ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    28 พบองค์หญิงทั้งสอง

                    “ ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านช่างรู้จักเอาอกเอาใจสตรียิ่งนักนะท่านกุนซือ เราหวังว่าพิธีคัดเลือกราชบุตรเขยที่จะมาถึงในอีกไม่ช้า คงจะได้เห็นท่านมาเข้าร่วมคัดเลือกด้วยนะ”             หยางไท่จงทรงตรัสเย้าหยอกกุนซือหนุ่มและราชธิดาองค์โตของพระองค์ ทำเอาคนทั้งสองมีอาการเขินอายเล็กน้อย ก่อนที่จะตรัสถามเสียมหลอหลงว่า ถ้าเลือกได้เขาจะเลือกอภิเษกสมรสกับองค์หญิงองค์ใด ซึ่งคำถามนี้ทำเอาองค์หญิงใหญ่ถึงกับพระเนตรเป็นประกาย เพราะพระองค์เองก็อยากรู้เช่นกันว่ากุนซือหนุ่มผู้ทรงเสน่ห์และมีสติปัญญาเป็นเลิศผู้นี้จะเลือกองค์หญิงพระองค์ใดมาเป็นคู่ครอง            “ กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันรู้ตัวว่าด้อยวาสนา คงมิอาจเอื้อมฝันใหญ่เกินตัว เพียงแค่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ช่วยให้ราษฎรได้มีชีวิตที่ดี เพียงเท่านี้ก็ถือว่าหม่อมฉันมิเสียทีที่ได้เกิดมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”             อาหลงทูลตอบอย่างคนเจียมตัว สร้างความผิดหวังแก่องค์หญิงใหญ่ยิ่งนักที่เขายังไม่ยอมเปิดเผยตัวตนว่าตัดสินใจเลือกองค์หญิงใด           “ เอาล่ะ ท่านกุนซือ  เมื่อท่านยังไม่สะดวกใจที่จะพูด เราก็จะไม่บังคับท่าน  ว่าแต่เรามีเรื่องที่อยากจะขอคำปรึกษาจากท่าน ไม่ทราบว่าใต้เท้าหลิวได้แจ้งให้ท่านทราบบ้างหรือยัง?”            ฮ่องเต้ต้าหยางทรงตรัสถามเสียมหลอหลง พร้อมกับทรงหันไปทางใต้เท้าหลิว ก่อนที่หลิวว่านซานจะกราบทูลว่า เขาได้เกริ่นกับท่านที่ปรึกษาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเท่านั้นเอง          “ เช่นนั้น รบกวนใต้เท้าหลิวช่วยเล่ารายละเอียดเรื่องการเตรียมรับมือกับภัยแล้งที่จะมาถึง รวมทั้งปัญหาปากท้องของราษฎรที่มีตอนนี้มีคนตกงานจำนวนมาก เราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้เช่นไร?”            หยางไท่จงตรัสกับเจ้าเมืองเทียนหยาง ก่อนที่หลิวว่านซานจะเอ่ยเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้กับอีกฝ่ายฟัง พร้อมทั้งหารือเรื่องวิธีการที่จะใช้แก้ปัญหาทั้งสองเรื่อง           “ พระกระยาหารมื้อค่ำเตรียมพร้อมแล้วเพคะ เสด็จพ่อจะเสวยที่ห้องเสวยเลยมั้ยเพคะ?”           องค์หญิงเข้ามากราบทูลถามพระบิดา ก่อนที่พระองค์จะรับสั่งให้นำพระกระยาหารค่ำเข้ามาเสวยในห้องทรงงานนี้เลย จะได้เสวยไปด้วยพร้อมกับหารือข้อราชการไปด้วย          “ ถวายพระพรเสด็จพ่อ หม่อมฉันมาขัดจังหวะการหารือราชการของพระองค์หรือเปล่าเพคะ?”           