ทันทีที่กลุ่มหลิวอี้ผ่านซุ้มประตูหมู่บ้านเข้ามา ชาวบ้านที่กำลังเดินไปมาต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ มีหลายคนคล้ายแสดงความดีใจโบกไม้โบกมือทักทายไฮฟงก่อนจะเข้ามาพูดคุย ไฮฟงจึงได้แนะนำตัวคนอื่น ๆ พอเป็นพิธี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ไฮฟงเป็นที่รักของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้พอตัว ไม่นานนักทั้งกลุ่มก็มาถึงอาคารขนาดใหญ่ ที่มีป้ายเขียนไว้ชัดเจนว่า “สมาคมนักผจญภัย” ไฮฟงที่เป็นผู้นำกลุ่มถอนหายใจครั้งหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปพร้อมกับเสียงกระดิ่งที่สั่นไหว เป็นสัญญาณบอกให้คนที่อยู่ภายในรับรู้ถึงผู้ที่เข้ามา
“ยินดีต้อนรับค่ะ พวกท่านคือผู้ที่เดิ….” หญิงสาวพนักงานต้อนรับของสมาคมฯ พูดยังไม่ทันจบประโยค เสียงพูดก็หยุดกลางคัน ทันทีที่หญิงสาวพบว่าเป็นใครที่เดินเข้ามา
“เป็นท่าน…” หญิงสาวถึงกับเสียงสั่นไหว พร้อมกับใช้สายตาสอดส่องดูกลุ่มคนทั้งกลุ่มอีกครั้ง
“ข้ากลับมาแล้ว แม่นางเจียว…” ไฮฟงพูดทักทายด้วยความรู้สึกผิดหลายส่วน
“ท่านฟง ท่านเลี่ยงไม่มาด้วยหรือ?” หลินเจียวกล่าวอย่างไม่แน่ใจ
“ขอโทษด้วยแม่นางเจียว พี่ชายข้าไม่ได้มาในครั้งนี้ ข้าไม่สามารถติดต่อเขาได้ก่อนข้าเข้ามาดินแดนแห่งนี้” ไฮฟงบอกหญิงสาวไปตามตรง เพราะหลินเจียวเป็นคนรักของพี่ชายของไฮฟงนามว่าไฮเลี่ยง ซึ่งเป็นอีกคนที่เข้ามาในดินแดนแห่งนี้ในช่วงเดียวกับที่ไฮฟงเข้ามา
“ไม่เป็นไรค่ะ ในเมื่อท่านกลับเข้ามาได้อีกครั้ง หมายความว่า ท่านรู้วิธีเข้ามาดินแดนแห่งนี้แล้วสินะคะ” หลินเจียวแสดงสีหน้าดีขึ้นมาก
“ใช่แล้ว ยามเมื่อข้าพบเจอพี่เลี่ยงอีกครั้งข้าจะบอกประตูที่ถูกต้องให้เขาเอง แม่นางเจียวไว้ใจข้าได้”
“ขอบคุณค่ะท่านฟง”
“นี่คือกลุ่มพี่น้องข้าและสหาย รบกวนแม่นางเจียวลงทะเบียนให้พวกเราด้วย ส่วนนี่คือค่าลงทะเบียนของทุกคน” ไฮฟงบอกสิ่งที่ต้องการ พร้อมส่งเงินจำนวนหนึ่งให้อีกฝ่าย
หากไม่ใช่เพราะไฮฟงเคยมาดินแดนแห่งนี้ก่อนหน้าและมีเงินสกุลเหรียญของดินแดนแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว พวกเขาคงได้ออกไปล่ากระต่ายขาวเพื่อทำภารกิจลงทะเบียนให้เสียเวลา นี่จึงเรียกได้ว่าแค่มีเงินก็หมดปัญหาอย่างแท้จริง การลงทะเบียนใหม่ของผู้พิชิตวงกตฯ นั้นง่ายดายอย่างมาก เพียงแค่ลงชื่อในเอกสารลงทะเบียนก็เป็นอันแล้วเสร็จ จากนั้นคนที่ลงทะเบียนสำเร็จจะได้ยินเสียงประกาศว่า
