ตอนที่ 20 – ผู้รอดชีวิต
“เฮ้!! ช่วยด้วย!!” ทรัพย์สินกับพรรคพวกรีบวิ่งเข้าไปปรากฏตัวต่อหน้ารถกระบะคันที่ประกาศเสียงทันที พวกเขาทั้งหมดดีใจเมื่อเจุ์ธรรมดาด้วยกัน ส่วนอีกฝ่ายก็ดูจะประหลาดใจมากเช่นกัน ชายที่ถือโทรโข่งอยู่ถึงกับหยุดพูดไปเลย แล้วเขาก็วางโทรโข่งลง ะโลงมาจากรถกระบะคนเดียว ลงมาบนพื้นถนนด้านล่างแล้ววิ่งเข้ามาหาพวกทรัพย์สิน โดยปล่อยพรรคพวกอีกสี่คนที่เหลือยืนอยู่บนรถกระบะนั้น
“พวกคุณสวมชุดแบบนี้?” ชายคนที่ทำหน้าที่ประกาศวิ่งเข้ามาจับมือกับทรัพย์สินทันที “เป็ทหารเหรอ? มีอาวุธติดตัวด้วย อ้าว? ทำไมพวกคุณหน้าตาดูเหมือนเด็กจัง? เป็ทหารจริงๆ เหรอ?”
“เอ่อ คือ...” ทรัพย์สินโดนยิงคำถามมากมายจนเขาไม่อาจตอบหมดได้ เขาเลยถามสวนกลับไป “พวกพี่มาจากไหน? ยังมีอาณาเขตที่ไม่โดนพวกเอไอโจมตีอยู่อีกเหรอครับ?”
“โจมตีสิ แต่พวกเราสู้กลับ พวกมันก็เลยหนีไป” ชายคนที่ทำหน้าที่ประกาศเสียงว่าออกมา “ทำไมจู่ๆ มันก็มาโจมตีเราก็ไม่รู้? ก็ถวายเครื่องสังเวยให้ตามปกติ เนี่ย เราคิดว่าอาณาเขตอื่นอาจจะโดนเหมือนกัน เลยเอารถออกมาประกาศหาผู้รอดชีวิตที่อาจเหลือรอดจากอาณาเขตอื่น”
“หรือครับ?” ทรัพย์สินพยักหน้าอย่างเข้าใจ และเขาก็ตัดสินใจบอกออกมาว่า “สาเหตุที่พวกมันโจมตีอาณาเขตก็เพราะอาณาเขตของพวกเรานี่เองล่ะครับ”
“หมายความว่าไงที่พูดแบบนั้น?” ชายร่างสูงยืนเท้าเอวขณะถาม ทรัพย์สินถอนหายใจ ก่อนจะเล่าให้ฟังั้แ่ต้นเื่เลยว่าเกิดอะไรขึ้น อาณาเขตที่แปดคิดจะต่อต้านพวกเอไอ ไม่ยอมส่งเครื่องสังเวยให้อีกแล้ว และผู้นำอาณาเขตก็เกณฑ์ชาวบ้านที่เป็ผู้ใหญ่ออกไปต่อสู้แต่ไม่มีใครยอมทำ ในตอนนั้นเอง ขณะที่ทรัพย์สินกำลังอธิบาย พันธกรก็เดินเข้ามาพูดกับทั้งคู่ด้วยกัน
“ทุกอย่างเป็เพราะผมเอง” พันธกรว่าออกมาน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “ผมประกาศบอกทุกคนว่าผมจะอาสาออกไปฆ่าพวกเอไอเอง พวกเด็กคนอื่นๆ ถึงได้จับลงเรือลำเดียวกันไปด้วยเลย ทุกอย่างเริ่มที่ผมเอง” เขาบอกออกมาแล้วก็ส่ายหน้า ทำเอาทรัพย์สินต้องถึงกับจับบ่าพันธกรเอาไว้
“เฮ้ย อาณาเขตแปดทำแบบนี้ได้ไง? คิดต่อต้านเหรอ? บ้าหรือเปล่า? รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีวันสู้ได้ ยังจะคิดก่อฏอีก?” ชายคนนั้นว่าขึ้นมา “เพราะแบบนี้นี่เอง มันเลยโจมตีอาณาเขตอื่นไปด้วย คงคิดว่ามนุษย์คิดทรยศต่อพวกมันน่ะสิ แย่ชะมัด ผู้นำอาณาเขตของพวกคุณแย่มากๆ นอกจากจะคิดต่อต้านแล้ว ยังเห็นแก่ตัว เอาเด็กธรรมดาๆ ออกมาสู้รบแทนด้วย ถึงจะอาสาออกมาเองก็เถอะ”
“ก็นั่นล่ะครับ สาเหตุทั้งหมด เป็ความผิดของพวกเราเอง” ทรัพย์สินกล่าวออกมาอย่างอายๆ “ความจริง ภารกิจของเรามีแค่แอบลอบสังหารพวกมันเท่านั้น แต่ผมดันคุมลูกน้องไม่เป็ ปล่อยให้ลูกน้องทำผิดพลาด จนกลายเป็เื่ใหญ่ถึงขนาดนี้”
“ไม่หรอกพี่สิน” ปราชญาเดินเข้ามาบอกบ้าง “เป็เพราะไอ้เอกราชคนเดียวนั่นแหละที่ไม่ยอมเชื่อฟังคนอื่น เป็เพราะมันคนเดียว เื่ถึงได้กลายเป็แบบนี้”
“เอกราช?” อีกฝ่ายถามออกมา “เป็ใครเหรอ?”
