู่ที่นี่ แต่น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่คนที่ข้าตามหา”
    หนิงเทียนเข้าใจได้ทันที ฮาจุนกำลังตามหากลุ่มคนที่เปิดประตูมิติส่งนางมายังที่แห่งนี้ เพราะต้องการรู้ถึงวิธีกลับไปยังโลกเดิม ด้วยเหตุนี้เองในครั้งแรกที่นางรู้ว่าหนิงเทียนไม่ใช่คนของโลกใบนี้จึงกล่าวว่า ‘เจ้าคือคนที่ข้าตามหา’ แต่เมื่อฟังคำถามของหนิงเทียนแล้วจึงกล่าวว่า ‘ไม่ใช่เจ้า’
    ฮาจุนยังกล่าวต่อไป “เห็นแก่ที่เจ้ายั้งมือให้กับข้า ข้าจะบอกให้ก็แล้วกัน รีบๆแยกทางจากกองโจรนี้เสีย เพราะมันพวกมันกำลังจะเผชิญพบกับความพินาศ”
    “หมายความว่าอย่างไร??” หนิงเทียนกล่าวถาม
    อีกฝ่ายตอบกลับ “หัวหน้าของกลุ่มที่ชื่อว่ามหาโจรครองฟ้าที่พวกมันมีเรื่องด้วย คือหนึ่งในคนที่ข้าสงสัยว่าเป็น กลุ่มคมที่เปิดประตูมิติ และปลายทางที่พวกมันกำลังจะมุ่งหน้าไปคือแผ่นดินฉิน จักรพรรดิฉินเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ข้าสงสัยเช่นกันไม่ว่าจะหน้าหรือหลัง พวกมันกำลังหาเรื่องกับตัวตนที่อยู่เหนือกว่า ไม่มีทางชนะและต้องพบแต่กับความย่อยยับ”
    “ฉินที่เจ็ด ฉินซีหวังคือคนที่เจ้าคิดสงสัย??” หนิงเทียนถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย มันรู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเป็นคนที่มาจากโลกอื่นแน่นอน เพราะมันและจักรพรรดิฉินเกิดและเติบโตมาด้วยกัน
    ฮาจุนพยักหน้าย้ำ “ถูกต้อง จักรพรรดิฉินคือคนที่น่าสงสัยที่สุด แผ่นดินฉินสามารถเอาชนะ แผ่นดินสุ่ยและแผ่นดินหวู่ได้ภายในระยะเวลาหกเดือน ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ กลายเป็นแผ่นดินใหญ่ สถาปนาด้วยชื่อแผ่นดินฉินได้ภายในระยะเวลา3เดือน เจ้าคิดว่าความสามารถของคนธรรมดาจะทำเรื่องเช่นนั้นได้งั้นรึ??”
    หนิงเทียนเข้าใจดีว่าเรื่องการรวบรวมสามแผ่นดินเข้าด้วยกัน ยากเย็นเพียงใด ในอดีตมันใช้ทั้งชีวิตทำสงครามมากกว่าร้อยครั้งก็ยังไม่แม้จะกลืนกินสุ่ยและหวู่ได้สำเร็จหากแต่ฟังจากคำบอกเล่าที่ได้ยินมา ฉินในตอนนี้ได้กลายเป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียว โดยมีสุ่ยและหวู่อยู่ใต้ปกครอง แต่ทว่าเรื่องเหล่านี้ก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่มันและฉินซีหวังเติบโตมาด้วยกันได้ ดังนั้นเหตุผลเดียวที่พอจะเป็นไปได้ ก็คือข้างกายของจักรพรรดิฉิน มีคนที่มาจากโลกอื่นคอยหนุนหลังและคนๆนั้นได้ใช้ความสามารถสยบแผ่นดินที่วุ่นวายได้ภายในระยะเวลา3เดือน
    “เจ้าเลือกที่จะต่อกรกับมหาโจรครองฟ้าแต่ไม่เลือกที่จะสอบถามคำถามนี้จากฉิน??” หนิงเทียนหยั่งออกด้วยคำถาม
    ฮาจุนหัวเราะในลำคอ “ให้ข้าสู้กับมหาโจรครองฟ้าสักสิบกองทัพ ยังดีกว่าเข้าปะทะกับแผ่นดินฉิน”
    สิ่งที่ได้ยินทำให้หนิงเทียนต้องคิดทบทวนและพิจารณาก้าวต่อไปอย่างถี่ถ้วน การพุ่งไปหาฉินตรงๆอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกแล้ว แม้มันจะมีปืนไฟที่สามารถยิงลมปราณออกได้ แต่ด้วยจำนวนกระสุนที่จำกัดกอปรกับความสามารถที่แท้จริงของศัตรู อาจเหนือไปกว่าระดับขั้นปรมาจารย์ยุทธ
    หนิงเทียนที่เคยคิดว่ารู้ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับกองทัพฉิน ประหนึ่งดูลายมือของตัวเอง หากแต่ตอนนี้กลับไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว ศัตรูในตอนนี้เป็นเหมือนเงามืดที่มันไม่สามารถหยั่งรู้ถึงแม้แต่ชื่อเสียงหรือหน้าตาได้
    เรื่องที่มันคิดว่าง่าย กลับกลายเป็นงานยากในทันที หากไม่พบฮาจุนและรู้เรื่องราวเหล่านี้ มันอาจเป็นเหยื่อที่วิ่งเข้าไปในปากของเสือก็เป็นได้ คิดเช่นนั้นหนิงเทียนจึงถามออกไป “เจ้ามีแผนการอย่างไร??”
    อีกฝ่ายครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออก “สิ่งที่ข้าใช้เวลานับสิบๆปีสืบเสาะ เจ้าจะมารับข้อมูลนั้นไป ไม่ง่ายไปหน่อยหรือ??”
    “เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นข้อแลกเปลี่ยน?” หนิงเทียนกล่าวต่อรองกับอีกฝ่าย
    ได้ยินเช่นนั้นฮาจุนยกยิ้มมุมปากหนึ่งข้างและกล่าวออก “ช่วยเหลือข้าสิ ข้าไม่รู้ว่าหัวหน้ามหาโจรครองฟ้าเป็นใคร หากมันเป็นคนที่หลงมาเหมือนกับข้าก็ดีไป แต่ถ้ามันเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่สามารถเปิดมิติมายังโลกใบนี้ได้ละก็ ลำพังกำลังของข้าอาจไม่เพียงพอให้มันคายวิธีเปิดประตูออกมา” กล่าวถึงตรงนี้หางตาของฮาจุนมองไปยังหลุมลึกด้านหลังที่ถูกสร้างโดยหนิงเทียนในใจยังคงหวาดผวากับพลังทำลายที่ได้สัมผัส...