ทว่าหลี่ซื่อหมินยังคงมีกระวนกระวายใจอยู่
บางทีเ้าเด็กโอหังคนนี้อาจรายงานเื่ของเขาต่อหน้าขุนนางฝ่ายพลเมืองและฝ่ายทหารก็เป็ได้ไม่ใช่หรือ?
บันทึกเล่มนั้นของเขามีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใน! หากอีกฝ่ายพูดเื่ที่เขาเคยทำเมื่อนานมาแล้ว หลี่ซื่อหมินคงต้องอับอายเป็แน่
เขาเป็ปราชญ์ที่ดีคนหนึ่ง แต่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนดี… มี ‘เื่ผิดศีลธรรม’ ที่เคยทำมามากมาย
หลี่ซื่อหมินยังคงตระหนักได้ถึงเื่นี้
“รายงานใครดีนะ? ไหนดูสิว่าใครน่ารายงานกว่ากัน?”
มือคู่น้อยของหลี่เฉิงเฟิงพลิกดูบันทึกที่อยู่บนโต๊ะตรงหน้า
ในเวลานี้ หลี่ซื่อหมินกระแอมแล้วเอ่ยว่า “อะแฮ่ม เอาล่ะ ๆ เฟิงเอ๋อร์เ้าพอได้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้ ตามที่เสด็จพ่อรับสั่ง!” หลี่เฉิงเฟิงหาวแล้วเอ่ยว่า “ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว บันทึกเหล่านี้ ค่อยเก็บไว้รายงานต่อวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน!”
“หวูกงกง เก็บบันทึกทั้งหมดนี้ให้ข้าหน่อย!”
“ทราบแล้วองค์ชายแปด!”
จากนั้นขันทีหวูกงกงที่อยู่ถัดจากหลี่เฉิงเฟิงก็นำย่ามใบเล็กออกมาใส่บันทึกเล่มเล็กทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ขุนนางฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารจึงถอนใจด้วยความโล่งอก แม้แต่หลี่ซื่อหมินก็เบาใจลงเช่นกัน
องค์ชายแปดผู้นี้ มีแม้แต่จุดอ่อนของเขาเอง? ใครเป็คนให้บันทึกเ่าั้กับเ้าหนูกันแน่?
หลี่ซื่อหมินขบคิดอย่างรอบคอบ
เขาคิดว่า หลี่เฉิงเฟิงอายุเพียงหกขวบ จึงเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่ทุกคนในราชสำนักต้าถังเคยกระทำในหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้นผู้ที่มอบบันทึกเ่าั้ให้กับหลี่เฉิงเฟิงจะต้องเป็ขุนนางเก่าแก่ในวังอย่างแน่นอน
หรือไม่ก็เป็หลี่ยวนบิดาของเขาเอง
ยิ่งหลี่ซื่อหมินคิดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกเป็ไปได้มากขึ้นเท่านั้น
นอกจากหลี่ยวน ใครจะกล้ามอบบันทึกเ่าั้ให้หลี่เฉิงเฟิง? ใครจะกล้าเขียนบันทึก ‘เื่ผิดศีลธรรมของหลี่ซื่อหมินในปีนั้น’ ?
แต่ถ้าหลี่ยวนเป็คนทำจริง ๆ เช่นนั้นหลี่ซื่อหมินก็จนปัญญาแล้ว!
……
หลังจากสิ้นสุดการหารือ หลี่เฉิงเฟิงส่งเสียงฮึบ ะโลงจากแท่นฟังประชุม จากนั้นล้วงมือคู่เล็ก ๆ เข้าไปในกระเป๋ากางเกง ขณะเดินซวนเซออกจากท้องพระโรง
ทันทีที่หลี่เฉิงเฟิงจากไป ขุนนางฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในเวลานี้พวกเขามองไปทางหลี่เฉิงเฟิงราวกับเห็นะเิเวลา
บางทีวันหนึ่งมันอาจจะะเิใส่หัวพวกเขาก็เป็ได้?
แม้ว่าหลี่ซื่อหมินจะประกาศเลิกประชุม แต่นอกจากหลี่เฉิงเฟิง ก็ไม่มีใครกล้าออกจากท้องพระโรงเลย
หลี่ซื่อหมินถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ท่านทั้งหลายออกไปได้แล้ว!”
ทุกคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นเลย
หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตวาดว่า “พวกเ้าล้วนไม่มีความผิด เหตุใดยังไม่ลุกออกไปอีก? หรือว่าพวกเ้าล้วนเป็วัวสันหลังหวะ? ต้องให้เราเรียกองค์ชายแปดกลับมารายงานบันทึกของพวกเ้าใช่ไหม พวกเ้าจึงจะกล้าลุก?”
“ครืนนนน…”
เมื่อหลี่ซื่อหมินเอ่ยจบประโยค ขุนนางฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารในท้องพระโรงต่างก็ลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงทันที แล้วไม่กล้าปริปากอีกเลย
หลี่ซื่อหมินลูบเคราของเขาพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะเอ่ยขึ้นว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเ้าคิดว่าองค์ชายแปดของเราบริหารเป็อย่างไร? เฉินกว๋อกง เ้าบอกเรามาสิ!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา!”
โหวจุนจี๋ป้องมือกล่าวว่า “ทูลฝ่าา องค์ชายแปดชาญฉลาด สติปัญญาล้ำเลิศ คงมิใช่เื่เกินจริงหากจะเรียกเขาว่าเด็กอัจฉริยะอันดับหนึ่งของต้าถัง!”
“ทว่าองค์ชายแปดเกิดมาแข็งแกร่ง ไม้แข็งไม้อ่อนก็มิหวั่น ทั้งยังมีนิสัยที่ดื้อรั้น! ดังนั้นกระหม่อมเกรงว่าองค์ชายแปดที่มีความชอบธรรมทั้งยังเด็ดเดี่ยว อาจมีเส้นทางการเติบโตในอนาคตที่ไม่ราบรื่นนัก! หากองค์ชายแปดตกเป็เป้าของจอมวายร้าย ก็มีความเป็ไปได้สูงที่ชีวิตของเขาจะตกอยู่ในอันตรายจากพวกฏคิดคด!”
“อืม…”
หลี่ซื่อหมินลูบเคราพลางพยักหน้า
สิ่งที่โหวจุนจี๋กล่าวถึง คือสิ่งที่หลี่ซื่อหมินกังวลในตอนนี้
ท้ายที่สุดวันนี้ หลี่เฉิงเฟิงทำให้ขุนนางฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารในท้องพระโรงหลายคนขุ่นเคืองโดยการเปิดโปงความผิดบาปของพวกเขา
ภายในวัง หลี่ซื่อหมินสามารถคุ้มครองเขาได้ แต่เมื่อหลี่เฉิงเฟิงเติบใหญ่ ออกไปเผชิญโลกภายนอกวังเล่า?
หลี่ซื่อหมินปกป้องเขาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น มิอาจปกป้องไปได้ตลอด
จากนั้นหลี่ซื่อหมินจึงเอ่ยต่อว่า “ท่านทั้งหลาย เราตัดสินใจว่า จะส่งองค์ชายแปดไปที่สำนักอักษรของไหลกว๋อกงเพื่อศึกษาต่อ ทุกท่านคิดเห็นอย่างไร?”
หลังจากพูดจบ ดวงตาของเหล่าขุนนางในท้องพระโรงก็สว่างขึ้นทันใด
แต่ละคนคิดว่านี่เป็การเอาใจใส่ที่ดีมาก
โหวจุนจี๋ยังคงป้องมือเอ่ยว่า “ฝ่าา ความเอาใจใส่ของพระองค์นับว่าไม่เลวเลยพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายแปดมากพร์ ทว่าความรู้ตื้นเขิน หากส่งไปศึกษาที่สำนักอักษรของไหลกว๋อกงตู้หรูฮุ่ยได้ กระหม่อมคิดว่าในภายภาคหน้า องค์ชายแปดจะต้องมีอนาคตที่สดใสจนมิอาจประมาณได้!”
“ถูกต้อง เฉินกว๋อกงพูดได้สมเหตุสมผล! ด้วยความรู้ของไหลกว๋อกง เขาจะต้องสั่งสอนองค์ชายแปด ถ่ายทอดสี่ตำราห้าคัมภีร์ให้องค์ชายแปดได้ดีอย่างแน่นอน!”