จู่ ๆ องค์หญิงรอง ต้วนเซียนเอ๋อ  ก็ทรงปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับนางกำนัลที่ยกพระกระยาหารค่ำ พร้อมทั้งของหวานที่ทรงโปรดมาเพื่อถวาย          “ อ้าว เซียนเอ๋อ เจ้ามาพอดี  มามา มาทานมื้อค่ำพร้อมกับพ่อ พี่ใหญ่ ใต้เท้าหลิวและท่านกุนซือ”           องค์ฮ่องเต้ไม่ทรงแปลกพระทัยเลยสักนิดที่เห็นธิดาองค์รอง เพราะทรงเข้าพระทัยดีว่านี่เป็นการชิงไหวชิงพริบกันของพระธิดาทั้งสอง ก่อนจะรับสั่งให้หลู่กงกงจัดที่นั่งเพิ่มให้องค์หญิงรองอีกหนึ่งที่                        “ หม่อมฉันถวายพระพรองค์หญิงรอง”            หลิวว่านซานและเสียมหลอหลงคุกเข่าคำนับถวายพระพร ก่อนที่นางจะบอกคนทั้งคู่ตามสบาย  จากนั้นองค์หญิงรองจึงประทับนั่งลงตรงข้าง ๆ พี่ใหญ่ของนาง และอยู่ตรงข้ามเสียมหลอหลงพอดี           “ หม่อมฉันนำอาหารและของหวานที่เสด็จพ่อทรงโปรดมาถวายเพคะ พระองค์จะได้เสวยได้เยอะ ๆ”           องค์หญิงรองทูลต่อพระบิดาของนาง ก่อนจะหันไปทางกุนซือหนุ่มพร้อมทั้งตรัสถามอีกฝ่ายด้วยกิริยามารยาทอันอ่อนหวานและมีเสน่ห์ยิ่งนัก          “ ข้าได้ยินชื่อเสียงและวีรกรรมอันเลื่องลือของท่าน  ยังอยากจะได้พบและขอคำชี้แนะ  แต่ไม่นึกว่าวันนี้จะได้สมหวังโดยไม่ตั้งใจ”           นางเอ่ยกับชายหนุ่มพร้อมกับทรงพิจารณาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นบุรุษรูปงาม อีกทั้งยังดูสง่า สมกับคำร่ำลือ ทำให้นางเกิดความประทับใจในตัวที่ปรึกษาผู้นี้ไม่น้อย เพียงแต่นางเก็บอาการเอาไว้ ไม่แสดงออกมาเหมือนกับพี่ใหญ่ของนาง  ในขณะที่เสียมหลอหลงเองหลังจากที่ได้มองต้วนเซียนเอ๋อเต็ม ๆ ตา ก็ยอมรับเลยว่ารูปโฉมของนางไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์หญิงใหญ่เลยแม้แต่น้อย จะมีแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่นางมีสุขภาพที่ไม่สู้แข็งแรงนัก ทำให้ความงามของนางลดไปบ้างถึงสองส่วน หากกล่าวไปแล้วองค์หญิงใหญ่จะเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนใจ ส่วนตัวนางจะเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานและชดช้อย  คล้าย ๆ ซูฟ่านฟ่านเปรียบกับฉินอี้เซียนนั่นเอง           “ องค์หญิงรองทรงกล่าวชมเกินไป หม่อมฉันเป็นเพียงแค่บัณฑิตไร้อันดับ ไม่ควรค่าให้พระองค์ต้องกล่าวถึงหรอกพ่ะย่ะค่ะ”           อาหลงทูลตอบต้วนเซียนเอ๋ออย่างถ่อมตน ยิ่งเพิ่มความประทับใจที่นางมีต่อเขามากยิ่งขึ้น ก่อนที่องค์ฮ่องเต้จะรับสั่งให้ทุกคนเริ่มทานอาหารได้  ซึ่งค่ำคืนนี้ถือว่าเป็นค่ำคืนที่พิเศษและเป็นเกียรติแก่เสียมหลอหลงและหลิวว่านซานยิ่งนัก เพราะน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะเสวยกับองค์ฮ่องเต้ แถมยังมีองค์หญิงอีกทั้งสองพระองค์  ขนาดขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนก็ยังไม่มีโอกาสเช่นนี้                          “ อ้อ ท่านกุนซือ ท่านยังมีเม็ดยาวิเศษหลงเหลืออีกหรือไม่?”           ฝ่าบาททรงรับสั่งถามเสียมหลอหลง พร้อมทั้งทอดพระเนตรไปที่องค์หญิงรอง ซึ่งชายหนุ่มล่วงรู้พระประสงค์เป็นอย่างดี จึงเอื้อมมือไปหยิบเม็ดยาที่ยังเหลืออยู่ในกระเป๋าตรงอกเสื้อออกมา ก่อนจะขอพระราชานุญาตตรวจพระอาการขององค์หญิงรองด้วยการจับชีพจรของนางทำให้เขาได้รู้ว่านางมีอาการภูมิแพ้ขั้นรุนแรง คล้าย ๆ กับอาการของคุณหนูกันเย่ว์หนี่            “ อาการของนางเป็นเช่นไรบ้างท่านกุนซือ มีทางรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?”          “ พระองค์ไม่ต้องทรงเป็นกังวล โชคดีที่โรคนี้หม่อมฉันสามารถรักษาได้ ถึงแม้ไม่หายขาด แต่ก็สามารถยับยั้งไม่ให้อาการกำเริบได้ ขอเพียงองค์หญิงรองปฏิบัติตามคำแนะนำของหม่อมฉันก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ”          ชายหนุ่มทูลตอบหยางไท่จง ก่อนจะนำยาเม็ดนั้นถวายให้องค์หญิงรองเสวย ซึ่งหลังจากที่นางเสวยยาเม็ดนั้นลงไปสักครู่ พระพักตร์ขององค์หญิงรองก็ดูสดชื่น มีชีวิตชีวา ความงามสองส่วนที่หายไปกลับเปล่งประกายออกมาอย่างเต็มที่ จนทุกคนสามารถสังเกตุเห็นอย่างเห็นได้ชัด         “ เสด็จพ่อ เสด็จพี่เพคะ น่ามหัศจรรย์จริง ๆ อาการเจ็บป่วย ไม่สบายตัวที่หม่อมฉันเคยมีมาตั้งแต่เด็ก กลับหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยเพคะ”          องค์หญิงตรัสออกมาด้วยความดีพระทัย ก่อนจะหันไปกล่าวขอบคุณกุนซือด้วยความตื้นตันพระทัย  ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้นางเพียงแค่ต้องการมาเพื่อหาโอกาสเกลี้ยกล่อมเสียมหลอหลงมาเป็นพวก ตามคำแนะนำของขุนนางผู้ใหญ่ที่อยู่ฝั่งของนาง แต่กลับกลายเป็นว่าวันนี้นางกลับโชคดีหายจากอาการป่วยที่ทำให้นางต้องทุกข์ทรมานมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่นางจะต้องเจ็บปวดทรมานเป็นพิเศษ           “ ท่านกุนซือช่างเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เก่งทั้งการแพทย์ อีกทั้งสติปัญญาก็เป็นเลิศ”        องค์หญิงใหญ่ตรัสชมอีกฝ่ายจากใจจริง เพียงแต่ทรงผิดหวังอยู่บ้างที่เห็นน้องรองซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญของนางหายจากอาการป่วย       “ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์หญิงใหญ่  หม่อมฉันมีเรื่องต้องกราบทูลฝ่าบาทเรื่องการถวายการรักษาอาการของพระองค์ ถึงแม้วันนี้อาการของพระองค์จะดีขึ้นจากเม็ดยาวิเศษ แต่พระองค์จำเป็นต้องเสวยยานี้ติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวัน อาการของพระองค์จึงจะถือได้ว่าพ้นจากขีดอันตราย  จากนั้นก็เพียงเสวยยาเม็ดแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอ แต่ต้องไม่ลืมที่จะลด ละ เลิก เสวยน้ำจัณฑ์ รวมทั้งต้องทรงเลิกหมกมุ่นกับสาวงามด้วย มิฉะนั้น ทั้งหมดที่ทรงพยายามมาก็จะสูญเปล่าพ่ะย่ะค่ะ”         อาหลงกราบทูลต่อหยางไท่จง ก่อนที่พระองค์จะผงกพระเศียรเป็นเชิงรับทราบในสิ่งที่เขาเป็นห่วง         “ ลำบากท่านกุนซือแล้ว  เช่นนั้นเจ็ดวันนี้ต้องรบกวนท่านช่วยเป็นธุระเรื่องยาเม็ดของเราด้วย  เอาเป็นว่าท่านนำเม็ดยามาให้เราทุกเย็นก็แล้วกัน เราจะได้ทานมื้อค่ำไปพร้อม ๆ กับขอคำปรึกษาเรื่องบ้านเมืองกับท่านด้วย”         องค์ไท่จงรับสั่งต่ออีกฝ่ายอย่างให้เกียรติ  ก่อนที่จะรับสั่งให้เจ้าเมืองเทียนหยางไปรวบรวมข้อมูลเรื่องปัญหาปากท้องและการว่างงานของราษฎรในวันรุ่งขึ้น จากนั้นให้ทูลถวายขึ้นมาให้พระองค์โดยด่วน           “ หม่อมฉันรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ  พระองค์ทรงเสวยเยอะ ๆ นะพ่ะย่ะค่ะ พระวรกายจะได้ฟื้นฟูโดยเร็ว”           เสียมหลอหลงรับพระบัญชา พร้อมกับทูลกระตุ้นให้ทรงเสวยเยอะ ๆ  ก่อนที่พระองค์จะเอ่ยถึงองค์หญิงอีกหนึ่งองค์ที่ไม่ได้มาร่วมโต๊ะอาหารด้วย         “ น่าเสียดายที่เฟยเอ๋อไม่ได้มาร่วมโต๊ะกับพวกเราด้วย เอาล่ะ ทุกคนทานเยอะ ๆ”         ฮ่องเต้ต้าหยางทรงตรัสถึงองค์หญิงห้าที่สืบสายพระโลหิตของพระองค์กับสนมที่ทรงโปรดปรานมากที่สุด  ก่อนจะรับสั่งให้ทุกคนทานอาหารกันต่อ หลังจากที่เมื่อครู่ทุกคนมัวแต่ใจจดใจจ่ออยู่ที่การตรวจอาการป่วยขององค์หญิงรอง           กุนซือหนุ่มทานอาหารแต่พอดี เช่นเดียวกับใต้เท้าหลิว เช่นเดียวกับองค์หญิงทั้งสองก็เสวยแต่พอดี ต่างกับองค์ฮ่องเต้ที่ทรงเจริญอาหารเป็นพิเศษ หนึ่งเพราะพระองค์ทรงหายจากอาการป่วยที่เรื้อรังมานาน สองเพราะพระองค์ได้มาเจอกับกุนซือที่จะช่วยให้พระองค์ก้าวไปเป็นมหาราชได้ในอนาคต          “ ท่านกุนซือ ท่านเห็นว่าเราควรช่วยเหลือราษฎรที่กำลังประสบปัญหาอดอยากเช่นไร?”          ฮ่องเต้ที่ทรงเสวยอิ่มแล้ว ทรงเช็ดพระโอษฐ์ก่อนจะล้างพระหัตถ์ที่หลู่กงกงนำมาถวาย พร้อมทั้งทอดพระเนตรที่ชายหนุ่มอย่างรอคอยคำตอบ          “ หม่อมฉันเห็นควรว่า ก่อนอื่นต้องทำการปลอบขวัญราษฎรก่อน ด้วยการตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อแจกจ่ายอาหารต่อผู้ที่ยากไร้  โดยให้ผู้ที่ไม่มีอันจะกินมาขึ้นทะเบียนกับทางการเพื่อรับสิทธิ์รับแจกอาหารฟรี เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน”           “ อืม โรงครัวพระราชทาน เป็นความคิดที่ไม่เลว  ฟางเอ๋อ พ่อมอบหมายให้เจ้ากับน้องรองของเจ้าเป็นธุระจัดการในเรื่องนี้โดยด่วน”           หยางไท่จงรับสั่งมอบหมายหน้าที่นี้ให้กับองค์หญิงทั้งสอง  ก่อนที่จะรับสั่งต่อเสียมหลอหลงอย่างทรงเป็นกังวลเรื่องของท้องพระคลังที่ตอนนี้ร่อยหรอลงทุกวัน ๆ จนอาจจะทำให้การช่วยเหลือราษฎรเป็นไปอย่างจำกัด          “ พระองค์มิต้องทรงเป็นกังวล หม่อมมีทางออกในเรื่องนี้ไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”          ชายหนุ่มกราบทูล พร้อมทั้งทูลถวายรายละเอียดของวิธีแก้ไขปัญหาที่เขาเตรียมไว้ในครั้งนี้ โดยทุกคนที่รับฟังแผนการของเขา ล้วนแต่พยักหน้ารับเป็นระยะในระหว่างที่ฟังเขาเล่าแผนการให้ฟัง             “ จัดงานประมูลเพื่อระดมทุนบริจาคช่วยชาวบ้านเช่นนั้นรึ?”            องค์ฮ่องเต้ทรงรับสั่งออกมาด้วยความประหลาดพระทัย เพราะเป็นวิธีที่ค่อนข้างแปลกใหม่ ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน            “ หม่อมฉันมั่นใจว่าจะสามารถระดมทุนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”           อาหลงกราบทูลต่อเจ้าชีวิตด้วยความมั่นใจ ก่อนที่องค์หญิงใหญ่จะตรัสถามสิ่งที่นางสงสัยกับอีกฝ่าย           “ ท่านเสนอให้ขุนนางทุกคนบริจาคเบี้ยหวัดเงินเดือนหนึ่งในสิบส่วนของตน ท่านคิดว่าจะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านหรือไม่ ท่านกุนซือ?”          “ ย่อมมีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ  แต่ถ้าฝ่าบาทและเชื้อพระวงศ์เป็นผู้นำในการสละทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นต้นแบบ หม่อมฉันเชื่อว่าถึงจะมีผู้ที่ไม่เต็มใจ แต่ก็คงไม่มีใครกล้าที่จะไม่ปฏิบัติตามแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งเราจะมีรางวัลพิเศษพระราชทานให้กับขุนนางที่บริจาคมากที่สุด 3 ลำดับแรกอีกด้วย  นอกจากนี้เรายังจะเชิญชวนให้คหบดีรวมทั้งชาวบ้านทั่วไปที่พอมีปัจจัยร่วมกันบริจาคเพื่อช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติตามกำลังศรัทธาโดยไม่มีการบังคับ และสำหรับผู้ที่บริจาคมากที่สุดสามลำดับแรกก็จะได้รับพระราชทานรางวัลพิเศษเช่นเดียวกันกับเหล่าขุนนางพ่ะย่ะค่ะ”          กุนซือหนุ่มทูลตอบองค์หญิงใหญ่อย่างมั่นใจ ในขณะที่องค์หญิงรองก็มีข้อสงสัยเช่นกัน จึงตรัสถามเพื่อให้เขาช่วยให้ความกระจ่าง          “ เรื่องการประมูล เราจะนำภาพฝีลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ฮองเฮา และองค์หญิงทั้งหกพระองค์ออกมาให้เหล่าขุนนางและชาวบ้านได้ร่วมประมูลทีละรายการ ใครที่ให้ราคาสูงที่สุดในแต่ละรายการก็จะได้ของประมูลชิ้นนั้นไปครองพ่ะย่ะค่ะ”            อาหลงทูลถวายข้อมูลเพิ่มเติมต่อองค์หญิงรอง ในส่วนเรื่องของการประมูลที่นางยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ จนนางพยักหน้ารับเมื่อทรงคลายข้อสัยหลังจากได้ฟังอีกฝ่ายอธิบาย              “ท่านกุนซือ ท่านเห็นว่าเราควรจะจัดงานประมูลเมื่อไหร่ดี?”            องค์หญิงรองตรัสถามอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะทูลว่าอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าคือเวลาที่เหมาะสม เพราะทุกฝ่ายจะได้มีเวลาเตรียมพร้อม เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด          “ แล้วเรื่องปัญหาราษฎรว่างงาน ไม่มีรายได้ เราจะแก้ไขเช่นไรดี?”           องค์ไท่จงรับสั่งถามกุนซือหนุ่ม ก่อนที่เขาจะทูลแนะนำให้ราชสำนักส่งเจ้าหน้าที่ไปป่าวประกาศว่าราชสำนักจะตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนผู้ที่ว่างงาน ขอให้ผู้ว่างงานทุกคนมาลงทะเบียนโดยพร้อมเพรียงกัน  รวมทั้งให้ประกาศไปยังห้างร้านและกิจการทุกแห่งว่า หากห้างร้านใดขาดคนและต้องการแรงงานเพิ่ม ก็ให้มาติดต่อทางการเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์ตั้งโต๊ะรับสมัครงานในวันที่คนว่างงานมาลงทะเบียน เสมือนเป็นการจัดตลาดนัดแรงงานกลาย ๆ นั่นเอง  นอกจากนี้ยังให้ประกาศเรื่องจะมีการตั้งโรงครัวพระราชทาน ขอให้ผู้ที่ยากไร้ไม่มีอันจะกิน มาลงทะเบียนเพื่อรับบัตรคนจน ซึ่งคนที่มีบัตรนี้จะได้รับแจกอาหารฟรีจากโรงครัวพระราชทานทุกวัน รวมทั้งจะได้รับถุงพระราชทานยังชีพอีกด้วย        “ แล้วหน่วยงานที่จะรับผิดชอบเรื่องรับลงทะเบียนแรงงานที่ว่างงาน และผู้ประกอบการที่ต้องการแรงงาน  ท่านจะให้ตั้งชื่อว่าอะไร?”          