“สวะตัวหนึ่งเท่านั้น” ปราชญากล่าวออกมาอย่างโกรธแค้น เขาโกรธจริงๆ ที่เอกราชไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของทรัพย์สิน “มันเป็คนเริ่มต้นทุกอย่าง มันไม่ฟังใครเลย มันเล่นออกไปปรากฏตัวต่อหน้าพวกเอไอ แทนที่จะหลบแล้วแอบลอบสังหารไม่ให้พวกเอไอรู้ตัว แต่มันกลับยืนเด่นอย่างนั้น จนพวกเอไอรู้ มันก็เลยโจมตีอาณาเขตเราเสียราบเรียบ เป็เพราะมันคนเดียว”
“จริงเหรอ?” ชายคนนั้นถอนหายใจออกมา ก่อนจะถามต่อ “แล้วนี่ที่ออกมาข้างนอกได้ คงฝึกการต่อสู้และยิงปืนมาได้แล้วสินะ ใช่ไหม?
“อ๋อ ครับ” พันธกรเป็ฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง “เราถูกฝึกให้ ‘ฆ่า’ ให้เป็แล้ว แล้วพวกผู้นำก็ให้เครื่องแบบเราพร้อมกับอาวุธ แล้วก็ส่งพวกเราออกมาจากอาณาเขต ตอนแรกพวกเรามีกันยี่สิบคน แต่ว่าเหลือรอดมาได้แค่นี้”
“เห็นแก่ตัวชะมัด” ชายคนเดิมวิจารณ์ผู้นำอาณาเขต “เขาทำลงไปได้ยังไง? นี่เด็กนะ ไม่ใช่ทหารที่เป็ผู้ใหญ่ พวกเขาทำแบบนี้ได้ยังไง? พวกเธอไม่สมควรออกมานอกอาณาเขตเลยนะ มันอันตรายมาก”
“ถึงเราจะเป็เด็ก แต่เราก็สู้รบกับพวกมันมาแล้วครับ” ปฏิคมเดินเข้ามาพูดบ้าง “พวกเราเองก็ไม่ใช่ธรรมดานะ พวกเราเองก็ถูกฝึกมาเหมือนกัน ก่อนจะลงสนามจริง”
ชายคนนั้นมองไปที่ปฏิคมก่อนจะถอนหายใจ แล้วก็บอก “เอาล่ะ อย่าเสียเวลาพูดคุยกันเลย กลับไปคุยกันที่อาณาเขตก็ได้ ตอนนี้พวกน้องๆ ทหารขึ้นหลังรถกระบะไปก่อนละกัน วันนี้พอแค่นี้ เราเจอคนรอดชีวิตแล้ว”
แล้วพวกทรัพย์สินทั้งหมดก็ได้ขึ้นไปนั่งบนรถกระบะ ค่อนข้างแออัดกันนิดหน่อยเพราะจำนวนคนเยอะมาก ทรัพย์สินยกมือไหว้สวัสดีพวกคนจากอาณาเขตสี่คนที่นั่งเบียดเสียดกับพวกเขาด้วย แล้วอีกฝ่ายก็ถามออกมา
“พวกน้องยังเป็เด็ก” ชายคนหนึ่งถามขึ้น “ทำไมใส่เครื่องแบบทหารล่ะ? มีอาวุธร้ายแรงติดตัวด้วย? พี่ไม่เข้าใจ”
แล้วชายคนที่ประกาศก็เล่าเื่ทุกอย่างให้พรรคพวกของเขาฟัง เมื่อพรรคพวกของเขาได้ฟังดังนั้นก็เกิดน้ำโหขึ้นทันที และจะไล่พวกทรัพย์สินลงจากรถ “เฮ้ย! ลงไปเลยนะ เพราะพวกแกนั่นแหละ อาณาเขตเราถึงเกือบโดนโจมตีจนราบคาบแล้ว!!”
