ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    เล่มที่1 ตอนที่36 บทเสริม 1 เหล่านักผจญภัย (1)

            วันหนึ่งผมกำลังอ่านหนังสือภาพสัตว์อสูรอยู่ในห้องค้นคว้าของกิลด์ต้องขอบคุณลินเซ่ที่ทำให้ตอนนี้ผมแทบจะไม่ลำบากกับการอ่านเขียนอีกแล้ว

            ถ้ามองจากทางโลกที่ผมเคยอยู่หนังสือภาพสัตว์อสูรเล่มนี้คือหนังสือภาพสัตว์ประหลาดดีๆ นี่เองซึ่งมันก็น่าสนใจอยู่พอควร

            หนังสือนี้มีการเขียนบรรยายและภาพวาดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสัตว์อสูรปีศาจ หรือวิญญาณ ไปจนถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ถึงจะมีบางตัวที่ไม่มีภาพแต่มันคงเป็นตัวที่ยังยืนยันไม่ได้ล่ะมั้ง

            ในหนังสือนี้ไม่มีสัตว์อสูรประเภทมังกรอยู่เลยตามคาด

            มังกรคือสัตว์อสูรที่ไม่ใช่สัตว์อสูรดูเหมือนจะรู้แค่ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกันแค่นั้น มีเขียนไว้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว ถ้าบังเอิญเจอเข้าก็ให้รีบหนีซะ ที่โลกทางนี้มังกรก็เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ ด้วยสินะ ถึงที่โลกของพวกผมจะไม่มีอยู่จริงก็เถอะ

            หนังสือของห้องค้นคว้าแห่งนี้ห้ามนำออกไปข้างนอกกรณีที่อยากจะนำออกไปให้ได้ก็มีแต่ต้องคัดลอกใส่กระดาษเอาเองแต่สำหรับผมยังมีพันธมิตรอันแข็งแกร่งที่ชื่อสมาร์ทโฟนอยู่ล่ะนะ

            ผมถ่ายภาพด้วยแอปฯถ่ายรูปไปทีละหน้าที่เขียนส่วนสำคัญๆ ไว้ อย่างลักษณะพิเศษหรือข้อควรระวังของสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ นี้เด็กดีไม่ควรเลียนแบบนะ?

            จะทำสำเนาด้วย【ดรอว์อิ้ง】ก็ได้อยู่หรอกแต่ห้องนี้กางเขตแดนผนึกเวทมนตร์เอาไว้นี่สิอาจมีพวกที่พยายามขโมยหนังสือด้วยเวทมนตร์อยู่ก็ได้ดูเหมือนที่โลกนี้หนังสือจะเป็นของล้ำค่าขนาดนั้นเลยล่ะ เอาเถอะยังไงวิธีนี้ก็สบายกว่าคัดลอกลงกระดาษน่ะแหละ สะดวกดีด้วย

            ในหนังสือมีเรื่องที่เกี่ยวกับอมนุษย์ด้วยล่ะแล้วก็ถึงจะตกใจนิดหน่อย แต่โลกนี้มีพวกคนที่ถูกเรียกว่า “เผ่ามาร” อยู่ด้วย

            “เผ่ามาร”นี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายหรอกนะดูเหมือนจะเป็นคนที่มีลักษณะพิเศษเหมือนปีศาจ แต่จะใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่า

            เผ่าพันธุ์ที่ถูกยกให้เป็นตัวแทนของสิ่งนั้นคือเผ่าพันธุ์ที่ชื่อแวมไพร์ เวอร์วูล์ฟ อราวเน่ ลาเมีย และโอเกอร์

            เผ่าพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์แต่อย่างใดแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเผ่ามารส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรจอมมารเซโนอัสที่อยู่ทางทิศเหนือดูเหมือนจะอยู่ไกลจากเขตที่มนุษย์อาศัยอยู่มากเลยด้วย

            ขนาดมนุษย์สัตว์ยังโดนกีดกันเลยอาจจะอยากหลีกเลี่ยงจากเรื่องพวกนั้นก็ได้

            สิ่งที่ผมรู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อยก็คือความแตกต่างของมนุษย์สัตว์เผ่าหมาป่ากับเวอร์วูล์ฟ ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆมนุษย์สัตว์หมาป่าคือมนุษย์ที่มีหูกับหางของหมาป่าติดอยู่ส่วนเวอร์วูล์ฟจะมีร่างกายเหมือนกับมนุษย์ สรุปคือเวอร์วูล์ฟมีแค่ส่วนหัวเป็นหมาป่านั่นเอง

            แล้วก็ต่อให้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงก็แปลงร่างเป็นมนุษย์ไม่ได้หรอกนะดูเหมือนจะใส่เสื้อผ้า และพูดคุยกันรู้เรื่องด้วยล่ะ

            อืมมนุษย์ที่มีหูกับหางของหมาป่า กับมนุษย์ที่มีส่วนหัวเป็นหมาป่ารู้สึกว่าอย่างหลังจะยอมรับว่าเป็นเวอร์วูล์ฟได้มากกว่าจริง ๆ ล่ะนะ

            เอาเถอะถ้าสื่อสารด้วยคำพูดได้ รูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นยังไงผมว่ามันก็ไม่เกี่ยวกันหรอก

            นอกจากนั้นดูเหมือนที่โลกนี้จะมีอมนุษย์อยู่หลากหลายมาก อย่างเช่น เผ่ามีปีก เผ่าภูติเผ่าสัตว์น้ำ เผ่ามีเขา เผ่ามนุษย์มังกร เอลฟ์ และดวอร์ฟ เป็นต้น

            สำหรับเผ่ามนุษย์สัตว์ดูเหมือนจะมีการแบ่งประเภทอีกมากมาย อย่างสุนัขหรือจิ้งจอกการทำความเข้าใจให้ได้ทั้งหมดท่าจะยากแฮะ

            พอเห็นแผนที่โลกถึงได้รู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่มากแถมสิ่งที่เรียกว่าภูมิอากาศก็แปรปรวนมากด้วย อย่างทางเหนือต้องหนาว หรือทางใต้ต้องร้อนสามัญสำนึกแบบนั้นไม่สามารถใช้กับที่นี่ได้เลย

            ถึงจะบอกว่าเป็นเพราะวิญญาณที่สถิตอยู่ในแผ่นดินแต่ก็ไม่รู้รายละเอียดอยู่ดี เดิมทีแล้ว

            โลกนี้มันกลมเหมือนกับโลกโน้นหรือเปล่านะชักสงสัยเรื่องนั้นแล้วสิ คงไม่ใช่ว่าใต้พื้นดินนี่มีช้างหรือเต่ารองรับอยู่หรอกนะ?

            ของที่เรียกได้ว่าเป็นแผนที่ที่แม่นยำเกินคาดถือว่าเป็นของพื้นๆ สำหรับโลกนี้ ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกตกใจนิดหน่อยแต่เป็นเพราะถึงจะไม่มีบอลลูนหรืออุปกรณ์การบินก็ยังมีเวทมนตร์ที่ทำให้บินบนท้องฟ้าได้ หรืออมนุษย์ที่มีปีกอยู่เรื่องแผนที่ก็เลยไม่แปลกสินะ

            โอ๊ะได้เวลาแล้วสินะ ถ้าอยู่นานกว่านี้เดี๋ยวจะโดนเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเอาผมปิดหนังสือแล้วออกมาจากห้องค้นคว้าที่ชั้นสองของกิลด์

            เมื่อลงมาถึงชั้นหนึ่งก็เห็นนักผจญภัยหลายคนจับกลุ่มกันและกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างอยู่ตรงหน้ากระดานคำร้องวันนี้ถือว่าคนเยอะเลยแฮะ เพราะเป็นสุดสัปดาห์รึไงนะ?

            ผมเองก็มุ่งหน้าไปทางกระดานคำร้องบ้างพอกวาดตามองผ่านๆ ดูก็ไม่เจอคำร้องอะไรที่น่าสนเลย เอาเถอะก็ไม่ได้คิดจะรับอยู่แล้วนี่นะ

            เพราะวันนี้เอลเซ่ท่าทางจะ“สภาพร่างกายไม่ค่อยดี” ทุกคนก็เลยหยุดพักกันหมด ก็นะแบบว่า......เด็กผู้หญิงก็มีเรื่องลำบากหลาย ๆ อย่างน่ะ

            ผมทดลองใช้【รีคัฟเวอรี่】ดูเพราะสงสัยว่าจะรักษาได้รึเปล่าแต่ก็ไม่ได้ผล มันคงไม่สามารถเรียกว่าเป็นสภาพผิดปกติได้ล่ะมั้ง กลับกันเพราะเป็นปกติน่ะแหละถึงได้เจ็บแบบนั้น

            ระหว่างที่กำลังมองดูบนกระดานเล่นๆ ผมก็ได้ยินเสียงตะโกนเอะอะมาจากข้างนอก

            กิลด์นักผจญภัยส่วนใหญ่จะมีร้านเหล้าอยู่ข้างๆ และร้านที่เปิดตั้งแต่กลางวันก็มีอยู่ แน่นอนว่าตอนกลางวันหลักๆก็จะขายเป็นอาหารเบาๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนสั่งเหล้าเลย

            ดูเหมือนว่าเพราะมีโรงแรมที่ใหญ่กว่า“จันทราสีเงิน” อยู่ใกล้ๆ ก็เลยได้ประโยชน์จากแขกที่ไปพักอยู่ที่นั่น

            ดังนั้นจึงมีคนเมาอยู่เป็นประจำโดยทั่วไปแล้วคนที่อยากกินอาหารคงไม่เลือกเข้าร้านเหล้าก่อนหรอกเรื่องนี้มันของตายอ่ะนะ

            พูดไปผมเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปบ่อยหรอกไม่ได้ดื่มเหล้าด้วยสิ แถมยังเกลียดพวกขี้เมาด้วย

            ดังนั้นถึงจะได้ยินเสียงตะโกนมาจากข้างนอก คนที่อยู่ในกิลด์ก็ไม่ได้ตกใจอะไรเป็นพิเศษคงรู้สึกกันได้ว่า เป็นพวกขี้เมาอีกแล้วล่ะมั้ง แต่ว่าการได้ยินเสียงดาบกระทบกันมันก็เป็นอีกเรื่อง

            ผมเองก็ลองออกจากกิลด์ตามพวกคนมุงคนอื่นๆ บ้าง นักผจญภัยชายสองคนที่อยู่บนถนนหน้าร้านเหล้ากำลังเขม้นมองกันด้วยหน้าที่แดงก่ำ เป็นชายไว้หนวดหัวล้าน กับชายหน้าเหมือนม้าไว้ผมทรงโมฮอว์คและในมือของทั้งสองฝ่ายต่างก็ชักดาบออกมากำไว้จนแน่น

            “อะไรน่ะ? ดวลกันเหรอ?”

            ดาบถูกชักออกมากวัดแกว่งนั่นหมายความว่าไม่ใช่แค่การทะเลาะกัน อย่างเลวร้ายที่สุดก็ คงเอากันถึงตาย

            บอกตรงๆ ว่าที่ได้เห็นการดวลเนี่ยไม่ใช่ครั้งแรกหรอกถ้าหากมีการประกาศชื่อกันให้เรียบร้อย แสดงเหตุผลของการดวลแล้วอีกฝ่ายยอมรับได้ล่ะก็ หลังจากนั้นคนอื่นก็จะไม่เข้าไปแทรกแซง ดูเหมือน

            มันจะเป็นสำนึกในการดวลโดยทั่วไป

            แม้จะพูดถึงการดวลแต่นี่มันแค่เมาแล้วอาละวาดชัดๆ หลักฐานก็คือทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีคนเข้าข้างอยู่เลย

            พวกชาวเมืองรอบๆ พากันทำหน้ารำคาญอยู่ซะด้วย ถ้าไม่ใช่การดวลล่ะก็เดี๋ยวอัศวินลาดตระเวนของเมืองก็คงจะมาจากสำนักงานอัศวินล่ะมั้ง แต่ว่า

            “...ไร้สาระทั้งเพมันรบกวนชาวบ้านนะ ไปตีกันที่อื่นก็ได้นี่”

            “ใครวะ!ไอ้คนที่มันกล้าปากดีเมื่อกี้น่ะ!”

            ชายไว้หนวดหัวล้านหันมามองทางนี้พร้อมใบหน้าที่แดงยิ่งกว่าเดิมแย่ล่ะ ได้ยินซะแล้วสิ

            พวกคนมุงรอบๆ ผมก็พากันถอยหนีราวกับโดนคลื่นผลักออกไปมีแต่พวกที่ไม่อยากโดนลากเข้าไปเอี่ยวด้วยทั้งนั้นเลย หวา เย็นชากันจัง

            “แกเองเรอะ!ไอ้คนที่บอกว่าพวกเราบ้าน่ะ!?”

            “ว่าไงนะ!?”

            “เปล่าแค่บอกว่าไร้สาระเท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าทั้งสองคนบ้าเลย...”

            ผมชี้แจงเผื่อเอาไว้ก่อนถึงจะคิดว่าบ้าจริงๆ ก็เถอะ

            “แกมัน...ไอ้หนูที่ติดหนึบอยู่กับสาวๆ หลายคนกับแม่ซามูไรนั่นนี่หว่า?หงุดหงิดมาตั้งแต่

            ก่อนหน้านี้แล้วอะไรวะ ภูมิใจที่เนื้อหอมรึไง?คิดจะทำบ้าๆ กับพวกเรารึไงวะ ห๊า!?”

            “โอ้พ่อหนุ่มเนื้อหอม นักผจญภัยน่ะนะ ต้องต่อสู้โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ใช่การละเล่นของเด็กน้อยกิลด์ไม่ใช่สถานที่ให้เด็กเปรตมาทำตัวแก่แดดนะเฟ้ย!”

            “...งี้นี่เองเมา ชักดาบ แล้วก็อาละวาดนี่คือผู้ใหญ่สินะ ได้เรียนรู้แล้ว”

            เพราะหงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วสิ่งที่ออกมาจากปากเลยเป็นความเกลียดชังนี่เอง ถ้าเป็นผู้ใหญ่ล่ะก็ไม่มานั่งเถียงกับอีกฝ่ายที่เป็นเด็กหรอกหรือต้องบอกว่าแบบนั้นมันไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่เลยไม่ใช่เหรอ?

            ความเป็นศัตรูของทั้งสองที่ทะเลาะกันมาจนถึงเมื่อกี้กลับพุ่งเป้ามาทางผมแทนดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะร่วมมือช่วยกันกำจัดผมซะแล้วสิ

            “แก...พูดได้สวยดีนี่หว่าคงเตรียมใจไว้แล้วสินะ?”

            พวกเขาเขม้นมองมาทางผมพร้อมเส้นเลือดที่ปูดโปนบนหน้าผากจึงกลายเป็นสภาพที่พวกเขาก้มลงมองมาจากความสูงที่เกินสองเมตรส่วนผมก็แน่นอนว่าต้องเงยหน้ามอง

            อีกฝ่ายคือชายร่างยักษ์ท่าทางดุร้ายมีมัดกล้ามราวกับนักมวยปล้ำมืออาชีพแต่ว่า ผมไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย ถ้าให้พูดตรงๆตอนที่มีคนเคยตะโกนบอกว่าปู่ตายแล้วยังจะน่ากลัวซะกว่าอีก

            เพราะงั้นผมก็เลยเผลอหัวเราะออกมาซะได้

            “อึกไอ้เวรนี่!”