เมื่อรู้ว่าคนไข้ไม่ได้เป็ราชครูผู้อารมณ์แปรปรวนคนนั้น หมอหลวงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ผ่านไปเพียงครู่เดียว รอยยิ้มที่เพิ่งจะคลี่บานบนใบหน้าของเขาก็เลือนหาย
หลังจากจับชีพจรของกู้เหยียนเสร็จ สีหน้าของหมอหลวงก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
กู้เหยียนที่อยู่ใกล้มองเห็นท่าทีนี้อย่างชัดเจน จึงอดไม่ได้ที่จะใจหาย ถามออกไปว่า “…อาการเป็อย่างไร”
หมอหลวงไม่ตอบ แต่กลับจับชีพจรอีกครั้ง ทว่าผลกลับเหมือนเดิมทุกประการ
ชีพจรของกู้เหยียนยุ่งเหยิงอย่างหนัก ทั้งยังขึ้นลงไม่เป็จังหวะ ตับร้อน ปอดเสียหาย หัวใจและไตอ่อนแรง...อาการไม่สู้ดีเอาเสียเลย
แม้หมอหลวงจะยังไม่ทันตอบคำถาม กู้เหยียนก็พอจะรู้ได้จากสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วว่าตัวเขาเองคงอยู่ห่างจากความตายไม่ไกล
เมื่อเป่ยมู่หานผลักประตูเข้ามา สิ่งที่เขาเห็นคือกู้เหยียนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเอ่ยถามด้วยเสียงที่ใกล้จะแตกสลายว่า “เ้าลองพูดอีกทีซิ ข้ายังอยู่ได้อีกกี่วัน”
หมอหลวงหันมา และเมื่อเห็นหน้ากากที่แยกไม่ออกว่าคือเทพหรือมารปีศาจของเป่ยมู่หานก็ถึงกับขาสั่น ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น
เมื่อเป่ยมู่หานได้ยินคำว่า ‘ข้าน้อยไร้ความสามารถ’ ของหมอหลวง ก็หมดความสนใจจะฟังต่อ
พลังเย็นะเืพลันปะทุขึ้นจากฝ่ามือของเป่ยมู่หาน และในชั่วพริบตา เข็มน้ำแข็งอันแหลมคมก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เป่ยมู่หานสะบัดมือเบาๆ อาวุธลับแหลมคมนั้นพุ่งเสียบที่ข้างลำคอของหมอหลวงทันที
กู้เหยียนยังไม่ทันได้ห้ามปรามอะไร ร่างของหมอหลวงก็ล้มลงกับพื้นและหมดลมหายใจในทันใด
“หมอหลวงไร้ค่า” เป่ยมู่หานกล่าวเสียงเรียบ มองใบหน้าซีดเผือดของกู้เหยียนอย่างเ็า ก่อนจะสั่งให้คนไปตามซูย่างมา
ซูย่างที่ถูกตามตัวมาคิดว่าเป่ยมู่หานจะพูดเื่เกี่ยวกับเซียวจิ่วเอ๋อร์ แต่ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องก็ได้ยินเสียงอ่อนแรงของกู้เหยียนเอ่ยว่า “เสี่ยวย่าง ข้ากำลังจะตายแล้ว รีบบอกข้าทีว่าเ้าก็โดนพิษเหมือนกัน”
“...”
ซูย่างยังไม่เข้าใจสถานการณ์ เขามองเป่ยมู่หานอย่างงุนงง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจ “เหตุที่เ้าเรียกข้ามาก็เพื่อให้ข้ามาดูเ้าฆ่าเขา? แต่เหตุใดต้องสาปแช่งข้าด้วย”
“ไม่ใช่ข้า แต่เป็เซียวจิ่วเอ๋อร์! นางวางยาพิษข้าเมื่อคืน นางไม่ได้ลงมือกับเ้าหรือ”
“ไม่มีทาง” ซูย่างปฏิเสธทันที “นางเป็เพียงสตรีที่แม้แต่ไก่ยังฆ่าไม่ได้ จะไปมีความสามารถวางยาพิษเ้าได้อย่างไร เหตุใดจึงสงสัยนางเล่า”
กู้เหยียนไม่ได้ตอบ เพียงเหลือบมองเป่ยมู่หาน
ซูย่างเห็นท่าทางเช่นนั้นก็พอจะเข้าใจ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับกำลังชั่งใจ
“ข้าว่ามันแปลกเกินไป เื่นี้ไม่น่าใช่ฝีมือเซียวจิ่วเอ๋อร์” สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา
เป่ยมู่หานเมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็แสยะยิ้มเยาะเย้ย
“เป็นางหรือไม่ ถามเดี๋ยวก็รู้”
เป่ยมู่หานหมุนตัวออกไปจากห้อง ซูย่างกับกู้เหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ทันทีที่ตระหนักได้ว่าเขากำลังจะทำอะไร ทั้งสองก็รีบร้อนตามเขาไปในทันที
เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่รอคอยมาตลอดทั้งวันแต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นกำลังอารมณ์ไม่ดี
นางกล่อมซิงซิงจนหลับสนิท แล้วจึงมานั่งคิดอะไรอยู่ที่ข้างหน้าต่าง ทันใดนั้นแววตาของนางก็ฉายแสงวาบ ขณะหันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีระแวดระวัง
ั้แ่วันที่ห้องถูกเจี่ยเจิ้งชูทำให้เลอะเทอะ นางก็ให้เสี่ยวเอ้อร์เปลี่ยนห้องใหม่ให้แล้ว
ตอนนี้นางกับซิงซิงพักอยู่ในห้องที่หันหน้าสู่ตรอกแคบๆ ซึ่งเงียบสงบมาก แม้ในเวลากลางวันยังมีคนผ่านไปมาไม่มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนดึกดื่นเช่นนี้
เสียงฝีเท้าแ่เบาค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา เซียวจิ่วเอ๋อร์ตั้งใจฟังอย่างถี่ถ้วนจนมั่นใจว่ามีทั้งหมดห้าคน
นางมองไปยังซิงซิงที่กำลังหลับสนิท จากนั้นจึงลุกขึ้นเปิดหน้าต่างและะโออกไปเบื้องล่างอย่างคล่องแคล่ว เมื่อลงถึงพื้นอย่างมั่นคงเพียงไม่นาน นางก็เห็นผู้มาเยือน
ชายในชุดดำห้าคนปรากฏตัวที่ปากตรอก แต่ละคนมีเป้าหมายชัดเจน ต่างมองขึ้นไปยังห้องที่เซียวจิ่วเอ๋อร์พักอยู่
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยืนอยู่ในมุมมืด ดวงตาเฉียบคมมองเห็นตราประจำตัวที่คาดอยู่ที่เอวของพวกเขา นางจึงเข้าใจทันที
ซานเกิง[1]เก๋อ องค์กรนักฆ่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ ชื่อของพวกเขามีที่มาจากประโยคที่ว่า ‘ยมบาลให้ตายยามสาม ใครเล่าจะกล้ารั้งไว้ถึงยามห้า’
เล่าลือกันว่าองค์กรนี้มียอดฝีมือจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าค่าจ้างก็สูงลิบลิ่วเช่นกัน
แต่ชื่อเสียงของซานเกิงเก๋อเริ่มลดลงเรื่อยๆ ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะมีคนเลวทรามในองค์กรที่ทำเื่ชั่วช้าระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทั้งปล้นทรัพย์และล่วงละเมิด ซึ่งกลายเป็เื่ที่ไม่ได้แปลกใหม่อะไรอีกแล้ว
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยืนอยู่ในมุมมืด มือทั้งสองกอดอกเอนหลังพิงผนังพลางครุ่นคิด
การจ่ายเงินก้อนโตเพื่อจ้างนักฆ่า ทั้งยังจ้างมาถึงห้าคน นี่ต้องเกลียดชังนางมากขนาดไหนกัน
คนที่เกลียดชังนางจนถึงขั้นนี้คงไม่มีใครนอกจากเซียวหรันอีกแล้วกระมัง
ตอนแรกนางคิดว่าเซียวหรันอาจเสียใจจนลืมนางไปแล้ว แต่กลับกลายเป็ว่ากำลังรอโอกาสเหมาะที่จะลงมือในยามค่ำคืนเช่นนี้
นักฆ่ายืนยันตำแหน่งห้องพักของนางก่อนจะเตรียมปฏิบัติการ
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นพวกเขากำลังจะบุกเข้าไปทางหน้าต่างจึงใช้เท้าเตะก้อนหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า เพื่อดึงดูดความสนใจของพวกเขา
“ใครน่ะ” นักฆ่าที่หูไวรีบหันไปตามเสียง พร้อมถามออกมาอย่างระแวดระวัง
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยกมุมปากยิ้มบาง ก่อนเอ่ยตอบเสียงเบา “บรรพบุรุษของเ้าไงล่ะ!”
คิดจะลอบสังหารต่อหน้านาง พวกเขานี่ช่างเหมือนดังสุภาษิตที่ว่าใช้ขวานต่อหน้าหลู่ปัน[2]
คำพูดของเซียวจิ่วเอ๋อร์จุดความโกรธของอีกฝ่ายทันที โดยเฉพาะเมื่อนางก้าวออกมาจากความมืด แสงจันทร์สาดส่องเผยใบหน้าที่พวกเขาจำได้ว่าเป็เป้าหมายในคืนนี้ จึงแผ่จิตสังหารออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ตรอกเล็กๆ นั้นอยู่ใกล้โรงเตี๊ยมเกินไป เซียวจิ่วเอ๋อร์กลัวว่าการต่อสู้จะส่งเสียงดังจนปลุกให้ซิงซิงตื่น จึงะโขึ้นหลังคา ล่อให้นักฆ่าทั้งหลายตามมาในที่ห่างไกล
วิชาตัวเบาของนางยอดเยี่ยมยิ่ง ทำให้นักฆ่าที่ตามมาชักเริ่มสงสัย เพราะนายจ้างบอกไว้ว่าเป้าหมายเป็เพียงคนไร้ค่า ง่ายต่อการจัดการ
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยืนมือไพล่หลังอย่างสง่างามบนถนนอันเงียบสงัด
นางมองนักฆ่าเ่าั้ด้วยสายตาเยือกเย็น ไม่มีทีท่าหวาดกลัวหรือประหม่าแม้แต่น้อย
กลับกันเมื่อเห็นสายตาหื่นกระหายของพวกเขาที่จ้องมองนาง เซียวจิ่วเอ๋อร์กลับหัวเราะเยาะอย่างประชดประชัน
“ข้าก็นึกว่าพวกเ้ามีธุระสำคัญอะไรถึงได้มาหาข้าดึกดื่นป่านนี้ ที่แท้ก็อยากปรนเปรอข้านี่เอง”
คำพูดของนางทำให้นักฆ่าหลายคนชะงัก
พวกเขาสบตากัน ก่อนจะหันมองหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าหวานหยดย้อยของนางทำให้พวกเขาแทบไม่เชื่อว่าคำพูดหยอกล้อเช่นนั้นจะออกมาจากปากของหญิงสาว
นางดูอายุเพียงสิบห้าหรือสิบหกปี แต่ความงดงามของนางนั้นเหนือคำบรรยาย ดวงตากลมโตเปล่งประกาย เรือนร่างงดงามชวนมอง ทั้งบริสุทธิ์ทั้งเย้ายวน
นักฆ่าหลายคนมองนางไม่วางตา เมื่อคิดถึงคำสั่งของนายจ้าง ไฟราคะก็พุ่งขึ้นในใจจนแทบควบคุมไม่อยู่
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นพวกเขาเงียบไปจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“ไม่ใช่หรือ งั้นพวกเ้าจะมาชวนข้าไปกินข้าวหรืออย่างไร”
“นางแพศยาไร้ยางอาย” ในที่สุดหนึ่งในพวกมันก็ทนไม่ไหว เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คำพูดแบบนี้เก็บไว้พูดบนเตียงเถิด!”
เขาพูดยังไม่ทันจบก็พุ่งเข้าหาเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว แต่หญิงสาวผู้ดูบอบบางกลับเบี่ยงตัวหลบการโจมตีอย่างง่ายดายและสง่างาม
ในตรอกที่ไร้ผู้คน เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่มีความจำเป็ต้องปิดบังความสามารถของตนเองอีกต่อไป
นางนึกถึงการประลองกับเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ในวันนั้น ซึ่งอีกฝ่ายใช้พลังิญญาก่อร่างเป็อาวุธ ตอนนั้นเซียวเฟิ่งเอ๋อร์สร้างแส้ขึ้นมา
ทีแรกเซียวจิ่วเอ๋อร์เพียงตั้งใจลองดูเท่านั้น แต่แล้วก็เกิดเื่ที่ทำให้นางแปลกใจ เมื่อกระบี่อ่อนเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของนาง
ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ วันนั้นที่เห็นเซียวเฟิ่งเอ๋อร์โอ้อวดก็คิดว่ายากเสียอีก!
กระบี่ในมือของเซียวจิ่วเอ๋อร์เปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ออกมา ทำให้ชายทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้าเผลอชะงักด้วยความตกตะลึง
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตระหนักว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ ก็เห็นร่างของเซียวจิ่วเอ๋อร์พร่ามัวและหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยจากจุดที่ยืนอยู่
[1] ซานเกิง หมายถึงยามสาม
[2] ใช้ขวานต่อหน้าหลู่ปัน หมายถึงสอนในสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ตรงกับสำนวนไทย สอนจระเข้ว่ายน้ำ