“เดี๋ยวก่อน ใจเย็นๆ คุณมาร์ช” ชายคนที่มาคุยกับทรัพย์สินตอนแรกบอกให้อีกฝ่ายใจเย็นๆ “พวกเขาไม่ใช่คนผิด มันผิดที่ผู้นำอาณาเขตที่แปดเองที่คิดต่อต้านพวกเอไอ แล้วเด็กๆ พวกนี้จำเป็ต้องออกมาสู้รบกับพวกเอไอแทนพ่อแม่ของพวกเขา พวกเขานับว่ากล้าหาญมากนะ”
ฝ่ายชายคนนั้น คนที่ต่อว่าพวกทรัพย์สินถึงกับปิดปากเงียบไปเลยเมื่อได้ยินแบบนั้น แล้วรถกระบะที่บรรทุกคนหลายต่อหลายคนก็ขับไปตามถนน จนมาถึงหน้าอาณาเขตแห่งหนึ่ง มีกำแพงสีขาวตั้งขวางอยู่กลางถนน ตรงหน้าของพวกเขาเป็ประตูบานเลื่อนสีฟ้าที่ดูเก่าแล้ว ชายอีกคนะโลงจากรถกระบะ แล้วรีบวิ่งไปเปิดประตูบานเลื่อนให้ออกไป ให้รถกระบะเข้ามาได้ เมื่อรถกระบะแล่นเข้ามาในอาณาเขตแล้ว ชัชชัยที่เมื่อยเต็มทนก็รีบะโลงจากรถทันที
“เมื่อยชะมัด” ชัชชัยบ่นออกมา พลางมองดูรอบๆ อาณาเขต มันก็ค่อนข้างคล้ายๆ กับอาณาเขตที่แปดเหมือนกัน มีถนนเป็ทางแยกซ้ายขวา บ้านหลายหลังปลูกใกล้ๆ กัน แล้วก็ยังมีโรงพยาบาลอีกด้วย มันใหญ่กว่าอาณาเขตของชัชชัยอยู่นิดหน่อย พันธกรและคนอื่นๆ ก็ะโลงมาจากรถเหมือนกัน ส่วนวรรณสาที่เจ็บที่เข่า เธอก็ค่อยๆ ก้าวลงมาจากหลังรถกระบะ
“สา เป็อะไรหรือเปล่า?” ปฏิคมเห็นวรรณสาทำท่าเหมือนจะล้มลงไป เขาเลยรีบวิ่งเข้ามาหา แต่วรรณสาบอกว่าไม่เป็ไร ให้เขาปล่อยมือเธอได้แล้ว ปฏิคมได้ยินอย่างนั้น เขาก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่เขาก็พอทำใจได้บ้างแล้ว พันธกรสะพายกระเป๋ายังชีพลงมา พลางมองดูรอบๆ อาณาเขต ก่อนจะถามชายคนที่ถือโทรโข่งว่าที่นี่คืออาณาเขตที่เท่าไหร่?
“อาณาเขตที่สาม” อีกฝ่ายตอบออกมา ก่อนที่รถกระบะจะถูกแล่นไปจอดในโรงรถใกล้ๆ แถวนั้น และคนอื่นๆ ก็พากันกระจายกันออกไป ชายคนที่ถือโทรโข่ง ท่าทางใจดี บอกกับพวกของพันธกรออกมา
“มาพักผ่อนกันก่อนสิ พวกเธอบอกเองนี่ว่าเคยเจอกับพวกเอไอมาแล้ว” เขาพูดพร้อมกับยิ้ม “คงเหนื่อยกันสินะ แล้วนี่กินอะไรมากันหรือยังเนี่ย?”