หยางไท่จงตรัสถามเสียมหลอหลง ก่อนที่เขาจะทูลเสนอให้ตั้งชื่อว่า “ สำนักจัดหางาน” ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบรับลงทะเบียนคนจนให้ตั้งชื่อว่า “ สำนักสวัสดิการ” โดยให้โอนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามารับหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าว          “ ใต้เท้าหลิว ข้ามอบหมายให้ท่านเป็นธุระจัดการเรื่องจัดตั้งหน่วยงานทั้งสองแห่งนี้โดยด่วน หลู่กงกง เตรียมร่างราชโองการเรื่องให้ขุนนางและชาวบ้านบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากไร้ รวมทั้งการจัดตั้งสำนักจัดหางานและสำนักสวัสดิการด้วย ข้าจะนำเข้าที่ประชุมขุนนางพรุ่งนี้เช้า”           ฮ่องเต้ต้าหยางทรงรับสั่งอย่างเบิกบานพระทัย ที่ปัญหายาก ๆ ที่ทำให้หนักพระทัยได้รับการเสนอแนะทางออกที่ยอดเยี่ยมจากกุนซือหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้          “ เอาล่ะ จริง ๆ ข้าอยากจะสนทนากับพวกท่านจนรุ่งเช้า เพียงแต่พวกท่านต้องกลับไปพักผ่อน ส่วนข้าก็มีประชุมสำคัญพรุ่งนี้เช้า พวกท่านกลับไปพักผ่อนเถอะ เซียนเอ๋อ เจ้าเองก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายได้”          ก่อนที่อาหลงจะเดินทางกลับ ฮ่องเต้ทรงรับสั่งย้ำเสียมหลอหลงอย่าลืมนำยามาถวายพระองค์ในช่วงเย็นของวันพรุ่งนี้         องค์ไท่จงรับสั่งให้หลู่กงกงส่งเสด็จองค์หญิงรอง รวมทั้งส่งใต้เท้าหลิวกับที่ปรึกษาขึ้นรถม้าพระราชทานกลับที่พักเป็นกรณีพิเศษ           หลังจากที่ทุกคนกลับไปหมดแล้ว องค์หญิงใหญ่ปรนนิบัติเสด็จพ่อของนาง เพื่อขึ้นแท่นบรรทม ก่อนที่หยางไท่จงจะรับสั่งถามพระธิดาองค์โตของพระองค์อย่างเบิกบานพระทัยมากที่สุดในรอบหลายปีมานี้                    “ ฟางเอ๋อ ลูกคิดว่าเสียมหลอหลงผู้นี้เป็นอย่างไรบ้าง?”           ....................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก.... มาแบบต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ขาดตอนและไม่ให้รีดต้องรอนาน สำหรับตอนที่ 28  ซึ่งอาหลงของเราก็ได้เจอกับองค์หญิงใหญ่และองค์หญิงรองไปแล้วทั้งคู่  แถมยังช่วยเสนอความเห็นที่ช่วยคลี่คลายปัญหาในหลาย ๆ ด้าน ส่วนเรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นไร มาร่วมลุ้นและติดตามกันได้ในตอนต่อไปครับ            ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านด้วยดีเสมอมา รวมทั้งคอมเมนท์จากรีดที่เริ่มจะเพิ่มขึ้น จนทำไรท์ใจชื้นและมีกำลังใจขึ้นเยอะ และพยายามจะอัพให้ได้ทุก ๆ วัน  หรืออย่างน้อย ๆ ก็ทุก ๆ สองวัน  เพื่อให้รีดทุกท่านได้มีความสุขในการอ่าน  ขอบคุณอีกครั้งครับ..................................................................................................................................สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต    “ ไม่มีคำว่าล้มเหลวสำหรับข้า มีเพียงแค่ผลลัพธ์ที่ยังไม่ตรงกับความต้องการเท่านั้น”