พวกเขาทุกคนประสงค์ให้หลี่เฉิงเฟิงไปศึกษาที่สำนักอักษรของตู้หรูฮุ่ย ด้วยวิธีนี้ ในอนาคตหลี่เฉิงเฟิงก็จะไม่สามารถเปิดเผยความผิดของพวกเขาในท้องพระโรงได้!
หลี่ซื่อหมินเห็นด้วยกับความคิดของโหวจุนจี๋กับคนอื่น ๆ เขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ไม่เลว ดังที่ท่านทั้งหลายกล่าว ในวันพรุ่งนี้เราจะส่งองค์ชายแปดของเราไปร่ำเรียนกับไหลกว๋อกงที่สำนักอักษร!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงพระปรีชา!”
……
บนแท่นปะา ณ พระราชวังต้าถัง
“มาอีกแล้วเหรอ? ตัดหัวคนอีกแล้วเหรอ? ์ เกิดอะไรขึ้นที่ท้องพระโรงกันแน่?”
“เคร้ง…”
เพชฌฆาตยกดาบใหญ่ในมือขึ้น สะบั้นคอขุนนางที่ร้องขอความเมตตาโดยตรง
“นั่นใช่ผู้ตรวจการเฉิงอันหรือไม่? เขาเป็ญาติกับหลูกว๋อกงเฉิงเหยาจินมิใช่หรือ? เหตุใดฝ่าาต้องปะาชีวิตเขาด้วย?”
“ไม่รู้สิ เป็ไปได้ว่าฝ่าาอาจทรงกริ้ว จึงสั่งปะาชีวิตเหล่าขุนนางที่กระทำความผิด?”
“แต่มันจะไม่น่าหวาดผวาเกินไปหรือ? ปะาสามคนในเช้าวันเดียว อีกทั้งลงโทษขุนนางคนสำคัญถึงเก้าคน? ข้าเพิ่งเห็นด้วยว่าอัครมหาเสนาบดีเว่ยเจิงถูกทุบร้อยครั้ง ในขณะที่เว่ยเจิงถูกทุบนั้น เขายังเอ่ยด้วยว่า แรงอีก ข้าเป็คนบาป สมควรถูกทุบ!”
“อะไรอะ? แม้แต่อัครมหาเสนาบดีเว่ยเจิงก็เต็มใจถูกทุบร้อยครั้งงั้นรึ?”
ข้าราชการกลุ่มหนึ่งหยุดดูอยู่ที่ด้านข้างของแท่นปะา
อันที่จริง ยังมีชายชราร่างกายแข็งแรงอีกคนหนึ่ง กำลังวางมือไพล่หลังพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
ชายชราผู้นี้ก็คือไท่ซ่างหวงแห่งราชวงศ์ถัง พระราชบิดาของหลี่ซื่อหมิน หลี่ยวน
หลี่ยวนรู้สึกประหลาดมาก จากอุปนิสัยของหลี่ซื่อหมิน เป็ไปไม่ได้เลยที่จะลงโทษขุนนางคนสำคัญในคราวเดียว มิหนำซ้ำยังปะาชีวิตสามคนในเช้าวันเดียวกัน?
หรือว่าจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นในท้องพระโรงเสียแล้ว?
หลี่ยวนย่นคิ้ว ในฐานะไท่ซ่างหวง หลี่ยวนไม่ควรถามเื่ราชกิจบ้านเมือง แต่ถ้าต้าถังประสบเคราะห์ภัยจริง ๆ หลี่ยวนก็จะไม่นิ่งดูดาย
บัดนี้โหวจุนจี๋รีบจ้ำอ้าวมาที่ขอบแท่นปะา
เขาปิดตาพลางถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า
“เฮ้อ์ พวกเขาทำผิดบาปอันใดถึงทำให้ฝ่าาทรงสั่งปะาชีวิตขุนนางในพระราชสำนักสามคนในเช้าวันเดียว?”
โหวจุนจี๋มีสีหน้าตื่นตระหนก เขาดูหวาดกลัวมากจริง ๆ
ในเวลานี้ หลี่ยวนจึงโบกมือขวางทางโหวจุนจี๋ แล้วเอ่ยว่า “ถามหน่อยเฉินกว๋อกง ในท้องพระโรงเกิดเื่อันใดขึ้นงั้นหรือ? เหตุใดฝ่าาจึงสั่งปะาขุนนางใหญ่สามคนในวันเดียว?”