“กินมาแล้วครับ” ทรัพย์สินตอบออกไปอย่างเกรงใจ “ไม่ต้องห่วงพวกเรามากเท่าไหร่หรอกครับ”
“ต้องห่วงสิ” ชายคนนั้นว่าขึ้น “ไปพักบ้านของน้าก็ได้ เออ ลืมไป น้าชื่อ ชานนท์ นะ เรียกว่านนเฉยๆ ก็ได้ มาเถอะ พวกเธอคงเหนื่อยกันมามากแล้ว มาพักผ่อนให้สบายดีกว่า”
พันธกรออกจะดีใจที่ผู้ชายคนนี้หรือชานนนั่นไม่ได้กล่าวโทษอะไรพวกเขาที่เป็สาเหตุให้อาณาเขตที่สามโดนโจมตี ปฏิคมเองก็ยิ้มออกมาเมื่อคิดได้ว่าจะได้พักผ่อนเสียที ในขณะที่บรรดาเด็กม.ปลายเดินตามชายชื่อชานนท์ไป พวกเขาก็เห็นบ้านหลังหนึ่งที่หลังคาหายไปทั้งแถบ แถมมีร่องรอยเหมือนถูกไฟไหม้ด้วย พันธกรมองอย่างสงสัย ชายชื่อชานนท์เลยอธิบายออกมา
“มันเกิดตอนพวกมันโจมตีเราเมื่อวานน่ะ” ชานนท์พูดออกมา “ที่นี่มีรถดับเพลิงด้วยนะ แต่ก็มีแค่สองคัน อาณาเขตแปดมีหรือเปล่า?”
“ไม่มีครับ แทบจะไม่มีอะไรเลย” ปฏิคมเป็คนตอบคำถาม “อาณาเขตของเราเล็กมากแล้วก็ยากจน มีแต่โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า แล้วก็โรงพยาบาลเท่านั้น”
“ห้างสรรพสินค้าเหรอ?” ชานนท์ถามออกมาอย่างสนใจ “เป็แบบไหนล่ะ? ใหญ่โตเหมือนข้างนอกอาณาเขตหรือเปล่า?”
“ไม่เลยล่ะครับ” ปฏิคมบอกออกมา “นอกจากจะเล็กมาก ของที่ขายก็มีไม่มาก แถมยังมีแค่ไม่กี่ชั้นอีกด้วย” เขาบอกออกมาให้ชานนท์ฟัง ชานนท์ก็ถามถึงเื่โรงเรียนในอาณาเขตด้วย ที่อาณาเขตที่สามนี้ก็มีโรงเรียนเหมือนกัน ชานนท์เลยถามพวกเด็กๆ ว่าจะไปโรงเรียนกันไหม? ฝ่ายปฏิคมและคนอื่นๆ ยกเว้นวาสุกรี วรรณสาและทรัพยสินเท่านั้นที่พยักหน้าออกมา
“ฮ่าๆๆ!!” ชายชื่อชานนท์หัวเราะออกมาอย่างขำขัน “นึกอยู่แล้วว่าไม่อยากเรียน แต่เรียนจบไปก็ไม่เห็นได้ทำอะไร ในอาณาเขตนี้ก็มีอาชีพอยู่ไม่กี่อย่างหรอก” เขาหันไปหาวาสุกรี วรรณสาและทรัพย์สินที่พยักหน้า “พวกเธอสามคนอยากจะไปเรียนเหรอ?”
“ค่ะ” วรรณสายอมรับ วาสุกรีก็พยักหน้าด้วย ปฏิคมเลยแนะนำให้ชานนท์รู้จักกับวาสุกรี “พี่คนนี้ชื่อวาสุกรี อยู่ชั้นม.ห้าแล้วครับ เรียนเก่งที่สุดในอาณาเขตแปด”
“น้องคม” วาสุกรีบอกให้ปฏิคมหยุดพูด แต่ปฏิคมก็ยักไหล่ ชานนท์หันมาสนใจวาสุกรีทันที
“ถ้าสามคนนี้อยากไปเรียนก็ไปได้ ไม่เสียค่าเทอมแน่นอน เรียนฟรี” ชายใจดีที่ชื่อชานนท์บอกออกมา แล้วก็ถามวรรณสาว่าอยู่ชั้นมัธยมอะไร? ฝ่ายวรรณสาก็ตอบออกไปว่าม.สี่ แล้วก็ถามทรัพย์สินด้วย ฝ่ายทรัพย์สินก็ตอบออกไปพร้อมกับบอก
“ผมเป็คณะกรรมการนักเรียนด้วย” เขาตอบอย่างอมภูมิเล็กน้อย “มีหน้าที่ต้องดูแลนักเรียนทุกคนในอาณาเขตน่ะครับ”
“อ๋อ เหรอ?” ชานนท์ว่าขึ้น “น้านึกอยู่แล้ว ว่าเธอต้องเป็ผู้นำอะไรสักอย่าง สายตาเธอมีความมุ่งมั่นมากเลยนะ”
