ภายในห้องนอนของแอเรียส เด็กหนุ่มกำลังนอนทอดกายอยู่บนเตียงสีขาวอันอ่อนนุ่มด้วยความเหนื่อยล้า ยามราตรีที่ผ่านมาเขาวุ่นวายอยู่กับการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ เสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านใบหูยามเคลื่อนไหว กลิ่นคาวเืของสัตว์อสูรที่เขาลงมือสังหาร ทุกอย่างยังคงติดอยู่ในส่วนของความทรงจำ ราตรีที่ผ่านมาดูเหมือนโชคจะเข้าข้างแอเรียสในที่สุดเขาก็พบเจอกับสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ หมูป่ารูปร่างสูงใหญ่ขนของมันเป็ลายน้ำตาลสลับสีขาวหน้าตาของมันดูคล้ายกับสัตว์ป่าสมองทึ่มตัวหนึ่งแต่ถึงกระนั้นมันก็เป็ถึงสัตว์อสูรระดับกลาง หมูป่าขนลายแม้มันจะค่อนข้างเชื่องช้าและโง่งมแต่พลังป้องกันของมันก็นับว่าแข็งแกร่ง กว่าจะเอาชนะมันมาได้ก็นับว่าตรึงมืออยู่พอควร รอยพกช้ำสีเขียวคล้ำที่เกิดจากการพุ่งชนของมันยังคงปรากฏอยู่ที่สีข้างของเขา
“ แอเรียสตื่นได้แล้วนี่มันสายมากแล้วนะลูก คนอื่นรอเ้าอยู่นะ “
เสียงเคาะประตูที่ดังออกมาจากหน้าห้องพร้อมกับเสียงเรียกอันคุ้นเคยปลุกให้เด็กหนุ่มค่อยๆลงขึ้นมาจากเตียงด้วยความงัวเงีย นี่เสียงเรียกของมาเรียที่มักจะมาปลุกเขาให้ตื่นไปกินอาหารเช้าพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่และลูก แม้ครั้งแรกที่ได้ยินจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปบ้างแต่พอนานวันไปนี่ก็กลายเป็กิจวัตรประจำวันที่แอเรียสคุ้นชินไปเสียแล้ว
หากนึกย้อนไปในอดีตยามที่เขายังเป็นักเวทนามทานอส เมื่อยามที่เขายังเยาว์วัยเขานั้นไม่เคยกินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเลยสักครั้ง ไม่มีเสียงเรียกของผู้ใดที่จะมาปลุกให้เขาต้องตื่นจากห้วงนิทราเพื่อไปกินอาหารที่เตรียมเอาไว้อย่างดีแล้วรอเพียงเขาจะตักมันใส่ปากเท่านั้น มันมีเพียงเสียงเรียกแห่งความตายและอันตรายที่ย่างกายเข้ามาใกล้เท่านั้นที่จะคอยปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอยู่เป็ประจำ หากกล่าวถึงเื่อาหารแล้วล่ะก็ คงพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขาแทบจะไม่มีวันที่ได้กินอิ่มเช่นเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน ความหิวโหยในตอนนั้นทำให้เขาทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งแอบขโมยเศษอาหารจากผู้อื่นมากิน ใช่ฟังไม่ผิดหรอกมันเป็เพียงเศษอาหารเท่านั้น หากไม่นับลูกพี่ลูกน้องนิสัยห่วยแตกกับคู่หมั้นที่ชิงชังเขาจนเขารู้สึกรังเกียจแล้วล่ะก็ชีวิตนี้ของเขาก็ดูเหมือนจะดีกว่าชีวิตครั้งก่อนของเขาอย่างเทียบกันไม่ติด
