กงจื้อหมิงขมวดคิ้วทันทีแววตาปรากฏความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบว่า“หมอหลวงได้ไปเยี่ยมที่ตำหนักหลิวเซียนแล้วใช่ไหม?”
“เรียนท่านแม่ทัพหมอหลวงได้ไปตรวจแล้วและแจ้งว่าองค์หญิงทรงกังวลและจำเป็นต้องพักผ่อนขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ให้นางพักผ่อนไปวันนี้ดึกแล้วไว้วันหลังค่อยไปเยี่ยม”
กงจื้อหมิงพูดทิ้งท้ายเย็นชาโดยไม่แสดงอาการห่วงใยหรือร้อนรนใดๆขันทีคนนั้นถึงกับประหลาดใจที่ได้ยินคำตอบเช่นนั้น เขาเงยหน้าขึ้นทำท่าจะพูดอะไรแต่กลับถูกจวี๋เกิ่งจ้องเขม็ง
เขารีบคำนับแล้วถอยออกไปอย่างทุลักทุเล
จวี๋เกิ่งบ่นพึมพำเบาๆ“นางจิ้งจอก พี่อวิ๋นอิ่งพูดถูกจริงๆ ไม่ควรลดความระวังแม้แต่นิดเดียว”
พูดจบนางก็คว้าข้อมือเฟิงจิ่วพร้อมกับกำชับว่า “พี่จิ่ว พี่เองก็ต้องระวังตัวไว้ด้วยนะ”
“ตกลงข้าจะระวังตัวอย่างแน่นอน”
ทั้งสองคนร่วมมือเป็นพันธมิตรกันอย่างไม่สนใจใครทำเอากงจื้อหมิงที่อยู่ข้างๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือว่าเขาเป็นไก่ตัวผู้ตัวน้อยที่ถูกจับโยนเข้ารังจิ้งจอกทุกคนต่างเฝ้ามองเขาราวกับมองโจร กลัวว่าเขาจะพลาดท่าโดนจิ้งจอกคาบไปแต่ดูเหมือนทุกคนต่างก็ลืมไปว่าต่อให้เขาเป็นไก่ตัวผู้ ก็เป็นไก่เหล็กตัวหนึ่งที่จะกลายเป็นเหล็กอ่อนก็เฉพาะต่อหน้าภรรยาและลูกเท่านั้นหากใครคิดจะกัดเขามีแต่จะหักฟันตนเอง…
“กลับจวน!”
“ขอรับ/เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ” จวี๋เกิ่งกับเฟิงจิ่วรีบขานรับอย่างกระตือรือร้นพวกเขารีบเก็บของใช้ติดตัวแล้วพากันออกจากวังหลวงด้วยความยินดี
ในมุมที่ไกลออกไปของตำหนักใหญ่ขันทีที่เคยยิ้มแย้มก่อนหน้านี้กลับยิ้มไม่ออกแล้วเขากำลังใบหน้าบึ้งตึงโต้เถียงอยู่กับแม่นมอาวุโส
“แม่นมไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วยพูดแทนให้องค์หญิงนะ แต่ความจริงแล้ว…ท่านแม่ทัพไม่ยอมพยักหน้าจริงๆท่านแม่ทัพแค่ถามว่าหมอหลวงได้ไปตรวจอาการองค์หญิงหรือยัง แล้วก็บอกให้องค์หญิงพักผ่อนและค่อยไปเยี่ยมวันหลัง ข้าจะกล้าเกลี้ยกล่อมได้ยังไง ถึงแม้ท่านแม่ทัพ…อืมจะอารมณ์ดีกว่าท่านนั้นที่ตำหนักไท่จี๋เตี้ยน แต่เขาก็เป็นผู้ปกครองแห่งซีเฮ่าข้าก็ต้องคิดห่วงคอของข้าบ้างสิ!”
แม่นมอาวุโสโกรธจนหน้าซีดในตอนที่นางยื่นมือออกไปแกะกำไลหยกจากข้อมือออกมาและพยายามจะยัดใส่มือขันทีก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากตำหนักใหญ่แม่นมเหลือบไปเห็นก็ตาเป็นประกายทำท่าจะพุ่งเข้าไปแต่คิดไม่ถึงว่าก้าวไปได้แค่สองก้าวก็ถูกองครักษ์ขวางไว้
“เจ้าเป็นใครถึงได้กล้าบุกเข้าหาท่านแม่ทัพ?”