[ท่านได้ลงทะเบียนผู้พิชิตวงกตสำเร็จ ได้รับกล่องยังชีพนักผจญภัยเริ่มต้นและแหวนหยกผู้ช่วยลำดับที่…]
ซึ่งในส่วนลำดับของแหวนนั้นจะเรียงลำดับกันไป ในครั้งที่ไฮฟงมายังดินแดนแห่งนี้นั้น เขาได้รับแหวนหยกผู้ช่วยลำดับที่ 145 ทำให้คนอื่น ๆ ได้รับแหวนหยกผู้ช่วยตามลำดับดังนี้
146 หลิวอี้
147 หลี่เทียนชื่อ
148 ชื่อหวันเฉิง
149 เตียวเซียง
150 หลินชิงจ้าว
แต่เมื่อทันทีที่หลิวอี้ หลี่เทียนชื่อและชื่อหวันเฉิงได้รับแหวนหยกผู้ช่วยวงใหม่นั้น ก็มีอีกเสียงของระบบกล่าวว่า
[ตรวจพบผู้พิชิตฯ ครอบครองแหวนหยกผู้ช่วยของดินแดนธาตุทั้งหก ต้องการประสานระบบของแหวนทั้งสองหรือไม่]
พวกหลิวอี้ที่ได้ยินเสียงนี้ต่างแสดงสีหน้ายากที่จะเข้าใจ แต่แล้วเสียงสดใสก็ดังขึ้นพร้อมภาพของเด็กสาวผู้แสนน่ารักปรากฏออกมา
“ปะป๊า หนูจะอธิบายให้ฟังเองเจ้าค่ะ ตอนนี้ปะป๊าและท่านอา ต่างได้รับแหวนวงใหม่ ซึ่งเป็นระบบของดินแดนวงกตฯ ตัวหนูซึ่งสร้างมาจากระบบของทวีปธาตุทั้งหกนั้น สามารถหลอมรวมระบบทั้งสองเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับศักยภาพให้สูงขึ้นได้ ในส่วนของท่านลุง ถึงแหวนวงเก่านั้นจะมาจากดินแดนวงกตฯ เช่นกัน แต่ถูกลงทะเบียนโดยผู้อื่น ซึ่งตอนนี้บุคคลเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว เท่ากับว่าแหวนวงนี้มีท่านลุงเป็นเจ้าของ ทำให้แหวนทั้งสอง ของท่านลุงสามารถหลอมรวมเพื่อเพิ่มศักยภาพได้เช่นกัน เจ้าค่ะ” เหมยฮัวอธิบายราวเป็นเรื่องที่นางรู้อยู่ก่อนแล้ว ถึงใครหลายคนในกลุ่มจะไม่เคยพบเจอเหมยฮัวด้วยตา แต่ก็รู้ว่านางนั้นเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวหลิวอี้อยู่ก่อน ทำให้หลายคนที่เพิ่งพบเห็นภาพเด็กสาวแสนน่ารักก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรักและเอ็นดูเด็กสาวผู้นี้
“เหมยเอ๋อ เจ้าจะเป็นอะไรหรือไม่ หากหลอมรวมระบบทั้งสองเข้าด้วยกัน” หลิวอี้อดไม่ได้ที่จะถามบุตรสาวนอกไส้ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เจ้าค่ะ หนูจะยังอยู่เช่นเดิม หากแต่ว่าหนูอาจจะโตขึ้นนิดหน่อย แล้วก็เก่งกว่าเก่า ปะป๊าสบายใจได้ เจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวอี้และอีกสองคน จึงตัดสินใจหลอมรวมระบบทั้งสองเข้าด้วยกัน ไม่นานเสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้งในหัวหลิวอี้
[ทำการประสานระบบทั้ง 2 จะทำการรีบูตระบบในอีก 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1…]