“ ท่านไม่ต้องเคาะแล้วท่านแม่ ข้าตื่นแล้ว..ข้าขอเวลาแต่งกายสักครู่แล้วข้าจะรีบตามลงไป“
แอเรียสะโบอกให้ผู้ที่กำลังเคาะประตูไม้สีน้ำตาลอย่างไม่ขาดสายได้รับรู้ว่าเขาตื่นแล้ว ยามเมื่อก้าวลงจากเตียงเขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาก็ยังเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย เพียงไม่นานแอเรียสก็จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตามลงไปยังห้องอาหาร
“ ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนานแบบนี้มันเสียมารยาท ไม่มีใครสั่งสอนเ้าบ้างรึแอเรียส “
เสียงแข็งกระด้างที่เต็มไปด้วยคำพูดถากถากดังมาจากชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมาเรียและอัลเบิร์ต แม้คำพูดจะเป็การว่ากล่าวแอเรียสแต่ส่วนหนึ่งก็คล้ายจงใจจะเหน็บแนมบิดาและมารดาของเด็กหนุ่ม เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากเด็กหนุ่มอีกสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆชายผู้นั้น ดูเหมือนมาเรียและอัลเบิร์ตจะรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจกับคำพูดของเมอร์สันนัก สายตายามที่มองไปยังเมอร์สันนั้นขุ่นมัวไปด้วยความโกรธเคือง
แต่แอเรียสกลับไม่ได้สนใจคำพูดถากถางนั้นแต่อย่างใด เขาปล่อยมันเลยผ่านไปราวกับเสียงสายลมจางๆที่พัดผ่านหูไปหาได้สลักสำคัญอันใด สิ่งที่เขาแปลกใจมีเพียงสถานการณ์ในยามเช้าของวันนี้ที่แตกต่างไปจากทุกวันเพียงเท่านั้น สายตาของแอเรียสสอดส่องไปยังโต๊ะอาหารสีขาวบริสุทธิ์ที่ทำมาจากหินอ่อนที่สลักลวดลายอันงดงามเอาไว้ด้วยความแปลกใจ หากเป็ทุกวันที่โต๊ะตัวนี้คงจะมีเพียงอัลเบิร์ตและมาเรียเท่านั้นที่จะมานั่งรอเขาลงมากินอาหารเช้าด้วย นอกเหนือจากนั้นก็มีคนรับใช้อีกสองสามคนที่จะคอยดูแลและบริการต่างๆ แต่วันนี้กลับมีผู้คนนั่งร่วมโต๊ะเพิ่มอีกสี่คน ที่หัวโต๊ะเป็ฟาร์ฮานที่กำลังนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนฝั่งตรงข้ามกับพ่อและแม่ของเขาเป็เมอร์สันกับลูกชายทั้งสองของเขาที่กำลังจ้องมองมายังแอเรียสด้วยสายตาดูถูก ที่ด้านข้างโต๊ะอาหารมีคานล์พ่อบ้านประจำตระกูลที่กำลังยืนทำหน้าที่แทนควบคุมเด็กรับใช้เ่าั้ด้วยตนเอง
“ มีเื่อันใดกันรึท่านแม่ “
ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างของมารดาแอเรียสก็กระซิบถามออกไปด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา
“ ซู่….เดี๋ยวเ้าก็โดนท่านปู่ของเ้าดุเอาอีกคนหรอก “