ทรัพย์สินยิ้มออกมาเมื่อได้รับคำชม แต่แล้วชานนท์ก็บอกออกมาอย่างเหนื่อยใจ “อืม แต่เด็กแค่ม.สี่ ม.หกก็มาถืออาวุธฆ่าคนซะแล้ว” ชานนท์ถอนหายใจออกมา ก่อนที่เขาจะเดินมายังบริเวณบ้านของเขา บ้านของเขาค่อนข้างใหญ่อยู่ มีทั้งหมดสามชั้น เขาเดินผ่านประตูรั้วเข้าไป แล้วก็เข้าไปเคาะประตู “ที่รัก ผมกลับมาแล้ว”
“กลับมาแล้วหรือคะ?” มีเสียงผู้หญิงดังมาจากด้านในบ้าน แล้วประตูก็เปิดออก พบเป็หญิงสาวผมดำในชุดกระโปรง หน้าตาสวยงาม เธอมองไปที่ชานนท์ ก่อนจะมองไปด้านหลังเขา แล้วก็เห็นบรรดาพวกเด็กม.ปลายทั้งหมด
“คุณหาผู้รอดชีวิตเจอเหรอ? คุณนน” เธอถามขึ้นมาอย่างยินดี พลางเดินออกมาจากในบ้าน ทรัพย์สินเดินเข้าไปหาอย่างยินดี พลางยกมือไหว้หญิงสาวคนนั้น เธอก็รับไหว้เขาตอบ
“พวกเธอยังเด็กๆ กันอยู่เลยนี่?” หญิงสาวสังเกตขึ้นมาได้ “ทำไมมาใส่เครื่องแบบทหารล่ะ? แถมยังถืออาวุธด้วย?”
แล้วชานนท์ก็เล่าสาเหตุทั้งหมดให้หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็ภรรยาของเขาให้ฟัง เมื่อหญิงสาวได้ฟังดังนั้น ตอนแรกพวกทรัพย์สินคิดว่าเธอคงจะโกรธพวกเขา แต่ไม่ หญิงสาวพยักหน้าออกมา และหันมาชื่นชมกลุ่มเด็กๆ ม.ปลาย
“กล้าหาญดีนี่ อาสาออกไปรบแทนผู้ใหญ่” หญิงสาวว่าออกมาแบบนั้น ทรัพย์สินออกจะผิดคาด นึกว่าเธอจะโกรธเขาแบบเดียวกับที่คนในรถกระบะโกรธ แล้วเธอก็ชักชวนพวกเขาเข้าไปในบ้าน บ้านหลังนี้ค่อนข้างใหญ่ ดูเหมือนว่าอาณาเขตนี้จะมีระบบเศรษฐกิจดีกว่าอาณาเขตที่แปด
หญิงสาวคนนั้นพาพวกเขามากลางบ้าน ก่อนจะนึกอะไรออก “อ้อ!” เธอคิดขึ้นมาได้ “น้าชื่อณปภานะ เรียกภาเฉยๆ ก็ได้” เธอบอกชื่อตัวเองออกมาแล้วก็บอกต่อ “มากันเหนื่อยๆ แบบนี้ กินอะไรกันมาหรือยัง?”
“อ๋อ ทานมาแล้วครับ” พันธกรพูด หญิงสาวหรือณปภาก็เลยบอกว่าข้างบนมีห้องน้ำสองห้อง ให้แต่ละคนไปอาบน้ำและพักผ่อนให้สบาย แล้วก็สวมเสื้อของพวกเขาก็ได้ พวกเขาไม่รังเกียจ กมลได้ยินว่าจะได้อาบน้ำ เธอก็ยิ้มออกมาได้ เพราะเธอคันตัวไปหมดแล้ว
แล้วพวกผู้ชายก็แก้ผ้าอาบน้ำกันในห้องน้ำห้องหนึ่ง พันธกรเอามือที่ถือสบู่ถูไปจนทั่วตัว เขารู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่เลย พอได้อาบน้ำแล้ว ส่วนฝ่ายกมลกับวรรณสาก็ไปเข้าห้องน้ำอีกห้องหนึ่ง โดยกมลจะขอเข้าไปอาบก่อน
“พวกผู้ชายไม่อายกันเลยนะ อาบน้ำร่วมกันได้ไงไม่รู้?” วรรณสาว่าออกมา กมลหันมายิ้มให้เธอก่อนจะปิดประตู พอกมลอาบเสร็จ วรรณสาก็เข้าไปอาบต่อ เธอถอดเครื่องแบบทหารของเธอ แล้วปล่อยให้ฝักบัวราดชำระล้างร่างกาย ฝ่ายณปภา เธอก็เอาเครื่องแบบทหารของพวกเด็กๆ ม.ปลายไปซักให้สะอาด ขณะที่พวกเขาเปลี่ยนชุดมาเป็ชุดลำลองแล้ว ปฏิคมสังเกตเห็นแผลที่แขนของพันธกร เขาเลยถามว่าแผลโดนน้ำหรือเปล่า?