ไม่นานภาพของเหมยฮัวก็จางหายไป สร้างความตกใจให้หลิวอี้อย่างมาก แต่แล้วไม่กี่ลมหายใจต่อมากเสียงระบบอีกเสียงก็ดังขึ้น
[ทำการประสานเสร็จสิ้น เปิดใช้งานระบบแหวนผู้ช่วย หมายเลข A0000135 และ A0010146 ด้วยระบบโค้ดเนม เหมยฮัว เหมยฮัวเริ่มต้นการทำงาน…]
จากนั้นภาพเด็กสาวที่ลักษณะคล้ายคนก่อนหน้าก็ปรากฏขึ้น หากแต่ภาพเด็กสาวผู้นี้คล้ายโตกว่าภาพก่อนหน้าสัก 1 หรือ 2 ปี ไม่นานเหมยฮัวในรูปลักษณ์ใหม่ก็พูดขึ้นมาว่า
“ปะป๊า หนูหลับไปนานไหม เจ้าค่ะ”
“ไม่เลย เจ้าหลับไปแค่ 100 ลมหายใจ” หลิวอี้พูดพร้อมยิ้มให้เด็กสาวอย่างเอ็นดู
ในส่วนชื่อหวันเฉิงและหลี่เทียนชื่อนั้นก็เหมือนว่าจะผ่านไปด้วยดีเช่นกัน ในระหว่างที่พวกเข้ากำลังสำรวจกล่องยังชีพนักผจญภัยเริ่มต้นอยู่นั้น ก็มีอีกเสียงแทรกเข้ามา
“อะฟง เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
“ขอรับ ลุงฉู่ท่านสบายดีหรือไม่” ไฮฟงตอบกลับอีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง
“ข้าดีใจนัก นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้พบเห็นเจ้าอีก” ลุงฉู่กล่าวด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
“ข้าก็เช่นกัน ลุงฉู่ เหล่านี้คือพี่น้องและสหายของข้า มื้อนี้คงต้องรบกวนท่านอีกแล้ว”
“ได้เลย ๆ ข้าจะทำของกินอร่อย ๆ ให้พวกเจ้าโดยไม่คิดเงินสักเหรียญ มา ๆ เข้าไปที่ร้านกัน” จากนั้นลุงฉู่ผู้ใจดีก็เดินหายไปในประตูด้านข้างของสมาคมฯ ไฮฟงจึงบอกกล่าวทุกคนว่าอีกด้านของประตูคือร้านอาหารของทางสมาคม เหล่านักผจญภัยที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ สามารถเข้าไปใช้บริการได้
หลังจากมื้ออาหารกลางวัน ยังพอมีเวลาเหลือในช่วงบ่ายก่อนมืดค่ำ กลุ่มของหลิวอี้จึงได้พากันออกไปสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้านกระต่ายขาว เพื่อที่จะรับรู้ถึงความแตกต่างของทั้งสองทวีป ตลอดจนวิธีการบ่มเพาะของดินแดนแห่งนี้ นอกจากการใช้โอสถบ่มเพาะพลังที่เหมือนกันแล้ว ในดินแดนวงกตฯ แห่งนี้สามารถที่จะดูดซับปราณในธรรมชาติได้ด้วยการหายใจปกติ แต่ด้วยการทำเช่นนี้ใช้เวลานานกว่าจะเพิ่มระดับได้สักขั้น ดังนั้นการล่าสัตว์อสูรจึงเป็นวิธีที่รวดเร็วมากที่สุดในดินแดนแห่งนี้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงของชีวิต ถึงอย่างนั้นมันเป็นวิธีที่สามารถเพิ่มระดับการบ่มเพาะไปพร้อมกับการพัฒนาฝีมือได้ดีที่สุด
หลักการบ่มเพาะนั้นสะดวกถึงที่สุด ในทุกครั้งที่สามารถกำจัดสัตว์อสูรสำเร็จ ในระยะเวลาครึ่งชั่วยามหลังพวกมันหมดลมหายใจ จะเกิดการระเบิดของพลังปราณบริสุทธิ์ในตัวสัตว์อสูรออกมา ในช่วงนี้ทุกคนสามารถดูดซับพลังปราณเหล่านี้ได้โดยตรงผ่านการหายใจและกักเก็บพลังไว้ในตันเถียน แต่ด้วยวิธีเช่นนี้ปราณที่ระเบิดออกมาจะสูญเสียไปกับสภาพแวดล้อม จึงไม่สามารถดูดซับได้เต็มสิบส่วน หากต้องการดูดซับปราณจากสัตว์อสูรเหล่านี้ได้เต็มครบจำนวนจำต้องดูดซับปราณจากแก่นอสูร โดยแก่นอสูรจะพบเจอในสัตว์อสูรตั้งแต่ระดับเมฆาขั้น 1 เป็นต้นไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถดูดซับพวกมันได้โดยตรงเพราะปราณจากแก่นอสูรไม่บริสุทธิ์ จำต้องใช้อุปกรณ์ช่วย นั่นก็คือ มุกแก้วดูดซับ
น่าเสียดายที่หมู่บ้านกระต่ายขาวไม่มีพวกมันขาย การที่จะซื้อพวกมันได้นั้นจำต้องไปยังเมืองสายน้ำ เพราะมุกแก้วดูดซับนั้นเป็นสินค้าขึ้นชื่อของที่นั่น จัดว่าเป็นอุปกรณ์ทางธรรมชาติที่หายากพอสำควรและมีราคาสูง มันถูงสร้างขึ้นจากสัตว์อสูรหอยทรายแก้ว ที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ทะเลสาบของเมืองสายน้ำ ยิ่งมุกแก้วดูดซับมีขนาดใหญ่ ความสามารถในการดูดซับระดับปราณย่อมสูงตามไปด้วย
ดังนั้นกลุ่มของหลิวอี้จึงวางแผนการเดินทางไปเมืองสายน้ำทันที เพราะด้วยระดับของทุกคนในกลุ่ม สามารถเริ่มการล่าสัตว์อสูรที่เมืองสายน้ำได้ไม่ยาก ก่อนออกเดินทางไฮฟงได้ขอตัวเพื่อไปพบอาจารย์ของเขา แล้วจะกลับมารวมกลุ่มอีกครั้งในเช้าวันใหม่ พวกเขาสามารถใช้ห้องพักของทางสมาคมได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี่นับว่าเป็นเอกสิทธิ์พิเศษของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้พิชิตวงกตฯ
เช้าวันใหม่ ไฮฟงได้กลับมารวมกลุ่มอีกครั้ง พร้อมจัดแจงคืนที่พักแล้วดื่มด่ำไปกับอาหารเช้าของร้านอาหารสมาคม การจะเดินทางไปเมืองสายน้ำนั้น จำต้องผ่านหมู่บ้านลิงภูเขาก่อนเป็นที่แรก โดยปกติแล้วไฮฟงสามารถขี่เสี่ยวไป๋ของเขาไปถึงหมู่บ้านถัดไปในเวลาไม่กี่ชั่วยาม หากแต่กลุ่มของหลิวอี้อยากผจญภัยออกล่าสัตว์อสูรระหว่างทาง ดังนั้นพวกเขาอาจจะไปถึงหมู่บ้านถัดไปในเวลาเย็น ลุงฉู่จึงจัดแจงข้าวกล่องให้คนทั้งกลุ่มไว้กินในเวลากลางวัน ทำให้ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของลุงฉู่อย่างมาก