มาเรียยกนิ้วชี้ขึ้นป้องปากตัวเอง พร้อมส่งเสียงเบาๆออกมาเพื่อบอกไม่ให้แอเรียสถามสิ่งใดอีก แอเรียสได้แต่จำใจต้องเงียบไปแล้วเก็บข้อสงสัยของเขาเอาไว้ในใจ ครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้ว่าเจอหน้าปู่ของเขาก็ตอนที่ตระกูลฮอบสันมาขอยกเลิกการหมั้นระหว่างเขากับโซเฟียร์ และครั้งนี้ก็ดูเหมือนฟาร์ฮานจะมีเื่สำคัญจึงได้เรียกทุกคนในตระกูลมาพร้อมหน้าพร้อมตาขนาดนี้
เพียงไม่นานอาหารคาวหวานนับสิบชนิดก็ถูกนำมาจัดวางไว้อย่างสวยงามบนโต๊ะอาหาร ไก่ย่างสีเหลืองอร่ามที่ย่างอย่างพิถีพิถันอีกทั้งยังปรุงรสมาเป็อย่างดีจากพ่อครัวฝีมือดีของตระกูลกลิ่นของมันลอยตลบอบอวบไปทั่วทั้งโต๊ะอาหาร ซุปเนื้อวัวที่ถูกเคี่ยวมาจนรสชาติละมุนลิ้น ผลไม้ที่กำลังสุกงอมได้ที่และยังมีเมนูอีกหลากหลายเมนูให้เลิกกินได้ตามใจชอบ เพียงแค่มองดูภาพตรงหน้าก็ทำให้น้ำลายสอเสียแล้ว
“ เอาล่ะ วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเ้าทุกคนมาพบก็เพราะมีธุระสำคัญจะมาบอกกับพวกเ้า “
หลังจากที่ทุกคนกินอาหารบนโต๊ะจนอิ่มแล้วฟาร์ฮานก็เริ่มเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่เรียกทุกคนในตระกูลมาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้
‘ ในที่สุดก็ถึงเื่หลักเสียที ’แอเรียสคิดภายในใจ
“ หรือว่าจะเป็เื่งานประลอง “
มาเชลที่เผลอหลุดปากถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมากนักแต่ก็ดังมากพอที่จะทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆโต๊ะอาหารได้ยินเสียงนั้นได้ ทำให้เมอร์สันต้องจ้องมองไปยังบุตรของตนด้วยสายตาเชิงตำหนิ
“ ดูเหมือนพวกเ้าบางคนจะรู้เื่นี้แล้วสินะ อีกสามเดือนข้างหน้าตระกูลฮาร์เก็นจะจัดงานประลองขึ้นที่ลานประลองภายในเมือง ผู้เยาว์ทุกคนที่มีอายุไม่เกินยี่สิบปีสามารถเข้าร่วมการประลองได้ อันดับหนึ่งจะได้รับรางวัลเป็เกราะเพลิงนิล ส่วนอันดับอื่นรางวัลก็จะลดหลั่นกันลงมา และปีนี้ประตูของดินแดนภูต์จะเปิดออก ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งถึงเก้าจะมีสิทธิเข้าไปยังประตูแดนภูต์“
ฟาร์ฮานเอ่ยอธิบายทุกถ้อยคำออกมาอย่างชัดเจน เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ ภายในดวงตาคู่นั้นยามที่เอ่ยถึงการประลองก็แลดูคล้ายจะมีความตื่นเต้นและความคาดหวังบางอย่างซ่อนอยู่ การประลองนี้ไม่ได้มีขึ้นเพียงความสนุกสนานเท่านั้นแต่มันยังเป็สิ่งชี้วัดถึงความสามารถของทายาทแต่ละตระกูลว่ามีความแข็งแกร่งมากสักเท่าใด สำหรับบุตรหลานของชาวบ้านทั่วไปแล้วงานนี้ก็เปรียบเสมือนงานแสวงหาโชคชะตาเช่นกัน หากผู้ใดเป็ดั่งดาวจรัสแสงที่สามารถเปล่งประกายของมาจนเข้าตาตระกูลใหญ่ก็อาจจะถูกว่าจ้างให้ทำงานตำแหน่งสำคัญในตระกูลนั้นได้ หรือหากโชคดีก็อาจจะได้รับตำแหน่งสำคัญภายในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้