“ไม่โดน เื่แค่นี้ฉันก็รู้น่า” พันธกรตอบปฏิคมออกไป ปฏิคมก็พยักหน้าพลางยิ้มออกมา ทั้งหมดดูสดชื่นขึ้น แล้วก็เดินลงบันไดมาด้านล่าง ก็เห็นชายชื่อชานนท์กับหญิงสาวชื่อณปภากำลังยืนคุยกันอยู่
“อ้าว? อาบน้ำกันแล้วใช่ไหม?” ณปภาหันมาถามพวกทรัพย์สิน “จะนอนพักผ่อนก็ได้นะ หรือว่าจะออกไปเที่ยวรอบๆ อาณาเขตก็ได้ พวกเธออยากไปโรงเรียนไหม?”
ทุกคนยกเว้นวาสุกรี วรรณสาและทรัพย์สินส่ายหน้า ฝ่ายณปภาก็ไม่ว่าอะไร เธอบอกให้พวกวาสุกรีไปเรียนที่โรงเรียนตามระดับชั้นที่ตัวเอง้าได้เลย แล้วจากนั้น เธอก็บอกให้ทุกคนทำตัวให้สบายเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ทรัพย์สินถึงกับยกมือไหว้ณปภาที่ต้อนรับพวกเขาอย่างดี
“ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ” เธอว่าอย่างยินดี “เดี๋ยวเย็นนี้ น้าทำอาหารให้นะ มากินกัน เออ ใครจะพักผ่อนก็นอนหลับไปซะ ข้างบนมีห้องนอนสามห้อง ส่วนใครอยากจะเดินเล่นก็ออกไปเดินในอาณาเขตก็ได้ ไม่มีอะไรหรอก พวกเอไอมันเพิ่งจะโจมตีเราไป มันไม่กลับมาง่ายๆ หรอก”
“ครับ” พันธกรเองก็ยกมือไหว้ณปภาเหมือนกัน เธอก็รับไหว้ แล้วทรัพย์สิน ปราชญา วาสุกรี วรรณสาและกมล ก็ตัดสินใจว่าจะนอนพักผ่อน เพราะพวกเขาก็ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมาก เลยมีแต่พันธกร ปฏิคม ภัทรและชัชชัยเท่านั้นที่เดินออกจากบ้านของชานนท์ และออกเดินเที่ยวไปทั่วอาณาเขต
“คุณน้าสองคนนั่นใจดีจัง” ภัทรบอกออกมา “เออ ลืมไปเลย แล้วอาวุธของพวกเรา กระเป๋าของพวกเรา เสบียงทั้งหมด เอาไปเก็บกันไว้ที่ไหนล่ะ?”
“คุณนนเขาจัดการเก็บให้แล้วในห้องหนึ่ง” ชัชชัยตอบออกมา เขาดูค่อนข้างดีขึ้นกว่าเดิม “ไม่ต้องห่วงหรอก ว่าแต่ ที่นี่กว้างชะมัดเลยเนอะ”
แล้วพวกพันธกรก็เดินไปตามทางในอาณาเขตที่สาม ผ่านบ้านคนหลายหลังไป บางบ้านก็เปิดอาชีพ มีลูกชิ้นปิ้งขายด้วย ชัชชัยมองมันอย่างอยากกิน แต่เขาไม่มีเงินติดตัวสักบาท ก็เลยซื้อไม่ได้ ภัทรที่เห็นเพื่อนมองดังนั้น เขาก็บอก
“เดี๋ยวก็ได้กินข้าวเย็นแล้ว” ภัทรบอกกับชัชชัย ชัชชัยก็พยักหน้า ก่อนที่พันธกรจะชวนพวกเขาให้ไปดูที่โรงเรียนกันดีไหม? พวกคนอื่นๆ นอกจากพันธกรต่างก็ปฏิเสธ
“จะไปทำไม โรงเรียน? อย่าบอกนะว่าแกจะกลับไปเรียนแบบสา?” ปฏิคมถามขึ้น พันธกรก็บอกว่าไม่ แต่อยากไปเห็นโรงเรียนแค่นั้นเอง ฝ่ายภัทรที่รู้สึกอยากเล่นฟุตบอลขึ้นมา เขาก็พยักหน้าบอกว่าไปก็ได้
“อะไร? แกก็เป็ไปกับไอ้พันด้วยเหรอ?” ชัชชัยถามภัทร ภัทรเลยบอกว่าเขาแค่อยากเตะบอลเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่มีสนามบอลหรือเปล่า? ชัชชัยได้ยินอย่างนั้น ก็พยักหน้าและเดินนำทุกคนไปโรงเรียน โดยการถามหาสถานที่จากชาวบ้านแถวนั้น ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงโรงเรียนในอาณาเขต
“โห ใหญ่อยู่นะ” พันธกรถึงกับพูดออกมาทันทีเมื่อเห็นอาคารขนาดสี่ชั้นที่ใหญ่โต “ต้องมีเด็กเยอะๆ แน่”
“นั่นไง มีสนามบอลด้วย” ภัทรชี้ไปที่สนามบอลภายในโรงเรียน ชัชชัยเลยถามว่า จะไปขอนักเรียนคนอื่นเล่นด้วยอย่างนั้นหรือ? ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันเนี่ยนะ?
“ไม่เห็นจะเป็อะไรเลย” ภัทรบอกออกมาอย่างไม่มีปัญหา แล้วเขาก็เข้าไปหาพวกนักเรียนที่กำลังเล่นบอลกันอยู่ ก่อนจะคุยกับพวกเขา แล้วภัทรก็ได้เพื่อนอย่างรวดเร็ว เขาได้ร่วมเล่นบอลกับพวกเด็กนักเรียนในอาณาเขต
“ไอ้ภัทรนี่ผูกมิตรเก่งนะ” พันธกรว่าขึ้นมา ขณะนั่งอยู่บนม้านั่งร่วมกับปฏิคมและชัชชัย ชัชชัยก็บอกว่าภัทรนิสัยดีและเป็มิตรกับคนอื่นเสมอ แล้วยังเป็คนใจเย็นด้วย ต่างกับเขาที่ใจร้อน ในตอนนั้นเอง ขณะที่ทั้งสามคนนั่งคุยกันอยู่ พันธกรก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุน่าจะเท่ากับเขา กำลังนั่งดีดกีต้าร์อยู่ในลานใต้อาคารคนเดียว
“เดี๋ยวมานะ” พันธกรตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปหาเด็กหนุ่มคนนั้น ปฏิคมเฝ้ามองว่าพันธกรจะทำอะไร? พันธกรเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มคนนั้น เขาดีดกีต้าร์ไปมา ตอนแรกพันธกรก็คิดว่าเขาเล่นเป็ แต่ที่ไหนได้ เด็กหนุ่มคนนั้นทำได้เพียงแค่ดีดสายกีต้าร์เท่านั้น เขาเล่นกีต้าร์ไม่เป็
“เฮ้” พันธกรทักทายเด็กหนุ่มคนนั้น อีกฝ่ายเลยเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วก็วางกีต้าร์ลง เด็กหนุ่มคนนั้นท่าทางสนใจพันธกรขึ้นมา
“ไม่เคยเห็นหน้าเลย” เด็กหนุ่มคนนั้นบอกออกมา “อย่าบอกนะว่ามาจากอาณาเขตอื่น?”
“ใช่เลยแหละ” พันธกรบอกออกมา พร้อมกับยื่นมือออกมาด้วยเพื่อจะจับมือกับอีกฝ่าย “สวัสดี ฉันชื่อพันธกร เรียกพันเฉยๆ ก็ได้ อยู่ชั้นม.สี่ นายล่ะ?”
“ฉันชื่อพสุ ชื่อเล่นชื่อดิน อยู่ม.สี่เหมือนกัน ยินดีที่ได้รู้จัก” อีกฝ่ายแนะนำตัวแล้วก็ยื่นมือมาจับมือของพันธกรเอาไว้ ทั้งสองเขย่ามือกันและยิ้มให้กัน ก่อนที่ฝ่ายเด็กหนุ่มที่ชื่อพสุจะว่าขึ้น
“อาณาเขตของนายโดนโจมตีเหมือนกันเหรอ?” พสุถามขึ้นมา พันธกรถอนหายใจก่อนจะพยักหน้า
“เออ ที่นี่ก็เพิ่งโดนโจมตีไป แต่พวกเราสู้ไม่ถอย พวกมันก็เลยถอยไปเอง” พสุบอกออกมา “เวลาพวกมันมาถึง จะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนดังไปทั่วอาณาเขต”
“เสียงสัญญาณเตือน?” พันธกรถามขึ้นมา พสุเลยอธิบายว่าเป็เสียงสัญญาณเวลาข้าศึกบุกนั่นเอง พันธกรจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเขาก็มองกีต้าร์ที่วางอยู่
“นายก็เล่นกีต้าร์เป็เหมือนกันเหรอ?” พันธกรถามพสุขึ้นมา พสุเกาศีรษะอย่างอายๆ เล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“ไม่เป็หรอก ไม่รู้จักวิธีเล่นด้วยซ้ำ” เขายอมรับออกมา พันธกรจึงหยิบกีต้าร์นั้นออกมา แล้วก็ดีดเป็ทำนองเพลงไพเราะออกมา พสุเห็นดังนั้น เขาก็ถึงกับปรบมือให้พันธกร
“โห นายเล่นเก่งจังเลยนะ” พสุชื่นชมเขาอย่างจริงใจ พร้อมกับบอก “สอนฉันมั่งสิ ฉันเองก็อยากเล่นเป็... เอาไว้ใช้เวลาจีบสาวน่ะ ฉันอยากร้องเพลงจีบสาว”
“ก็ได้” พันธกรเลยหยุดดีดกีต้าร์และยกกีต้าร์ให้กับพสุ “จะสอนให้ก็ได้ ว่าแต่บ้านนายอยู่ที่ไหนล่ะ?”
“ใกล้ๆ โรงเรียนนี่เอง” พสุตอบ “นายเล่นเก่งจังเลยนะ ใครสอนนายให้เล่นล่ะ?”
“พ่อน่ะ” พันธกรตอบ “วันนี้ ให้ฉันกลับไปบ้านนายก็ได้นี่ แล้วฉันจะสอนวิธีเล่นให้”
“จริงเหรอ?” พสุดูท่าทางยินดีขึ้นมาทันที เขายิ้มให้พันธกร พันธกรก็ยิ้มตอบเขา ปฏิคมที่มองดูทั้งสองคนนั้นคุยกันอย่างถูกคอ เขาก็เปรยรอยยิ้มออกมาเหมือนกัน
แล้วพันธกรก็ได้เพื่อนใหม่อย่างพสุอย่างรวดเร็ว พันธกรพาพสุให้มารู้จักปฏิคม ภัทรแล้วก็ชัชชัย พสุดูจะตื่นเต้นเมื่อได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เขาขอจับมือกับทุกๆ คน ทุกคนก็ยื่นมือให้เขาจับ
“พวกนายคงจะหนีมาสินะ?” พสุถามขึ้นมา “วันนี้ไปบ้านฉันไหมล่ะ? เดี๋ยวก็เลิกเรียนแล้ว ไปกันทั้งหมดเนี่ยแหละ”
“เอ่อ...” ชัชชัยอยากจะปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่กล้าเพราะเกรงใจอีกฝ่าย ก็เลยต้องยอมจำยอม ฝ่ายพสุก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจสุดๆ เขาบอกกับพันธกร
“ช่วยสอนวิธีเล่นกีต้าร์ให้ฉันด้วยนะ” พสุขอร้องพันธกร พันธกรก็บอกว่าสอนแน่ แล้วก็ยิ้มให้เขา ฝ่ายปฏิคมที่เพิ่งจะรู้จักกับพสุ เขาก็ไม่ได้สนิทมากนัก ไม่เหมือนพันธกรที่สนิทกันกับพสุทันที
“ได้ ฉันจะสอนนายเอง” พันธกรว่าออกมา “อีกกี่ชั่วโมงล่ะ กว่าจะเลิกเรียน?”
“ไม่นานนักหรอก” พสุกล่าวแล้วก็ย้ำอีกรอบ “พวกนายสัญญาแล้วนะว่าจะมาบ้านฉัน อย่าผิดสัญญาล่ะ แม่คงดีใจที่เห็นคนรอดชีวิตจากอาณาเขตอื่นมาที่นี่ ไม่ต้องเกรงใจ อยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย”
พสุยิ้มออกมา พันธกรก็คิดว่าพสุใจดีจริงๆ ปฏิคมเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ในตอนนั้นเอง ขณะที่ไม่มีใครได้ทันสังเกต ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังมองมาที่ชัชชัยและจ้องเขาเป็เวลานาน