หลังจากที่หลิวอี้ได้มายังดินแดนวงกตฯ เขาคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง ถึงความแตกต่างสำคัญ ด้วยพืชพรรณหลายชนิดในดินแดนแห่งนี้ เขาจะเคยพบใจบนทวีปธาตุทั้งหกอยู่มาก แต่พืชพวกนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากพืชพรรณธรรมดาทั่วไปที่เขาพบเคยเจอ หากแต่จะมีพืชบางต้นบางชนิดที่เขาไม่รู้จัก ยามตรวจสอบจึงพบว่าพืชเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปลดปล่อยปราณธรรมชาติออกมา มันมีตั้งแต่หญ้าล้มลุกไปจนถึงไม้ยืนต้น นอกจากนี้บนภูเขาตลอดจนสายน้ำไหล หลิวอี้สามารถรู้สึกได้ถึงปราณธรรมชาติเช่นกัน แต่ก็ยากที่เขาจะเข้าใจได้ว่าปราณเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
“น้องสาม ในบันทึกที่ข้าเคยอ่านมา มันบอกว่ากฎเกณฑ์ของดินแดนแห่งนี้นั่น ถูกจัดสรรโดยมหาเทพฯ ทำให้บางอย่างยากเกินจะเข้าใจได้ ส่วนพืชพรรณเหล่านี้มีบันทึกไว้เช่นกันว่าไม่อาจปลูกนอกดินแดนแห่งนี้ได้” เป็นไฮฟงบอกถึงสิ่งที่หลิวอี้ค้างคาใจ
“ใช่แล้ว เรื่องนี้ข้าก็เคยอ่านพบในบันทึกลับของราชวงศ์ เมล็ดพันธุ์ที่เคยนำกลับมาจากดินแดนแห่งนี้ ยามเมื่อต้องลมของทวีปธาตุทั้งหก พวกมันกลับกลายเป็นฝุ่นผง” หลี่เทียนชื่อกล่าวเสริมอีกเสียง
“ดูถ้าข้าคงคิดตื้นเกินไปที่จะนำพวกมันกลับไปปลูกในบ้านเมืองของพวกเรา เหม่ยเอ๋อ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะใช้พลังของออร่าเทพฯ ในการปลูกพวกมัน” หลิวอี้ถอนหายใจก่อนจะเอ่ยถามลูกสาวสุดที่รัก
“ปะป๊า ข้าบอกท่านได้เลยว่า พวกเราไม่สามารถนำพืชพรรณเหล่านี้ออกนอกดินแดนวงกตฯ พวกมันถูกตั้งค่าเอาไว้ นอกจากดินแดนแห่งนี้พวกมันจะสูญสลายไปทันทีเจ้าค่ะ…”
“เห็นทีข้าคงต้องหาวิธีอื่น” หลิวอี้พูดลอย ๆ อย่างมีความหวัง หากแต่เสียงสดใสเล็ก ๆ กลับกล่าวออกมาว่า
“จริง ๆ ปะป๊า สามารถสร้างสรรค์เมล็ดพันธุ์พืชขึ้นมาเองได้นะเจ้าคะ ท่านสามารถเขียนกฎเกณฑ์ของพวกมันขึ้นมาใหม่ได้” เหม่ยฮัวบอกกล่าวถึงความเป็นจริง
“เหม่ยเอ๋อ เจ้าหมายความว่าอะไร” หลิวอี้อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้เมื่อได้ยินสิ่งที่บุตรีเอ่ยออกมา
“ปะป๊า ท่านลืมหลักการของวิชายันต์แล้วหรือเจ้าคะ ก่อนหน้านี้พวกเรายังเคยสร้างพันธุ์สมุนไพรที่ไม่เคยปรากฏมาอยู่เลย นอกจากนี้ท่านยังมีทักษะพิเศษอย่างออร่าเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์อีก หากท่านมีเวลาและระดับพลังมากพอ ท่านก็จะสามารถสร้างสรรค์พวกมันได้ไม่ยาก…” เหม่ยเอ๋อกล่าวอย่างจริงจัง