เมื่อได้ยินถึงชื่อของเกราะเพลิงนิลก็ทำให้ดวงตาของมาเชลและดาเนสโตราวกับไข่ไก่ ในใจของมันทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความโลภ ทั้งคู่ต่างหวังที่จะเกราะเพลิงนิล เกราะเพลิงนิลนั้นเป็เกราะเบาสีเงินแต่บนตัวเกราะสลักลวดลายเพลิงสีดำเอาไว้ ถึงเกราะนี้จะเป็เพียงเกราะเวทระดับกลางแต่ว่าพลังของมันนั้นว่ากันว่าใกล้เคียงกับเกราะระดับสูง มันถูกสร้างมาจากโลหะอันแข็งแกร่งหลากหลายชนิดและถูกตีขึ้นอย่างพิถีพิถัน หากจะประเมินมูลค่าของมันแล้วก็คงจะสูงกว่าสองแสนเหรียญคริสตัล
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกสนใจไม่แพ้กันคือดินแดนภูต์ แม้แอเรียสจะไม่รู้ว่าดินแดนภูต์คือสิ่งใดแต่ดูจากปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของเหล่าผู้มากประสบการณ์บนโต๊ะอาหารแล้วมันคงเป็สถานที่ที่มีความสำคัญเป็อย่างมาก และบางทีอาจจะมีสมบัติล้ำค่าบางอย่างถูกซุกซ่อนเอาไว้
“ ดินแดนภูต์เป็ดินแดนลึกลับของเหล่าภูต แม้ว่าร้อยปีมานี้จะไม่มีผู้ใดพบเจอเหล่าภูตในดินแดนแห่งนั้นแล้วก็ตาม แต่ภายในดินแห่งนั้นก็ยังมีสมบัติล้ำค่าที่เหล่าภูตเก็บซ่อนเอาไว้ หอกวารี์ที่เป็อาวุธประจำกายของท่านดยุคโคเว่นก็เป็หนึ่งในสมบัติที่ได้มาจากดินแดนภูต์ ข้าหวังว่าพวกเ้าทั้งสองจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวัง หากมีโอกาสได้เข้าไปในดินแดนแห่งนั้นก็จงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่พวกเ้าควรจะได้ให้มากที่สุดแต่ก็อย่าฝืนตัวเองจนเกินไป มันไม่ได้มีเพียงสมบัติเท่านั้นที่ซุกซ่อนเอาไว้ในดินแดนภูต์ “
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของเหล่าผู้เยาว์ฟาร์ฮานก็เอ่ยอธิบายออกมา ความจริงแล้วหากนับแอเรียสด้วยทายาทรุ่นเยาว์ของตระกูลสการ์เชียก็มีด้วยกันถึงสามคน แต่คนที่ฟาร์ฮานพูดฝากความหวังเอาไว้กลับมีเพียงสองคนเท่านั้นเพราะอีกหนึ่งคนที่เหลือกลับกลายเป็ตัวตนอันไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว ผู้ไร้พลังเวทที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าร่วมการประลองด้วยซ้ำไป แอเรียสเงยหน้าขึ้นมองเ้าของมือที่กำลังลูบหัวเขาด้วยความแ่เบาอย่างอบอุ่นใจทันทีที่ได้ยินคำพูดของฟาร์ฮานมืออันเรียวบางของมาเรียก็ยื่นมาลูบที่ศีรษะของแอเรียสอย่าง รอยยิ้มอันอ่อนโยนส่งออกมาปลอบประโลมเขาไม่ให้คิดมากกับคำพูดนั้น อัลเบิร์ตเองก็มองมายังแอเรียสคล้ายจะบอกว่าไม่เป็ไรหรอกถึงอย่างไรเ้าก็ยังเป็ลูกชายข้า รอยยิ้มของทั้งคู่ทำให้ภายในหัวใจของแอเรียสคล้ายกับถูกเติมเต็มไปด้วยความรู้สึกอันอบอุ่น แต่สิ่งที่เขาสังเกตได้จากดวงตาทั้งสองคู่นั้นมันมีทั้งความเสียใจ ความรู้สึกผิด และความผิดหวังปนอยู่ในนั้น ยามที่มองเข้าไปยังดวงตาคู่นั้นภายในใจของแอเรียสก็มีเมล็ดพันธ์แห่งความรู้สึกผิดเล็กๆเริ่มเติบโตขึ้นมา
“ ไม่ต้องห่วงท่านปู่ข้าจะเอาชัยชนะมาไว้ในให้ได้“
“ ข้าเองก็เช่นกัน ข้าจะต้องเข้าไปยังดินแดนภูต์แล้วนำสมบัติเ่าั้ออกมาสู่ตระกูล ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน “
มาเชลและดาเนสขานตอบคำพูดของฟาร์ฮานอย่างไล่เลี่ยกัน สายตาของทั้งคู่ประสานกันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะปรายสายตาไปมองทางแอเรียสอย่างเยาะเย้ยถางถาก แม้จะมีฐานะเป็ทายาทตระกูลสการ์เชียเหมือนกันแต่แอเรียสกับพวกมันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เศษขยะที่อยู่ร่วมโต๊ะอาหารกับพวกมันช่างเป็สิ่งที่ไม่คู่ควรเลยแม้แต่น้อย ตัวไร้ประโยชน์ที่รังแต่จะสร้างภาระให้แก่ตระกูลช่างไม่ควรค่าแม้แต่ที่เขาจะหายใจร่วมกับมัน ภายในใจของทั้งคู่มีแต่ความเกลียดชังต่อแอเรียสเพียงเท่านั้น
“ น่าเสียดายจริงๆที่บุตรของท่านพี่ไม่อาจเข้าร่วมการประลองได้ไม่เช่นนั้นตระกูลของเราคงมีความหวังขึ้นอีกไม่น้อย ไม่เป็ไรๆหลานอาแม้เ้าจะไม่อาจจะต่อสู้เยี่ยงบุรุษได้แต่เ้าก็ยังสามารถทำงานเย็บปักถักร้อยเช่นสตรีได้ฮ่าๆๆ “
เมอร์สันเอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปปด้วยคำดูถูก เสียงหัวเราะอันเยาะเย้ยดังก้องไปทั่วโต๊ะอาหาร แม้แต่บุตรชายทั้งสองของเขาก็หัวเราะออกมาเช่นกัน มันราวกับได้ยินเื่ตลกสักเื่ที่ทำให้อดขำไม่ได้ออกมา แต่สายตาของผู้ที่อยู่ตรงข้ามกลับเต็มไปด้วยความความโกรธที่เก็บงำเอาไว้ภายในใจ
ปังงง !!
“ หุบปากของเ้าลงซะ !! “
เสียงดังสนั่นจากฝ่ามือที่ทุบลงบนโต๊ะอาหารจนเกิดเป็รอยร้าวคล้ายใยแมงมุมขนาดใหญ่ปรากฏบนโต๊ะหินอ่อนตัวนั้น ไอเวทสีน้ำตาลแผ่ออกมาจากร่างของอัลเบิร์ต ในที่สุดเส้นบางๆของความอดทนก็ถูกกระฉากออก เปลวเพลิงแห่งความโกรธลุกโซนอยู่ในจิตใจอย่าง ดวงตาที่จ้องมองไปทางเมอร์สันด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ ข้าพูดสิ่งใดผิดไปรึท่านพี่ ? “
เมอร์สันยกยิ้มขึ้นมุมปาก ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเกรงกลัวแต่อย่างใด ไอเวทสีแดงแผ่ออกมารอบๆร่างของเมอร์สัน ไอความร้อนของธาตุอัคคีแผ่ออกไปทั่วบริเวณ หยาดเหงื่อจากความร้อนไหลซึมออกมาจากใบหน้าของผู้เยาว์ทั้งสาม มาเรียยืนฝ่ามือออกมาเบื้องหน้าแอเรียสอย่างรวดเร็วก่อนจะปรากฏโล่สายน้ำขึ้นป้องกันพลังจากไอเวทนั้น พลังของเมอร์สันนั้นเป็รองอัลเบิร์ดเพียงหนึ่งขั้นเท่านั้นมันไม่ได้ถือว่ามากมายอันใดเลยสำหรับเขา
บรรยากาศในยามนี้กลายเป็ตรึงเครียดอัลเบิร์ตและเมอร์สันที่จ้องมองกันด้วยสายตาที่ราวกับมองศัตรูคู่อาฆาตหาใช่พี่น้องร่วมสายโลหิตแต่อย่างใด อีกฝ่ายจ้องมองด้วยความโกรธเกรี้ยวส่วนอีกฝ่ายก็กำลังยั่วยุให้ความโกรธนั้นปะทุขึ้นมากกว่าเก่า ทั่วทั้งบริเวณกลายเป็ตึงเครียด
“ พวกเ้าคงไม่ได้ลืมไปใช่ไหมว่าข้านั่งอยู่ตรงนี้ “
เสียงของฟาร์ฮานเข้าทำลายบรรยากาศอันแสนตึงเครียดนั้น ไม่ได้มีแรงกดดันของพลังเวทใดๆแผ่ออกมา มีเพียงวาจาและท่าทางอันเยือกเย็นเท่านั้นที่แสดงออกมา แต่ทันทีที่ฟาร์ฮานเอ่ยวาจาออกมาทั้งอัลเบิร์ตและเมอร์สันก็หยุดการกระทำในฉับพลันแม้อัลเบิร์ตจะดูไม่ค่อยพึงพอใจนักก็ตาม ฟาร์ฮานนั้นราวกับพญาราชสีห์ที่เพียงคำรามออกมาครั้งเดียวก็ทำให้เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ต้องสยบลง
“ ขออภัยท่านพ่อที่ข้าเสียมารยาท “
หลังจากกล้ำกลืนความโกรธลงไปแล้วอัลเบิร์ตก็เอ่ยวาจาออกมาอย่างสำนึกผิดกับฟาร์ฮาน ส่วนเมอร์สันทำเพียงหยุดการกระทำทั้งหมดเอาไว้เท่านั้นหาได้กล่าวคำใดๆออกมาไม่
ระหว่างทางเดินกลับมายังห้องของแอเรียส
“ เ้าไม่ต้องเก็บคำพูดของท่านอาเ้ามาใส่ใจหรอกนะ “
มาเรียพูดปลอบใจแอเรียสด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา นางกลัวว่าแอเรียสจะคิดมากกับเื่ที่ต้องเจอในวันนี้ ส่วนอัลเบิร์ตนั้นแม้จะยังคงไม่คลายความโกรธที่มีอยู่เมื่อครู่แต่ก็ยังคอยปลอบใจแอเรียสอยู่ไม่ห่างเช่นกัน เื่เช่นนี้หาได้เกิดขึ้นครั้งแรกไม่ ทั้งการคำเยาะเย้ยถากถางของเมอร์สันและความขัดแย้งระหว่างสายเื
แอเรียสจ้องมองไปยังแววตาของทั้งคู่ด้วยความรู้สึกผิดไม่น้อย ภายในแววตาของแอเรียสปรากฏความเศร้าโศกมันเป็ความเศร้าโศกที่เขาเองพยายามปกปิดเอาไว้ในดวงตาคู่นั้น มันคงเป็ความเศร้าโศกที่เกิดจากความไร้ค่าของตัวเขาในอดีต เขาเองก็รู้ว่าทั้งคู่ผิดหวังในตัวเขามากเพียงใดแต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยพูดมันออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียวถึงความผิดหวังที่มีในตัวเขา
“ ท่านพ่อท่านแม่ข้ามีบางเื่จะบอกกับท่าน “
แอเรียสกัดฟันพูดออกมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคนด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความความจริงจัง มันคงถึงเวลาแล้วที่เขาสมควรจะบอกความจริงเื่พลังเวทของเขาเสียที เขาไม่อยากมองเห็นแววตาเศร้าโศกของพ่อและแม่อีกต่อไปแล้ว