“บ่าวเป็นแม่นมที่คอยรับใช้องค์หญิงที่ตำหนักหลิวเซียนเพคะ”แม่นมเห็นว่าองครักษ์หน้าตาไม่คุ้น จึงเดาว่าเป็นองครักษ์ของกงจื้อหมิงนางก็เลยวิงวอนว่า “ข้ามีเรื่องจะทูลท่านแม่ทัพใหญ่”
แต่องครักษ์คนนั้นไม่ยอมปล่อยให้เข้าไป“ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ได้เรียก ไม่อาจรบกวน”
แม่นมอาวุโสกระวนกระวายใจคิดจะโต้แย้งอีกครั้ง แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่ากงจื้อหมิงเดินจากไปไกลแล้วนางกัดฟันด้วยความโกรธ ก่อนจะจำใจเดินกลับไปยังตำหนักหลิวเซียน
ตำหนักหลิวเซียนที่เงียบสงบอยู่แล้ววันนี้กลับยิ่งเงียบมากขึ้นไปอีก ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้องมีเพียงสายลมเย็นยะเยือกพัดวนอยู่ในลาน ทำเอาแม่นมอาวุโสสั่นสะท้านไปทั้งตัวก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างแกะสลักที่มีแสงเทียนเล็ดลอดออกมาอย่างลังเลว่าจะรายงานข่าวกับผู้เป็นนายอย่างไรดี
“ใช่แม่นมหรือเปล่า?”
องค์หญิงชิงเฉิงอาจได้ยินเสียงฝีเท้าจึงถามขึ้นเบาๆ จากในห้อง
“เพคะองค์หญิง บ่าวกลับมาแล้ว!” แม่นมรีบเดินเข้าไปในห้องเห็นองค์หญิงนั่งอยู่บนม้านั่งข้างหน้าต่าง ก็อดไม่ได้ที่จะดุนางกำนัลใหญ่สองคน“ทำไมไม่เอาเสื้อคลุมให้องค์หญิง? พวกเจ้ากล้าละเลยเจ้านายของตนเองพรุ่งนี้จะต้องโดนโบยคนละที!”
เหล่านางกำนัลที่คอยอยู่มุมห้องเมื่อได้ยินก็รีบร้อนจะเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ แต่กลับถูกองค์หญิงโบกมือไล่ออกไป
“แม่นม...หรือว่าพี่เป่าไม่อยากพบข้าอย่างนั้นหรือ?”
ใบหน้าของแม่นมอาวุโสแข็งทื่อไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะฝืนยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่ใช่หรอกเพคะองค์หญิง เป็นความผิดของบ่าวเองระหว่างทางมีเรื่องทำให้ล่าช้า พอบ่าวไปถึงท่านแม่ทัพก็ออกจากวังไปแล้วพรุ่งนี้เช้าบ่าวจะไปเชิญอีกครั้งแน่นอน ท่านแม่ทัพจะต้องมาแน่ๆ เพคะ”
องค์หญิงชิงเฉิงฝืนยิ้มอย่างเจ็บปวดพลางเริ่มถอดเครื่องประดับที่ตั้งใจเลือกมาอย่างพิถีพิถันแต่ปิ่นปักผมลายหงส์ตัวหนึ่งดันติดอยู่กับเส้นผม นางดึงสองสามครั้งก็ไม่หลุด
แม่นมอาวุโสรีบจะเข้าไปช่วยแต่องค์หญิงชิงเฉิงกลับกระชากมันอย่างแรงจนเส้นผมหลุดติดออกมาพร้อมกับขว้างปิ่นลงพื้นอย่างรุนแรง
สร้อยไข่มุกที่ปากหงส์คาบไว้พลันกระจายไปทั่วพื้น
แม่นมอาวุโสรีบก้มลงเก็บด้วยความเจ็บปวดใจ“องค์หญิง องค์หญิงโปรดระงับโทสะ นี่เป็นของที่พระชายาองค์ก่อนทิ้งไว้ให้จะทำลายไม่ได้นะเพคะ”
“ฮ่าๆข้ายังจะเหลืออะไรให้เสียดายอีก” องค์หญิงชิงเฉิงคิดถึงความ “อัปยศ”ที่ได้รับในวันนี้ ใบหน้าที่งดงามกลับบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ นางเริ่มคลุ้มคลั่งขว้างเบาะนวม เครื่องน้ำชา และโต๊ะเล็กๆ ลงไปบนพื้น
“เขาเป็นคนที่เสด็จพ่อทิ้งไว้ให้ข้า!ทำไมเขาถึงไม่ยอมพบข้า? ทำไม! เขาเป็นของข้า!”
แม่นมอาวุโสที่เลี้ยงดูองค์หญิงมาตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยเห็นนางในสภาพเช่นนี้มาก่อน นางเองก็ตกตะลึงไปด้วย
“องค์หญิงองค์หญิง…”
“แม่นมพวกเขาบีบบังคับข้า พวกเขาบีบบังคับข้า ข้าจะฆ่านางชั้นต่ำนั่น! ขอแค่นางตายพี่เป่าก็จะเป็นของข้า นอกจากข้าแล้ว ก็ไม่มีใครเหมาะสมกับเขาไม่มีใครในแผ่นดินนี้ที่คู่ควรกับเขา เขาเป็นของข้า ของข้าเท่านั้น!”
“เพคะเพคะ องค์หญิงโปรดสงบสติอารมณ์ สุขภาพสำคัญที่สุดต่อให้บ่าวต้องตายก็จะช่วยองค์หญิงแก้แค้นให้ได้” แม่นมอาวุโสรีบโอบกอดองค์หญิงไว้ราวกับตอนที่องค์หญิงยังเยาว์ ลูบไหล่และหลังของนางเบาๆ
องค์หญิงชิงเฉิงค่อยๆสงบลง หันไปหยิบป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำออกมาจากลิ้นชักลับข้างเตียงใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “แม่นม...หรือว่าข้าจะต้องบีบบังคับเขาเท่านั้นเขาถึงจะกลับมาอยู่ข้างกายข้างั้นหรือ?”
“องค์หญิงทรงเป็นสตรีที่ดีที่สุดในแผ่นดินท่านแม่ทัพเพียงหลงผิดไปชั่วคราวเมื่อเขาสำนึกได้เขาจะระลึกถึงความดีขององค์หญิงและทิ้งนางชั้นต่ำนั้นไปองค์หญิงวางใจเถิด ตอนนี้ท่านต้องดูแลสุขภาพให้ดีนางชั้นต่ำนั่นอาจจะหวังให้ท่านป่วยก็ได้ ท่านห้ามปล่อยให้นางสมหวังนะเพคะ”
คำพูดนี้ทำให้องค์หญิงชิงเฉิงฉุกคิดขึ้นมาได้นางจับป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำไว้แน่น พลางพิงหมอนด้วยท่าทีที่สงบลง แม่นมไม่กล้ารบกวนค่อยๆ เก็บกวาดข้าวของที่กระจัดกระจายบนพื้นจนเรียบร้อยผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้ยินองค์หญิงถามเบาๆ “แม่นม กองทัพชุดดำตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว?”
“กราบทูลองค์หญิงพวกเขาถอนกำลังไปยังที่ซ่อนแห่งใหม่แล้ว เป็นที่ที่ท่านอ๋องเคยเตรียมไว้รับรองว่าจะไม่มีใครค้นพบแน่นอนเพคะ”
“ดี”
องค์หญิงไม่พูดอะไรอีกต่อไปขณะที่ป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำในมือของนางค่อยๆ ถูกบีบจนเสียรูป…
ทุกคนภายในเรือนนอกของจวนอู่โฮ่วยังไม่รู้ว่านายหญิงของพวกเขาไปทำความดีความชอบที่จวนอัครมหาเสนาบดีไว้มากแค่ไหนแต่บรรดาผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่กลับรู้สึกได้จากกลิ่นหอมที่โชยมาจากลานด้านในต่างก็เดาว่าวันนี้นายหญิงอารมณ์ดีเป็นพิเศษอย่างแน่นอน
ลุงจิ่งกับลุงอู่และบรรดาผู้เฒ่าที่ชื่นชอบการดื่มสุราต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยอย่างมีความสุขว่าวันนี้นายหญิงจะให้รางวัลเป็นอาหารอร่อยๆ อะไรบ้าง?
หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเป็นจานเด็ดอย่างแน่นอนทุกคนต่างยกให้เป็นเมนูในดวงใจ ถ้าไม่มีหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงปลาต้มในน้ำมันกับพริกก็ใช้ได้ หรือจะเป็นมันฝรั่งตุ๋นเนื้อวัวก็ดีขาหมูตุ๋นก็เป็นกับแกล้มที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน…
ยิ่งคิดน้ำลายก็ยิ่งไหลกันทั่วหน้าในขณะนั้นเองกงจื้อหมิงก็กลับมาถึงแล้วทุกคนรีบเข้าไปทำความเคารพและปรนนิบัติรับใช้ ยังไม่ทันได้จูงม้าไปที่คอกม้าฟางซิ่นที่สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนพริ้วไหวพร้อมกับพัดกระดาษในมือก็เดินเข้ามาอย่างสง่างาม
“ไอ๊หยาข้ารู้สึกเหมือนได้กลิ่นปลาน้ำแดงเลยนะ!”
ยังไม่ทันที่กงจื้อหมิงจะได้ตอบอวี้ฉือหุ่ยที่หน้าหนาตามมาด้านหลังก็หัวเราะลั่นพร้อมพูดเสริมว่า“ยอดคนย่อมเห็นตรงกัน ข้าก็เป็นคนแรกที่ทายว่าเป็นอาหารจานนี้คุณชายฟางครั้งก่อนท่านค้างข้าไว้สามจอก วันนี้จะหนีไม่ได้แล้วนะ!”
“ไม่หนีไม่หนี! วันนี้เราดื่มให้เต็มที่ ไม่เมาไม่เลิก!”
ฟางซิ่นหัวเราะลั่นก่อนจะโอบไหล่อวี้ฉือหุ่ยเดินเข้าประตูไป ทิ้งให้กงจื้อหมิงรู้สึกจนปัญญา เขาที่กำลังจะขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่นั้นดูจะไม่มีความน่าเกรงขามเอาเสียเลยบรรดาพี่น้องและผู้ใต้บังคับบัญชาต่างก็ไม่เห็นหัวเขาเหมือนกับว่าเมื่อเข้ามาในจวนอู่โฮ่ว ทุกคนก็เห็นเขาเป็นแค่นายน้อยแห่งจวนอู่โฮ่วหาใช่เจ้าแห่งแผ่นดินซีเฮ่าไม่
แต่ความรู้สึกนี้มันช่างเยี่ยมมากจริงๆ…
ติงเหว่ยจัดการมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตัวให้สะอาดสะอ้านก่อนจะไปยังห้องโถงใหญ่ของเรือนหลัก เมื่อไปถึงก็เห็นว่าอวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆได้จัดโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว
วันนี้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันเป็นพิเศษมีทั้งสองท่านผู้อาวุโส แม่นมกู่ ฟางซิ่นกับฉู่ชีซีที่เป็นคู่รักคู่ปรับและยังมีอวี้ฉือหุ่ยที่ยิ้มแก้มปริ และก็ยังมีซานอี เฟิงอี หลินลิ่วรวมถึงเฟิงจิ่วที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน ทุกคนต่างนั่งล้อมโต๊ะอย่างอบอุ่น
เมื่อเห็นติงเหว่ยเดินเข้ามาเฟิงจิ่วและคนอื่นๆ ก็ลุกขึ้นทำความเคารพ ติงเหว่ยยิ้มรับและนั่งลงข้างกงจื้อหมิงอันเกอเอ๋อร์กำลังปีนป่ายอยู่บนตัวพ่อของเขาเหมือนลิงน้อยโดยไม่รู้ตัวเลยว่ารองเท้าคู่น้อยของเขากำลังเหยียบย่ำทำให้เสื้อยาวของพ่อเต็มไปด้วยรอยรองเท้า
ติงเหว่ยยกมือขึ้นตบเบาๆที่ก้นลูกชาย พร้อมดุว่า “รีบลงมา อย่าไปรบกวนพ่อเจ้า”
กงจื้อหมิงยิ้มและกำลังจะบอกว่าเขาไม่เหนื่อยแต่ทันใดนั้นก็ได้ยินนางพูดต่อว่า “เหยียบเสื้อของพ่อเจ้าพังแล้วข้าก็ต้องเป็นคนทำใหม่อีก!”
ทุกคนเห็นสีหน้าของกงจื้อหมิงที่แข็งทื่อต่างก็กลั้นหัวเราะกันไม่อยู่
ผู้อาวุโสเหว่ยหัวเราะอย่างภาคภูมิใจพลางสะบัดแขนเสื้อใหม่เอี่ยมของตนเองแล้วพูดว่า “ศิษย์ข้าวันนี้ทำอาหารอะไรไว้บ้าง? มีตั้นเกิงใส่หมูสับหรือไม่? วันนี้ออกไปข้างนอกเห็นคนอื่นกินบะหมี่หมูสับไม่รู้ทำไมข้ากลับนึกอยากกินขึ้นมา”
ลุงอวิ๋นได้ยินก็ถึงกับตาลุกวาว“ใช่เลย ตั้นเกิงของแม่นางติงทำไมถึงได้นึ่งออกมาโดยไม่มีฟองอากาศเลยสักนิด? ทั้งนุ่มทั้งเนียน เหมาะกับพวกแก่ๆ อย่างพวกเราที่ไม่มีฟันจะเคี้ยวจริงๆ”
ติงเหว่ยฟังแล้วก็อดขำไม่ได้จึงตอบว่า “ตั้นเกิงถ้วยหนึ่ง จะนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ครึ่งเค่อก็เสร็จแล้ว”
พูดจบก็สั่งอวิ๋นหยา“ไปห้องครัวหั่นหมูสับไว้ให้ข้าหน่อย เดี๋ยวข้าจะตามไป”
อวิ๋นหยาตอบรับอย่างยิ้มแย้มแล้วเดินไปจัดการทว่าแม่นมอาวุโสกลับมองลุงอวิ๋นด้วยสายตาดุๆ พลางตำหนิว่า “เจ้าเฒ่าเลือกกิน!นายหญิงลงมือทำอาหารให้กินเองก็น่าจะสำนึกบุญคุณแล้ว ยังกล้าสั่งอาหารเพิ่มอีก”
ลุงอวิ๋นหัวเราะแห้งๆอย่างกระอักกระอ่วนพยายามเหลือบตามองไปที่ผู้อาวุโสเหว่ยเพื่อปัดความผิดไปให้พ้นตัวเองแต่ผู้อาวุโสเหว่ยกลับสั่งลูกศิษย์อย่างไม่เกรงใจว่า “อย่าลืมใส่หมูสับเยอะๆ ล่ะ”
ติงเหว่ยที่อยากจะบ่นท่านอาจารย์ผู้ไม่ยอมกินอะไรที่ไม่มีเนื้อสักสองสามประโยคแต่พอเห็นว่าทุกคนมากันพร้อมหน้า ก็เลยปล่อยไป
แล้วจึงเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องอื่นแทน“ท่านอาจารย์ วันนี้ข้าไปเยี่ยมพี่ใหญ่ที่บ้านเห็นว่าฟางฮูหยินมีอาการหอบหืดกำเริบหนักมาก ไว้วันไหนอาจารย์ไปกับข้าสักรอบดีหรือไม่จะได้ตรวจชีพจรให้ฟางฮูหยินด้วย ฤดูใบไม้ผลินี้ละอองเกสรปลิวไปทั่ว นางคงลำบากมากหากรักษาได้เร็ว ก็จะได้ไม่ต้องทรมานมากนัก”
ท่านผู้อาวุโสเหว่ยเหลือบมองฟางซิ่นที่มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยพลางบ่นพึมพำ “ก็ได้ วันไหนเจ้าจะไป ก็บอกข้าแล้วกัน”
“ดีเลยข้าบอกแล้วว่าท่านอาจารย์ข้ามีทั้งเมตตาและฝีมือ ไม่ชอบเห็นคนป่วยต้องทนทุกข์ทรมานมากที่สุด”