"นาย...เป็ใคร?"ชายหนุ่มผู้ใช้ความเร็วที่กรีซเพิ่งช่วยชีวิตไว้ถามย้ำอีกครั้งแววตาที่จับจ้องมาไม่ได้มีแค่ความสงสัย แต่ยังมีความระแวงเล็กน้อยเมื่อเห็นกรีซทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนล้าจากการใช้พลังที่เพิ่งค้นพบ
"กรีซ...ผมชื่อกรีซ" เขาตอบเสียงแ่ พยายามปั้นยิ้มจางๆพร้อมกับอาการเ็ปจากพิษที่ยังคงวิ่งพล่านไปทั่วร่าง"แค่คนธรรมดาที่บังเอิญผ่านมา"
"คนธรรมดาที่ยิงไฟฟ้าใส่แมงมุมั์จนมันร้องเอ๋งเนี่ยนะ?"หญิงสาวผู้ใช้ไฟที่ล้มอยู่เมื่อครู่ซึ่งบัดนี้ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากเพื่อนร่วมทีมถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเ็ปแต่แฝงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเธอมีผมสีแดงเพลิงที่ดูตัดกันกับใบหน้าเปื้อนฝุ่นและคราบเื
ชายหนุ่มผู้ใช้ความเร็วย่อตัวลงข้างกรีซเขามองสำรวจไปทั่วร่างกายของกรีซ ราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
"นายไม่ได้ใส่ชุดเกราะป้องกันมานา...แต่กลับต้านทานแรงของมันได้"เขาพึมพำกับตัวเอง
"พลังแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย..."
ทันใดนั้นเสียงคำรามอย่างหงุดหงิดของ แมงมุมั์ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง มันยังไม่ตายแต่มันกำลังคลานกระย่องกระแย่งไปอย่างช้าๆร่างกายของมันมีรอยไหม้จากไฟฟ้าของกรีซและาแจากการโจมตีของคนอื่นๆ
"เอาล่ะเราไม่มีเวลามากนัก" ชายหนุ่มพูดพลางลุกขึ้นยืนเขามีรูปร่างผอมบางแต่คล่องแคล่วว่องไว ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความมั่นใจ"พลังของนายช่วยชีวิตพวกเราไว้...แต่ตอนนี้ก็คงหมดสภาพแล้วสินะ"เขาหันไปมองสมาชิกที่เหลือในกลุ่ม "พาคนที่าเ็กลับไปที่ฐาน!ส่วนนาย..." เขาชี้มาที่กรีซ "ไปกับพวกเรา!"
กรีซอยากปฏิเสธเขาไม่คุ้นเคยกับการพึ่งพาใคร และความหวาดระแวงยังคงเกาะกุมจิตใจแต่ร่างกายของเขาอ่อนแอเกินกว่าจะขยับไปไหนความเ็ปจากพิษและความอ่อนล้าจากการใช้พลังที่ไม่คุ้นเคยกำลังเล่นงานเขาอย่างหนักเขารู้ว่านี่เป็โอกาสเดียวที่จะเอาชีวิตรอดในสภาพนี้ อีกอย่างเขาก็อยากรู้ว่าโลกใบนี้ยังมีกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ได้อย่างไรและจะอยู่รอดได้อย่างไรในท่ามกลางความบ้าคลั่งนี้
หลังจากนั้นไม่นานกรีซก็ถูกพยุงให้เดินไปกับกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เหลืออีกสามคน(ชายร่างใหญ่ผู้มีพละกำลังมากชื่อ ทอรัน ยังคงหมดสติอยู่และถูกสมาชิกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็ชายหนุ่มร่างผอมชื่อ ซีค ช่วยแบกไปอย่างทุลักทุเล ส่วน เรย์ ชายหนุ่มอีกคนคอยเดินประกบและระมัดระวังภัยรอบด้าน)พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามซากเมืองที่ดูราวกับหลุดมาจากภาพวาดสุดเหนือจริงทางเท้าถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืชสีม่วงประหลาดที่เรืองแสงจางๆและมีสิ่งก่อสร้างจากโลกคู่ขนานโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินอย่างไม่คาดคิด
พวกเขาเดินไปพักใหญ่จนกระทั่งมาถึงอาคารโรงเรียนมัธยมเก่าที่ถูกดัดแปลงให้เป็ฐานทัพชั่วคราวรอบๆมีกำแพงรั้วเหล็กที่เสริมความแข็งแรงด้วยชิ้นส่วนโลหะและหินจากโลกคู่ขนานที่ดูแข็งแกร่งและแปลกตาภายในบริเวณโรงเรียน มีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังทำงานและฝึกฝนพลังอยู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความสิ้นหวังและความหวัง
"เราคือ 'กองพลผู้บุกเบิกแห่งมิติมานา'"ชายหนุ่มผู้ใช้ความเร็วกล่าวขณะพาเขาเข้ามาด้านในแสงสลัวๆจากรอยแยกบนท้องฟ้าส่องลงมาต้องใบหน้าของเขาทำให้กรีซเห็นรายละเอียดได้ชัดขึ้นเขาดูมีอายุไล่เลี่ยกับกรีซ ดวงตาคมกริบแต่แฝงไว้ซึ่งความเหนื่อยล้าและมีรอยแผลเป็จางๆ บนโหนกแก้มข้างซ้าย "ฉันชื่อ คิริว เป็หัวหน้าหน่วยนี้"
กรีซได้พบกับสมาชิกคนอื่นๆในกลุ่มที่เหลือ เอลล่า หญิงสาวผมแดงเพลิงที่เขาช่วยไว้เมื่อครู่เธอมาพร้อมกับาแที่ได้รับการปฐมพยาบาลแล้ว และอีกคนคือ เรย์ ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังเขาเป็คนคอยสำรวจเส้นทางและระวังหลังให้กลุ่มมาโดยตลอด
คิริวอธิบายว่าหลังจากวันโลกผู้รอดชีวิตจำนวนมากต่างพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อความอยู่รอด บางกลุ่มเข้มแข็งบางกลุ่มอ่อนแอ บางกลุ่มใช้พลังในทางที่ดีเพื่อช่วยเหลือและปกป้องผู้อื่นแต่บางกลุ่มกลับใช้พลังไปในทางที่ผิด เพื่อแย่งชิงทรัพยากร หรือกดขี่ผู้อ่อนแอ "กองพลผู้บุกเบิกแห่งมิติมานา"เป็หนึ่งในกลุ่มที่พยายามฟื้นฟูระเบียบและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการสำรวจพื้นที่อันตราย กำจัดมอนสเตอร์ค้นหาแหล่งทรัพยากร และที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจกับ "กระแสมานา"และโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
"พลังของนาย..."คิริวมองมาที่กรีซอย่างพิจารณาอีกครั้ง "แม้จะยังควบคุมได้ไม่ดีนักและดูเหมือนจะใช้พลังงานในร่างกายของนายไปมหาศาล แต่มีศักยภาพสูงมาก"
กรีซอธิบายถึงพลัง "ดูดซับ" และ "เลียนแบบ" ที่เขามีให้คิริวฟังอย่างคร่าวๆเขาเล่าถึงเหตุการณ์ในวันโลก และความรู้สึกของ "กระแสมานา"ที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย
คิริวพยักหน้าอย่างครุ่นคิด"อย่างที่คาดไว้...นายเป็ 'ผู้ตื่นขึ้น' ที่ได้รับอิทธิพลจากมานาโดยตรง"เขาหยิบอุปกรณ์คล้ายกำไลข้อมือที่ทำจากโลหะแปลกตาซึ่งมีสลักอักขระโบราณเรืองแสงจางๆออกมา "มันคือ 'เครื่องวัดมานา' เราพัฒนาขึ้นมาเพื่อตรวจจับความหนาแน่นของกระแสมานาและพลังงานในร่างกายของผู้ตื่นขึ้น"
คิริวสวมกำไลนั้นให้กรีซและเมื่อมันเริ่มทำงาน แสงสีม่วงอ่อนๆ ก็ปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวกรีซอย่างเห็นได้ชัดตัวเลขบนหน้าจอเล็กๆ บนกำไลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะนิ่งอยู่ที่ค่าที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ตื่นขึ้นทั่วไปมาก
"สูงมาก...แต่ก็แปลก"คิริวพึมพำ สายตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าจอนิ่ง"พลังงานในตัวนายมันปั่นป่วนมาก ไม่เสถียรเอาเสียเลยเหมือนมันกำลังหาทางระบายออกมาตลอดเวลา"
เอลล่าที่เดินเข้ามาสมทบหลังจากปฐมพยาบาลตัวเองเสร็จพูดเสริมขึ้นมา "ดูเหมือนนายจะใช้พลังหมดเกลี้ยงเลยนี่นะพลังของนายดูเผาผลาญตัวเองได้รวดเร็วมาก"
กรีซพยักหน้ายอมรับเขารู้สึกได้ถึงความอ่อนล้าอย่างรุนแรงจนแทบจะยืนไม่ไหว
"แต่ไม่เป็ไร"คิริวยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ซึ่งทำให้กรีซรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย "ที่นี่เราจะช่วยให้นายควบคุมพลังของตัวเองได้" เขาตบไหล่กรีซเบาๆ"เราไม่ได้้าคนแข็งแกร่งที่สุดในทันทีแต่้าคนที่พร้อมจะสู้เพื่อโลกใบนี้ และนาย...ดูเหมือนจะมีคุณสมบัติแบบนั้น"
กรีซมองไปรอบๆตัว ผู้คนในฐานทัพแห่งนี้กำลังทำงานอย่างแข็งขันบางคนฝึกซ้อมการใช้พลังด้วยการควบคุมธาตุ บ้างก็เสริมสร้างร่างกายบางคนกำลังซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหาย และทุกคนดูมีเป้าหมายแม้จะอยู่ในโลกที่สับสนวุ่นวายนี้
เขาพยักหน้าอย่างเงียบๆความอบอุ่นบางอย่างที่เขาไม่ได้รับมานานนับั้แ่วันโลกความโดดเดี่ยวที่กัดกินจิตใจของเขาตลอดหลายวันที่ผ่านมาเริ่มจางหายไปเขาเพิ่งตระหนักว่าเขาไม่ใช่แค่ "ผู้รอดชีวิต" อีกต่อไปแล้วแต่เขาได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของ "กองพลผู้บุกเบิกแห่งมิติมานา" กลุ่มแรกที่เขาจะได้เรียนรู้และต่อสู้เคียงข้างไปในโลกใบใหม่ที่ยังคงเต็มไปด้วยความลึกลับและภัยคุกคาม