“พวกเรามีความหวังแล้ว หากข้าสามารถทำให้ทวีปธาตุทั้งหก เต็มไปไปด้วยปราณธรรมชาติเช่นนี้ได้ ผู้คนคงสามารถพัฒนาการบ่มเพาะได้ดียิ่งขึ้น จะว่าไปหากการสร้างสรรค์พืชพันธุ์ชนิดใหม่ได้ เช่นนั้นเหล่าสัตว์อสูรข้าสามารถทำได้หรือไม่” หลิวอี้หันไปถามเหม่ยเอ๋ออย่างมีความหวัง
“แน่นอนเจ้าค่ะ วิชายันต์นั้นเป็นวิชาที่ปรับเปลี่ยนกฎของโลกนี้ได้ ขอให้ท่านมีความเข้าใจโลกมากขึ้นและมีระดับพลังเพียงพอ ต่อให้เป็นโลกทั้งใบ ปะป๊าก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้” เหม่ยเอ๋อกล่าวความเป็นไปได้ออกมา แต่ประโยคเหล่านี้ กลับสร้างความแตกตื่นให้กลับทุกคนที่รับฟัง
“เจ้าหมายความว่า วิชายันต์คือสิ่งที่จะใช้ในการเปลี่ยนกฏของโลกนี้ได้ ใช่หรือไม่” ชื่อหวันเฉิงอดไม่ได้ที่จะถามซ้ำเพื่อยืนยัน
“แน่นอนเจ้าค่ะ หลังจากที่หนูหลอมรวมกับระบบของดินแดนแห่งนี้ ทำให้หนูเข้าถึงข้อมูลขั้นสูงของโลกใบนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้คนในโลกนี้พัฒนาพวกมันต่อไปเองได้ โลกใบนี้จะรุ่งเรื่องหรือตกต่ำ ทุกอย่างอยู่ที่มือของทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ผู้สร้างโลกใบนี้เขาออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” เหม่ยเอ๋อกล่าวถึงความเป็นจริง ยิ่งสร้างความแตกตื่นต่อจิตใจผู้รับฟัง
“พอมานึกดี ๆ แล้ว วิชายันต์นี่ นอกจากสำนักอักษรปราชญ์บูรพา ก็ไม่มีสำนักอื่นใดเผยแพร่วิชานี้เลยมิใช่หรือ” เตียวเซียงถาม
“ท่านแม่เคยบอกว่า วิชายันต์นั้นเป็นวิชาที่อาจารย์ปู่ได้เรียนมาจากวังเทพมังกร เป็นวิชาที่เทพมังกรสอนสั่งเป็นการส่วนตัว” ชื่อหวังเฉิงบอกในสิ่งที่ทำให้ใครหลายคนเข้าใจ
“เช่นนั้นต่อไปการที่กลุ่มการค้าพวกเราเผยแพร่วิชายันต์ออกไป คงต้องคิดให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น” หลี่เทียนชื่อแนะนำ
“ตอนนี้สิ่งที่พวกเราแผยแพร่ไปนั้นคือบทสรุปของอักขระยันต์ หาใช่แก่นแท้ของวิชา คงยากที่จะมีคนไปวิเคราะห์จนถึงแก่นวิชาได้ พวกท่านไม่ต้องกังวล” หลิวอี้อธิบายให้ทุกคนสบายใจ เพราะว่าวิชาที่กลุ่มการค้าสอนผู้คนในเวลานี้คือรูปแบบยันต์ในการสร้างแหวนพื้นที่มิติเก็บของเท่านั้น ไม่ใช่การสอนหลักการของวิชายันต์
“ถึงแล้ว พวกเราใช้เวลานานพอควร แต่ก็น่าพอใจ” ไฮฟงเปลี่ยนเรื่อง เพราะเวลานี้พวกหลิวอี้เดินทางมาถึงเขตหมู่บ้านลิงภูเขาแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป…