จิ้งชูจับปลามาสองตัวและกุ้งจำนวนหนึ่งเดินไปห้องครัวเล็กโดยการนำของเสี่ยวเอ้อ มีหยุนซีเดินตามต้อย ๆ
เมื่อไปถึงก็ต้องตะลึงกับความหรูหราอลังการ ‘นี่คือครัวเล็กงั้นเหรอ?’
“ช่างสมกับเป็ห้องครัวของผู้ร่ำรวยซะจริง” ทั้งอาและหลานต่างพร้อมใจกันรำพึงแล้วส่ายหัวน้อย ๆ ก่อนจะเริ่มเตรียมส่วนผสมทำอาหารซึ่งมีครบทุกอย่างตามที่้าใช้ในที่แห่งนี้
“อาเล็ก ที่นี่น้ำมันไม่ขาดแคลน เราทำกุ้งทอดกันเถอะเ้าค่ะ”
“ทำยังไงรึ”
“อืม ข้าว่าเอากุ้งคลุกแป้งขาวที่ผสมเกลือนิดหน่อยแล้วทอดก็น่าจะได้นะเ้าคะ ข้าไม่รู้ว่าทำไม แต่คิดว่าน่าจะอร่อย ฮิฮิ”
“ตกลง อาเล็กจะทำตามเ้าว่า” จิ้งชูทำตามหลานสาวบอกด้วยความเต็มใจ ดูอย่างกุ้งป่นสิ ใครจะไปเชื่อว่าแค่จับนั่นผสมนี่เหมือนเล่นขายของ แต่รสชาติอร่อยแบบเหลือเชื่อ กุ้งทอดนี่ก็น่าจะอร่อยเช่นกัน
ภายในห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสอง
“น้องหลี่ หลานสาวเ้าช่างรู้ความยิ่งนัก ไม่ดื้อไม่ซนแม้แต่น้อย ผิดกับหลานชายข้าที่บ้าน อายุเท่ากันกลับไม่เคยอยู่นิ่ง ซนเป็ลิงเป็ค่าง” อันจี้ฝูหัวเราะเสียงดังหลังกล่าวจบ
ปู่หลี่แอบยิ้มในใจอย่างมีความสุขเมื่อมีคนชมหลานตัวเอง แต่กลับไม่ได้แสดงออกทางสีหน้ามากนัก “นายท่าน เด็กผู้ชายย่อมเล่นซนเป็ธรรมดา แต่เด็กซนคือเด็กฉลาด วันหน้าหลานของท่านต้องเติบโตมาเป็คนมีความสามารถ ได้เป็เ้าคนนายคนแน่นอน”
ใครบ้างจะไม่ชอบเมื่อมีคนเอ่ยชมลูกหลานตัวเองให้ฟัง อันจี้ฝูก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น จึงหัวเราะเสียงดังเพราะถูกใจ
ในยุคนี้ ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา พ่อค้า ผู้ประกอบการ ต่างถูกมองว่าเป็คนระดับล่าง ไม่ว่าจะร่ำรวยแค่ไหนก็ไม่มีเกียรติให้ยกย่อง อันจี้ฝูหวังว่าจะมีใครสักคนในครอบครัวสอบเข้ารับราชการได้ จะได้เป็ที่เชิดหน้าชูตาของตระกูล ลูกชายคนโตของเขาขยันเล่าเรียนมากแต่กลับสอบถงเซิงไม่ผ่าน เลยผันตัวมาช่วยทำการค้าที่บ้าน ไม่คิดจะไปสอบอีก ตอนนี้ก็ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่หลานชายแล้ว
ทั้งสองคนสลับกันเล่าเื่ พูดคุยสนทนากันไปเรื่อย บางครั้งก็หันไปคุยกับจิ้งชาง จิ้งเหอที่นั่งฟังเงียบ ๆ บ้างเป็การฆ่าเวลา
บนโต๊ะมีน้ำชาและขนมเตรียมไว้ให้ ต้องบอกว่าในชนบทขนมและใบชามีราคาแพงมาก สามหนุ่มตระกูลหลี่จึงไม่กล้าดื่มกิน กลัวทำอะไรผิดพลาดแล้วจะไม่มีปัญญาชดใช้
“นายท่าน อาหารเสร็จแล้ว, จะให้ยกมาขึ้นโต๊ะเลยหรือไม่ขอรับ?” เสี่ยวเอ้อเคาะประตูก่อนเปิดเข้ามารายงาน
“ยกขึ้นมาได้เลย”
อาหารมีแค่สองจานแต่ทำเสร็จเร็วมากและทำแบบประณีต อันจี้ฝูมองชามน้ำแกงปลากับกุ้งทอดด้วยแววตาพิจารณา
ปลาต้มผักกาดดองมีสีสันชวนลิ้มลอง เนื้อปลาสีขาวนวลตัดกับสีแดงของพริก สีเหลืองของผักกาดดอง และสีเขียวของต้นหอม กลิ่นหอมยั่วยวนที่แค่มองก็น้ำลายสอ
กุ้งทอดสีทองหางสีแดงกระดกขึ้น จัดวางเรียงสองชั้นในจานดูคล้ายดอกโบตั๋น มีถ้วยน้ำจิ้มสีแดงวางอยู่ตรงกลางจาน ราวเชิญชวนให้ลิ้มรส
อันจี้ฝูไม่รอช้า หยิบตะเกียบคีบเนื้อปลาในน้ำแกงขึ้นมาชิมเป็อย่างแรก จากนั้นก็คีบผักกาดดองมากิน ‘์ ทำไมอร่อยเช่นนี้ รสเผ็ดเปรี้ยวนี่ กินแล้วก็อยากกินต่อไม่หยุด’
จากนั้นก็ถึงตากุ้งทอด กุ้งสีเหลืองทองทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เนื้อกุ้งหวานเด้งสู้ฟัน ยิ่งกินกับน้ำจิ้ม ยิ่งอร่อยจนหยุดไม่ได้ มือที่ถือตะเกียบจึงคีบอาหารใส่ปากเร็วขึ้น
เมื่อเหล่ตามองไปรอบโต๊ะ อันจี้ฝูถึงได้รู้ตัวว่าเขาหลุดการควบคุมแบบไม่เคยเป็มาก่อน
“อะแฮ่ม น้องหลี่ หลาน ๆ ให้อภัยด้วยข้าที่ลืมตัวไปหน่อย ต้องโทษที่อาหารอร่อยเกินไป” พูดไปก็หูแดงหน้าแดงด้วยความอาย
ทุกคนต่างรีบตอบว่าไม่เป็ไร
“เถ้าแก่ ข้าข้อร้องท่านล่ะ ขอข้าชิมอาหารนั่นบ้างได้รึไม่?” เสียงนั้นดังมากจากหน้าห้องก่อนจะเห็นคนพุ่งพรวดเข้ามา เป็หัวหน้าพ่อครัวที่วิ่งตามกลิ่นอาหารมาแล้วร้องขอแบบหน้าไม่อาย สิ่งที่ดึงดูดพ่อครัวคืออาหารรสชาติแปลกใหม่ ยิ่งเห็นสีหน้าพึงพอใจของเถ้าแก่ ยิ่งคันยุบยิบในหัวใจ
ไม่รอให้เ้านายเอ่ยปากอนุญาตก็รีบเข้ามายกอาหารทั้งสองจานออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งอันจี้ฝูผู้มีใบหน้าถมึงทึงไว้เื้ั ‘ฮึ่มม!! ข้าเพิ่งกินไปได้นิดเดียวเองนะ!!’
ครอบครัวหลี่เห็นแล้วก็ยิ่งมีความสุข มีคนแย่งกันกิน นั่นแสดงให้เห็นว่าอาหารอร่อยถูกปาก
อันจี้ฝูเดินไปสั่งให้พ่อครัวทำอาหาร 4-5 อย่างมาขึ้นโต๊ะ พร้อมชวนครอบครัวหลี่กินข้าวเที่ยงด้วยกัน แต่ทุกคนเกิดอาการเกร็งจึงกินกันได้ไม่มาก เห็นดังนั้นเขาจึงสั่งเสี่ยวเอ้อเงียบ ๆ ให้ห่ออาหารและขนมที่เหลือให้บ้านหลี่เอากลับบ้านด้วย
“น้องหลี่ ไม่ทราบว่าเ้าจะขายกุ้งกับปลาอย่างไร?” อันจี้ฝูตรงไปที่จุดสำคัญทันที
“นายท่านอัน บอกกับท่านตามตรง นี่เป็การขายครั้งแรกของพวกเรา ข้าไม่รู้ว่าควรขายอย่างไร” แม้จะกังวลใจลึก ๆ แต่ปู่หลี่ไม่มีทางเลือกนอกจากบอกไปตามตรง ถ้าจะถูกกดราคาก็คงต้องยอม
“ราคาตามตลาด ปลาชั่งละ 5 อีแปะ แต่ปลาของเ้ายังเป็ ๆ อยู่แถมตัวใหญ่ ข้าจะรับซื้อในราคาชั่งละ 7 อีแปะ, เ้าว่าเป็อย่างไร?” อันจี้ฝูเอ่ยถามความเห็น
“เอาตามที่ท่านว่าเลยขอรับ” ปู่หลี่รีบตอบรับแบบไม่เสียเวลาคิด
หยุนซีแอบคิดคำนวนอยู่ในใจเงียบ ๆ ราคาที่อันจิ้นฝูเสนอมานับว่ายุติธรรมดี จากที่ถามอาเล็กระหว่างทางมาเขตการค้า เงินหนึ่งอีแปะซื้อหมั่นโถวได้หนึ่งลูก สองอีแปะซื้อซาลาเปาไส้เนื้อได้หนึ่งลูก สามอีแปะซื้อบะหมี่ได้หนึ่งชาม
อันจิ้นฝูไม่ได้คิดว่าบ้านหลี่จะรีบตอบตกลงเร็วถึงเพียงนี้ ‘ข้าน่าจะกดราคาอีกซักนิด แค่ก แค่ก ไม่ได้ ๆ ข้าเป็คนดี’
เขากระแอมเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยอีกเื่สำคัญ “น้องหลี่ เ้าสามารถขายสูตรอาหารให้ข้าได้หรือไม่?”
“โอ้ ไม่ต้องซื้อหรอกขอรับ ข้าให้ท่านเปล่า ๆ ได้เลย”
หยุนซีเห็นด้วยกับท่านปู่ หนึ่งคืออันจิ้นฝูไม่ได้กดราคาแม้เขาจะสามารถทำได้ สองปลาต้มผักกาดดองกับกุ้งทอด ไม่ใช่อาหารที่ทำยากหรือใช้ฝีมืออะไร พ่อครัวที่มีฝีมือแค่ได้ดูได้ชิมก็สามารถทำเลียนแบบออกมาได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้สานสัมพันธ์อันดีกับฝูหม่านโหลวไว้เพื่อการค้าในภายหน้า มองอย่างไรก็ไม่เสียเปรียบ
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ไม่เอาเปรียบเ้า ข้าให้เ้า 5 ตำลึงเงินเป็ค่าสูตรอาหาร”
คนบ้านหลี่ต่างตกตะลึงจนตาค้าง ชาวบ้านทำงานหาเงินทั้งปีได้ประมาณ 3-5 ตำลึงเงิน สูตรอาหารมีค่าถึง 5 ตำลึงเชียวหรือ ราคาออกจะสูงเกินจริงไปสักหน่อยกระมัง
หลังจากถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ จึงตกลงกันได้ที่ขาย 2 สูตร 5 ตำลึงเงิน ทำหนังสือสัญญาซื้อขาย ลงนามเรียบร้อย แยกเก็บไว้คนละฉบับ จิ้งชูเขียนสูตรอาหารทั้งสองอย่างให้ เขาออกไปจับปลาและกุ้งที่ยังวางอยู่ด้านหลังร้าน แล้วลงมือสอนพ่อครัวโดยทำให้ดูเป็ตัวอย่าง โดยเฉพาะวิธีจัดการกับกุ้งก่อนนำไปทำอาหาร
ปลาทั้งหมดหนัก 150 ชั่ง คิดเป็เงิน 1050 อีแปะ
ส่วนกุ้งตกลงรับซื้อที่ชั่งละ 10 อีแปะ เพราะหยุนซีอ้างว่าจับยากกว่าปลาและอยู่ในน้ำลึก คนบ้านหลี่ถึงกับอ้าปากค้าง แก้คำพูดของเด็กน้อยไม่ทัน ‘กุ้งมันจับยากที่ไหนกัน ข้าเห็นเ้าเดินเก็บตามริมตลิ่งอย่างกับเก็บผัก’
กุ้งทั้งหมดมี 50 ชั่ง คิดเป็เงิน 500 อีแปะ
รวมกับค่าสูตรอาหารเป็เงิน 6 ตำลึง 550 อีแปะ ท่านปู่ขอรับเป็ก้อนเงิน 5 ตำลึง กับเหรียญทองแดง 1550 อีแปะ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย อันจิ้นฝูก็ขอตัวออกไปทำธุระต่อ เสี่ยวเอ้อเอาอาหารที่ห่อไว้มายื่นให้ บ้านหลี่ก็รับมาแบบงง ๆ แล้วเดินออกมาด้านหลังเพื่อรับเกวียนวัว
ทั้ง 4 หนุ่มเดินตัวลอยราวกับิญญาหลุดจากร่าง พวกเขาไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
“ท่านพ่อ หยิกข้าที บอกข้าหน่อยสิว่าข้าไม่ได้ฝันไป” จิ้งเหอยังไม่อยากจะเชื่อ เขาเคยเข้ามารับจ้างทำงานในเมือง่ไม่ได้ทำนา เหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ได้ค่าแรงมากสุดแค่ 20 อีแปะ
“ข้าก็รู้สึกเหมือนฝัน” ปู่หลี่เอ่ยรำพึงเบา ๆ ใครจะนึกว่าเ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้นจะทำเงินได้มากขนาดนี้
หยุนซีที่ถูกพ่ออุ้มอยู่ก็ตื่นเต้นดีใจไม่แพ้กัน
ลูกชายทุกคนพกเงินมาคนละ 1 ตำลึงเพื่อซื้อของเข้าบ้านและต้องพกแยกกันแบบนี้เผื่อเกิดเหตุสุดวิสัย ตัวปู่หลี่เองมีเงิน 40 อีแปะที่ย่าเถียนให้มาเพื่อซื้อของกินให้หลานสาว รวมกับเงินที่ทำการค้ากับฝูหม่านโหลว ตอนนี้พวกเขามีเงินรวมกันทั้งหมด 9 ตำลึงเงิน 590 อีแปะ
ปู่หลี่รีบเก็บเงิน 5 ตำลึงลงในถุงมัดอย่างดีแล้วซ่อนในอกเสื้อเพราะกลัวทำหาย
จากนั้นก็รีบขับเกวียนวัวไปที่ถนนเหรินถงเพื่อซื้อเสบียงกลับบ้าน
ลำดับแรกไปที่ร้านขายข้าวเจิ้งเสีย ซึ่งเป็ร้านที่ครอบครัวหลี่มาซื้อเป็ประจำ พอเดินเข้าร้านไปจะเห็นข้าวและธัญพืชวางอยู่มากมายจนละลานตา
“พี่หลี่ วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาร้านข้า ้าซื้ออะไรบ้างรึขอรับ?” เถ้าแก่ผู้มีใบหน้ายิ้มแย้ม กล่าวทักทายอย่างเป็กันเอง บุรุษผู้นี้ใบหน้ากลมแป้น เวลายิ้มทีตาเป็สระอิ ท่าทางใจดี พูดจาสุภาพ แม้ลูกค้าจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าดูแคลนแต่อย่างใด เป็เ้าของร้านที่ดีจริง ๆ
สินค้าในร้านก็ราคาไม่แพง มีป้ายปักแจ้งราคาให้เห็นอย่างชัดเจน
แป้งหมี่ราคาชั่งละ 4 อีแปะ แป้งสาลีชั่งละ 6 อีแปะ ข้าวสารชั่งละ 8 อีแปะ แป้งขาวชั่งละ 10 อีแปะ ข้าวโพดชั่งละ 5 อีแปะ แป้งข้าวโพดชั่งละ 7 อีแปะ
ปู่หลีกระแอมเล็กน้อยก่อนจะสั่ง “เถ้าแก่ วันนี้ข้าขอแป้งหมี่ 20 ชั่ง แป้งสาลี 10 ชั่ง ข้าวสาร 10 ชั่ง แป้งขาว 10 ชั่งและแป้งข้าวโพด 10 ชั่ง”
เถ้าแก่ยิ้มกว้างก่อนจะดีดลูกคิดคำนวณราคา “ทั้งหมด 390 อีแปะ แต่วันนี้ท่านซื้อเยอะ ข้าแถมแป้งหมี่ให้ 2 ชั่งนะขอรับ”
ตอนแรกปู่หลี่กำลังเ็ปกับจำนวนเงินที่ต้องจ่าย พอได้ยินว่าได้ของแถมเลยค่อยยิ้มออก “เถ้าแก่ใจดีจริง ๆ” เถ้าแก่เลยหัวเราะเบา ๆ
จิ้งชางกับจิ้งเหอช่วยกันขนของขึ้นบนเกวียน ส่วนจิ้งชูอุ้มหลานสาวยืนอยู่ข้าง ๆ
หยุนซีตาโต มองเสบียงอย่างดีใจ “ว้าว แป้งและข้าวเยอะมาก เราไม่ต้องอดกันอีกแล้วเ้าค่ะ”
ทุกคนต่างหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อได้ยินเด็กน้อยพูดประโยคที่แทนใจพวกเขาทุกคน
ใช่แล้ว ต่อไปนี้บ้านหลี่จะไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป